538.jpg
จน-เครียด-ทำร้ายลูก! ชาวญี่ปุ่นใช้ความรุนแรงสูงขึ้น ปมกดดัน‘พักงาน-รายได้ลด’

จน-เครียด-ทำร้ายลูก! ชาวญี่ปุ่นใช้ความรุนแรงสูงขึ้น ปมกดดัน‘พักงาน-รายได้ลด’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2563, 17.07 น.

จน-เครียด-ทำร้ายลูก! ชาวญี่ปุ่นใช้ความรุนแรงกับบุตรหลานสูงขึ้น ปมกดดัน‘พักงาน-รายได้ลด’ช่วง‘โควิด’ระบาด 

 


7 พ.ค. 2563 เว็บไซต์ นสพ.Asahi Shimbun ของญี่ปุ่น เสนอข่าว “School closures leave children more vulnerable to abuse in Japan” ระบุว่า หลังรัฐบาลญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อ 7 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา เพื่อสกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ความเครียดของชาวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน และนำไปสู่การทำร้ายร่างกายบุตรหลาน

โทชิโกะ อุเอโนะ (Toshiko Ueno) ผู้ทำงานในหน่วยงานช่วยเหลือผู้ปกครองเลี้ยงเดี่ยว (Single Parents) เปิดเผยว่า ได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากช่วงเวลาปกติซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 30 ครั้งต่อเดือน อาทิ หญิงรายหนึ่งซึ่งพักอาศัยในเมืองโทโยนากะ (Toyonaka) จังหวัดโอซากา โทรศัพท์มาหาตนตอนดึกเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. 2563 ยอมรับว่าได้ทำร้ายลูก ซึ่งเหตุผลบางส่วนมาจากความเครียดเนื่องจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้ร้านอาหารปิดทำการชั่วคราวและถูกลดเงินเดือนลง อีกทั้งยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป 

อุเอโนะ เล่าต่อไปว่า ตนเปิดร้านอาหารซึ่งปกติแล้วจะจัดอาหารให้กับเด็กๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงมีพื้นที่ให้มาใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนรวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่การประกาศภาวะฉุกเฉินทำให้ต้องปิดตัวลงเพื่อป้องกันการติดเชื้อในสถานประกอบการขนาดเล็ก ถึงกระนั้นก็เป็นห่วงว่าเด็กที่อยู่ตามบ้านอาจถูกทารุณกรรมหรือไม่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ดังนั้นผู้บริหารท้องถิ่นควรจัดพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กๆ เหล่านี้ในระหว่างที่โรงเรียนยังถูกปิด

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 16 เม.ย. 2563 ก่อนเวลา 19.00 น. ไม่นานนัก นักเรียนชายชั้น ม.2 รายหนึ่งซึ่งเคยถูกทำร้ายร่างกายโดยพ่อเลี้ยงเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า เดินทางไปยังศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ฮิกาชิ-โยโดกาวะ วอร์ด (Higashi-Yodogawa Ward) โอซากา เพื่อเรียนหนังสือและพูดคุยกับเด็กคนอื่นๆ ซึ่งนักเรียนรายนี้มักจะมาเป็นประจำยกเว้นวันอาทิตย์ มาโกโตะ ฮอนคาวะ (Makoto Honkawa) ผู้บริหารศูนย์แห่งนี้ กล่าวว่า ระหว่างการรับมือโรคระบาด ต้องมีการเตรียมช่วยเหลือผู้ลี้ภัยบางกลุ่มในขณะที่ความเครียดของผู้คนกำลังสูงขึ้น

ไม่ต่างจากศูนย์สงเคราะห์เด็กที่เมืองโอทสึ (Otsu) จังหวัดชิงะ (Shiga) ซึ่งดูแลเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนเนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงถูกชักจูงไปในทางที่ผิด ทาดาทากะ ยูคิชิเกะ (Tadataka Yukishige) หัวหน้าศูนย์แห่งนี้ กล่าวว่า เด็กๆ กำลังเผชิญความเครียดที่สูงขึ้น หลังเห็นผู้ปกครองกังวลเรื่องงานเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไวรัสโควิด-19

“เด็กบางคนดูเหมือนจะกินขนมขบเคี้ยวและอาหารเย็นที่ศูนย์จัดให้มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันเหมือนช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อเด็กๆ ที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ได้ เราจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องขณะที่สังเกตความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ อย่างละเอียด” ยูคิชิเกะ กล่าว 

ศูนย์ป้องกันการทารุณกรรมเด็กในเมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ (Aichi) เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนช่วงกลางเดือน เม.ย. 2563 จากนักเรียนชั้น ม.1 เล่าว่าถูกแม่ตะคอกใส่ “หายไปซะ! หายไป! (Disappear! Get lost!)” และบางครั้งยังขว้างปาสิ่งของใส่ด้วย ต่อมาในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2563 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนักเรียนชั้น ม.ปลาย ถูกแม่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและต้องการความช่วยเหลือ 

แต่ก็มีบางครั้งที่ผู้ปกครองเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาระบายความรู้สึกไม่สบายใจที่กระทำรุนแรงกับบุตรหลาน มายู มิซูโนะ (Mayu Mizuno) ผู้บริหารศูนย์ป้องกันการทารุณกรรมเด็กในเมืองนาโกยา ให้ความเห็นว่า ตนเชื่อว่าแม่ของเด็กๆ มีแรงกดดันจากความรู้สึกถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน ทั้งนี้ โรงเรียนและผู้บริหารท้องถิ่นเองก็กังวลว่ายิ่งปิดโรงเรียนเป็นเวลานานก็ยิ่งทำให้การตรวจสอบปัญหาความรุนแรงต่อเด็กเป็นไปได้ยาก

ที่เมืองนารา มีผู้โทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือกรณีการทารุณกรรมเด็กในเดือน มี.ค. 2563 หลังจากโรงเรียนปิด ลดลงเหลือ 53 ครั้ง เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ซึ่งมีสายร้องเรียนเข้ามา 71 ครั้ง และการร้องเรียนจากโรงเรียนหรือสโมสรเด็กลดลงเหลือ 2 ครั้ง จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ที่มีการร้องเรียนเข้ามา 27 ครั้ง อิชิโระ ฮิกาชิอุระ (Ichiro Higashiura) เจ้าหน้าที่ประจำเมืองนารา กล่าวว่า ครูหลายคนมักเห็นความผิดปกติ เช่น รอยฟกช้ำหรือคำพูดของเด็กๆ ที่เปลี่ยนไป แต่เมื่อโรงเรียนปิดการสังเกตก็ทำได้ยาก

รายงานข่าวยังกล่าวอีกว่า แม้กระทรวงที่รับผิดชอบด้านสวัสดิการสังคมและการศึกษาจะกำชับให้หน่วยงานในระดับท้องถิ่นตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งว่ามีเด็กและเยาวชนสุ่มเสี่ยงถูกทารุณกรรมหรือไม่ แต่ครูจำนวนมากก็ยังต้องทำงานที่บ้าน และเพราะข้อจำกัดเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล จึงเป็นเรื่องยากที่ครูจะโทรศัพท์จากบ้านตนเอง

ขอบคุณเรื่องจาก asahi

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top