วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
อินเดียยังวิกฤติหนักยอดติดเชื้อโควิดรายวันใกล้ 3 แสน ส่งผลยอดป่วย-ตายพุ่ง ทั่วโลกยอดติดเชื้อใหม่วันเดียว 8 แสนราย สาวมะกันวัย 18 ปี ฉีดวัคซีนต้านไวรัสฯของ“จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน”เกิดผลข้างเคียง ลิ่มเลือดอุดตัน ต้องผ่าตัดสมอง 3หน ยื้อชีวิต ด้าน องค์การอนามัยโลก ชี้คนหนุ่มสาวติดโควิดพุ่ง
เมื่อวันที่ 21เมษายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ว่ากระทรวงสาธารณรณสุขอินเดียรายงานสถิติโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าในรอบ 24 ชั่วโมงยืนยันผู้ติดเชื้อใหม่ 295,041 คน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ส่งผลให้อินเดียมีผู้ป่วยสะสมจากโรคนี้เพิ่มเป็นมากกว่า 15.6 ล้านคน มากที่สุดในทวีปเอเชีย และเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา
ขณะที่รอบวันเดียวกัน มีผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19ในอินเดีย 2,023คน นับเป็นครั้งแรกที่อินเดียยืนยันผู้เสียชีวิตรายวันจากโรคดังกล่าวมากกว่า 2,000คน และทำให้สถิติสะสมของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เพิ่มเป็นอย่างน้อย 182,553คน ส่วนผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในระบบมีอย่างน้อย 2,157,538 คน
ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ว่าทุกภาคส่วนในอินเดียร่วมกันควบคุมและลดการแพร่ระบาดระลอกแรก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วอย่างยอดเยี่ยม กระทั่งพายุโควิดลูกที่สองได้โหมกระหน่ำ ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งของอินเดีย แต่เชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นและความกล้าหาญของประชาชน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้อินเดียก้าวผ่านมรสุมครั้งนี้ไปได้ โดยให้การล็อกดาวน์ทั้งประเทศอีกครั้งเป็นทางเลือกสุดท้าย จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลือกปิดเฉพาะบางเมืองหรือบางพื้นที่ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อระดับวิกฤติแทน
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอินเดีย ยังไม่ดีขึ้น แม้ทางการจะประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการฉีดวัคซีนให้กับพลเมืองทุกคนที่มีอายุมากกว่า 18 ปีแล้วก็ตาม
สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก พบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 820,864 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 143,532,095 คน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13,829คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 3,056,850คน โดยที่อินเดีย ทำสถิติมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ใน 1 วันเพิ่มขึ้นสูงที่สุด ตามด้วยบราซิลที่ 73,172 คน ตุรกี 61,028 คน สหรัฐ 59,925 คน และฝรั่งเศส 43,098 คนส่วนประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุดยังคงเป็นสหรัฐฯ อยู่ที่ 32,536,078 คน ตามด้วยอินเดีย , บราซิล อยู่ที่ 14,050,885 คน , ฝรั่งเศส 5,339,920 คน และรัสเซีย 4,718,854 คน
วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานถึงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขนานต่างๆ ว่าพบผู้ใช้วัคซีนของบริษัท จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ในสหรัฐฯ คือ น.ส.เอ็มมา เบอร์คีย์ อายุ 18 ปี มีถิ่นพำนักที่ย่านคลาร์กเคาน์ตี นครลาสเวกัส เนวาดา เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำสมอง หรือซีวีเอสที ภายหลังฉีดวัคซีนขนานนี้เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.เบอร์คีย์ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและมีอาการโคม่า จนคณะแพทย์ต้องผ่าตัดเพื่อรักษาอาการเส้นเลือดดำอุดตันสมอง โดยมีรายงานว่าคณะแพทย์ต้องผ่าตัดถึง 3 ครั้ง ซึ่งในเวลานี้ น.ส.เบอร์คีย์ สามารถออกจากห้องไอซียูและถอดเครื่องช่วยหายใจได้แล้ว หลังจากอาการดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่คนไข้รายนี้ยังคงต้องใส่ท่อหลอดลมที่คอทั้งนี้ น.ส.เบอร์คีย์ ถือเป็น 1 ใน 6 ราย ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนของบริษัทดังกล่าว แล้วเกิดผลข้างเคียงด้วยภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
ที่ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (อีเอ็มเอ) เผยแพร่สถิติการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรง คือการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ที่เป็นผลจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่านับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา พบแล้ว 287 คน แต่อีเอ็มเอยังคงเชื่อมั่นประโยชน์และผลด้านบวกของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว
ส่วนประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอลโลเปซ โอบราดอร์ ผู้นำเม็กซิโก วัย 67 ปี เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข็มแรก ของแอสตราเซเนกา/ออกซฟอร์ด เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา โดยคณะแพทย์ทำการฉีดให้ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงเม็กซิโกซิตี โดยผู้นำเม็กซิโกเชิญชวนประชาชนให้เข้ารับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะประโยชน์จากการได้รับวัคซีนมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์
ขณะที่ นพ.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุสผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าจำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นทั่วโลก เป็นสัปดาห์ที่ 8 แล้ว โดยในสัปดาห์ที่แล้วพบผู้ป่วยใหม่เพิ่ม 5.2 ล้านคน และมีอัตราป่วยในหมู่คนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตกกังวลทำให้มียอดผู้ป่วยเสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านคน ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงมากขึ้น โดยอัตราการติดเชื้อและการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้ที่มีอายุระหว่าง 25-59 ปี เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์มีอัตราการแพร่ระบาดสูง และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เพิ่มขึ้นในผู้ที่มีอายุไม่มากนัก
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความจำเป็นเร่งด่วนทางด้านวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวทั่วโลก WHO ได้เผยแพร่เอกสารแสดงความสนใจ (EOI) เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อก่อตั้งศูนย์ส่งต่อเทคโนโลยีโควิด-19 สำหรับวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) หวังว่าจะช่วยเพิ่มการผลิตวัคซีนให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางและขอเรียกร้องให้ผู้ผลิตดั้งเดิมส่งต่อเทคโนโลยีและข้อมูลให้กับศูนย์กลาง เพื่อให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางได้รับเทคโนโลยีดังกล่าว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะซูงะ เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อบังคับใช้ในพื้นที่กรุงโตเกียว นครโอซากาและจังหวัดเฮียวโงะ รอบใหม่ เพื่อควบคุมสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งการประกาศภาวะฉุกเฉินที่จะมีขึ้นครั้งนี้ เป็นไปตามการร้องขอของรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดโอซากา ที่ขอให้รัฐบาลกลางในกรุงโตเกียว มีคำสั่งปิดสวนสนุกขนาดใหญ่ และศูนย์การค้าต่างๆ ชั่วคราว รวมถึงการลดเวลาให้บริการของร้านอาหารและร้านเครื่องดื่ม
สำหรับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในญี่ปุ่น พบผู้ป่วยติดเชื้อสะสม 537,317คน มากเป็นอันดับที่ 38 ของโลก ส่วนผู้ป่วยที่เสียชีวิตรวม 9,671คน และผู้ป่วยที่รักษาหายสะสม 486,076คน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี