ศาลฎีกาสหรัฐฯ เลื่อนชี้ชะตาคดีภาษีทรัมป์14 ม.ค.นี้ สะเทือนเศรษฐกิจโลก

ศาลฎีกาสหรัฐฯ เลื่อนชี้ชะตาคดีภาษีทรัมป์14 ม.ค.นี้ สะเทือนเศรษฐกิจโลก

วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

10 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะออกคำตัดสินครั้งต่อไปในวันที่ 14 มกราคม 2569 เนื่องจากยังมีคดีสำคัญหลายคดีที่ยังรอการพิจารณาอยู่ รวมถึงความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศใช้

ล่าสุด ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุในเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า อาจจะประกาศคำตัดสินในคดีที่มีการโต้แย้งกัน เมื่อผู้พิพากษาเข้าเฝ้าในวันพุธหน้า (14 ม.ค.69) ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีตามกำหนดการ ศาลจะไม่ประกาศล่วงหน้าว่าคดีใดบ้างที่จะได้รับการตัดสิน


ศาลฎีกาได้ออกคำตัดสินหนึ่งฉบับในคดีอาญาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า 

การท้าทายมาตรการภาษีของทรัมป์ถือเป็นการทดสอบครั้งสำคัญของอำนาจประธานาธิบดี รวมถึงความเต็มใจของศาลที่จะตรวจสอบการอ้างอำนาจที่กว้างขวางของประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วย

ระหว่างการพิจารณาคดีที่ศาลได้พิจารณาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ผู้พิพากษาทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยมดูเหมือนจะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของภาษีนำเข้าที่ 'ทรัมป์' บังคับใช้โดยอ้างถึงกฎหมายปี 1977 ที่มีไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินระดับชาติ ฝ่ายบริหารของ 'ทรัมป์' กำลังยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลชั้นต้นที่ระบุว่าเขาใช้อำนาจเกินขอบเขต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวว่า มาตรการภาษีนำเข้าทำให้สหรัฐอเมริกามีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 2 มกราคม ทรัมป์กล่าวว่าคำตัดสินของศาลฎีกาที่คัดค้านมาตรการภาษีนำเข้าจะเป็น "ความพ่ายแพ้ที่รุนแรง" (terrible blow) ต่อสหรัฐฯ เพราะเขามั่นใจว่าภาษีเหล่านี้ช่วยให้ฐานะการเงินของประเทศแข็งแกร่งขึ้น

โดย 'ทรัมป์' ได้อ้างถึงพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรแบบ "ต่างตอบแทน" กับสินค้าที่นำเข้าจากแต่ละประเทศ ซึ่งแทบจะเป็นคู่ค้าต่างประเทศทั้งหมด เพื่อแก้ไขสิ่งที่เขาเรียกว่าภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เขายังอ้างถึงกฎหมายเดียวกันนี้เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรกับจีน แคนาดา และเม็กซิโก โดยอ้างถึงการลักลอบนำยาแก้ปวดเฟนทานิลที่มักถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และยาเสพติดผิดกฎหมายเข้าสู่สหรัฐอเมริกาว่าเป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

การท้าทายภาษีศุลกากรในคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลฎีกาถูกยื่นโดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร และ 12 รัฐของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรัฐที่ปกครองโดยพรรคเดโมแครต 

โดยก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำตัดสินไปแล้วว่า 'ทรัมป์' กระทำการเกินขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย ขณะที่ในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่าทั้งผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายเสรีนิยมต่างแสดงความคลางแคลงใจต่อความถูกต้องของการนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ในบริบทของการค้าปกติ

อย่างไรก็ตาม เควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว เปิดเผยกับสื่อว่า แม้รัฐบาลจะคาดหวังชัยชนะ แต่ก็ได้มีการประชุมเตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยระบุว่ารัฐบาลยังมี "เครื่องมืออื่นๆ" ที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการค้าในลักษณะเดียวกันได้ หากศาลมีคำวินิจฉัยที่เป็นลบ

นอกเหนือจากประเด็นภาษีแล้ว ศาลสูงสุดชุดที่มีสัดส่วนผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม 6 ต่อ 3 เสียงนี้ ยังมีคดีสำคัญที่รอการตัดสินอยู่อีกหลายกรณี เช่น การคัดค้านมาตราสำคัญในกฎหมายสิทธิการเลือกตั้ง (Voting Rights Act) ปี 1965 และคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในรัฐโคโลราโดที่สั่งห้ามการทำจิตบำบัดเพื่อเปลี่ยนรสนิยมทางเพศในกลุ่มเยาวชน LGBT โดยอ้างเหตุผลเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top