วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
21 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้รายงานว่า หลายพื้นที่ทั่วโลกขณะนี้กำลังเข้าสู่ "ภาวะล้มละลายด้านน้ำ" ชี้พื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติหายไป 35% แล้ว เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และสื่อมวลชนต่างเตือนถึง "วิกฤตน้ำโลก" ซึ่งหมายถึงภาวะช็อกชั่วคราว ตามมาด้วยการฟื้นตัว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคในขณะนี้คือ การขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง โดยระบบน้ำไม่สามารถกลับคืนสู่ระดับพื้นฐานในอดีตได้อย่างแท้จริงอีกต่อไป
'คาเวห์ มาดานี' ผู้อำนวยการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งสหประชาชาติกล่าวว่า สำหรับหลายพื้นที่ทั่วโลกความปกติได้หายไปแล้ว นี่ไม่ใช่เพื่อทำลายความหวัง แต่เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำและการยอมรับความล้มเหลวอย่างตรงไปตรงมาในวันนี้ เพื่อปกป้องและสร้างอนาคต
ผลการวิจัยไม่ได้บ่งชี้ว่าเกิด ภาวะล้มละลายด้านน้ำ (Water Bankruptcy) ทั้งโลก แต่มีระบบที่ล้มละลายหรือใกล้ล้มละลายอยู่มากพอ ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านการค้า การอพยพ และการพึ่งพาทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ภูมิทัศน์ความเสี่ยงระดับโลกเปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นตกอยู่กับเกษตรกรรายย่อย ชนพื้นเมือง ผู้อยู่อาศัยในเมืองที่มีรายได้น้อย และสตรีและเยาวชน อย่างไม่สมดุล ในขณะที่ผลประโยชน์จากการใช้น้ำเกินควรกลับตกอยู่กับผู้มีอำนาจมากกว่า
โดยรายงานฉบับนี้กล่าวถึงภาวะล้มละลายด้านน้ำ ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ หมายถึงการดึงน้ำและทำให้เกิดมลพิษเกินกว่าปริมาณน้ำไหลเข้าที่สามารถทดแทนได้และเกินกว่าขีดจำกัดการใช้ที่ปลอดภัย การไม่สามารถย้อนกลับได้หมายถึงความเสียหายต่อส่วนสำคัญของทุนทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำและทะเลสาบ ซึ่งทำให้การฟื้นฟูระบบให้กลับสู่สภาพเดิมเป็นไปไม่ได้
แต่ทุกอย่างยังไม่สูญสิ้น เมื่อเปรียบเทียบภาวะล้มละลายด้านน้ำกับภาวะล้มละลายทางการเงิน มาดานีกล่าวว่า การล้มละลายไม่ใช่จุดจบของการดำเนินการ และมันคือจุดเริ่มต้นของแผนการฟื้นฟูที่มีโครงสร้าง คุณต้องหยุดการรั่วไหล ปกป้องบริการที่จำเป็น ปรับโครงสร้างข้อเรียกร้องที่ไม่ยั่งยืน และลงทุนในการสร้างใหม่ 'คาเวห์ มาดานี' กล่าว
จากการศึกษาพบว่า โลกกำลังใช้ทรัพยากรน้ำตามธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองอย่างรวดเร็ว โดยทะเลสาบขนาดใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของโลกมีปริมาณน้ำลดลงตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติประมาณ 35% หายไปตั้งแต่ปี 1970 ผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์นั้นรุนแรงมาก เกือบ 3 ใน 4 ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่จัดอยู่ในประเภทขาดแคลนน้ำหรือขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง
ประชากรประมาณ 4 พันล้านคนประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงอย่างน้อย 1 เดือนในแต่ละปี ขณะที่ผลกระทบจากภัยแล้งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 3.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 9.5 ล้านล้านบาท/ปี หากเรายังคงจัดการกับความล้มเหลวเหล่านี้ในฐานะวิกฤตชั่วคราวด้วยวิธีการแก้ไขระยะสั้น เราจะยิ่งทำให้ความเสียหายทางนิเวศวิทยาเพิ่มมากขึ้นและจุดชนวนความขัดแย้งทางสังคม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี