วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
ไทยปลอด‘นิปาห์’
‘บินไทย-แอร์เอเชีย’คุมเข้ม
สั่งเพิ่มมาตรการคัดกรอง
กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับเฝ้าระวัง ไวรัสนิปาห์ ยืนยันไทยยังปลอดภัย แต่ต้องคัดกรองอย่างเข้มงวด เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยาต้านไวรัส กรมควบคุมโรค ระบุ ไวรัสนิปาห์มีอัตราการแพร่เชื้อน้อยกว่าโควิด-ไข้หวัดใหญ่ ย้ำยังไม่พบผู้ป่วยในไทย พร้อมเข้มงวดคัดกรองคนเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงใน 3 สนามบิน “นายกฯ” สั่งเฝ้าระวัง พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด ด้าน “การบินไทย-แอร์เอเชีย”ยังทำการบินไปอินเดียตามปกติ ขณะนี้ยังไม่พบการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ได้เพิ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสารจากพื้นที่ต้นทางอย่างเคร่งครัด
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “ไวรัสนิปาห์” (Nipah virus) ที่กำลังแพร่ระบาดในรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แต่ไทยได้ยกระดับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด บริเวณด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ทั้งนี้ “ไวรัสนิปาห์” ไม่ใช่โรคใหม่ โดยพบครั้งแรกเมื่อประมาณ 27-28 ปีก่อนที่ประเทศมาเลเซีย เป็นโรคที่ติดต่อจาก “สัตว์สู่คน” โดยมีพาหะหลักคือ ค้างคาว ความรุนแรง มีอัตราการป่วยตายสูงถึงร้อยละ 40–70 สูงกว่าโควิด-19 หลายเท่า มีอาการ คล้ายไข้หวัดใหญ่ ไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อย เจ็บคอ แต่อาจมีอาการรุนแรงทางระบบประสาท เช่น สมองอักเสบเฉียบพลัน เดินโซเซ ง่วงซึม หรือปอดอักเสบจนหายใจล้มเหลว
“ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลปัจจุบันยังมีมียาต้านไวรัสและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้วางมาตรการป้องกันเข้มงวด คัดกรองผู้เดินทางมาจากรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างใกล้ชิด แจกบัตรเตือนสุขภาพ (Health Beware Card) ให้ผู้เดินทาง หากมีอาการป่วยภายใน 21 วันหลังเดินทางกลับ ต้องรีบพบแพทย์ทันที จัดเตรียมห้องแยกโรคและระบบส่งต่อหากพบผู้สงสัยติดเชื้อ”นายแพทย์เอกชัย ย้ำ
โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ยังได้ให้คำแนะนำ สำหรับคนไทยที่จำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว หมู และสัตว์ป่าทุกชนิด เนื่องจากไวรัสนิปาห์ ไม่แพร่กระจายทางอากาศ (Airborne) ได้ง่าย เหมือนโควิด แต่การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง เช่น น้ำลาย เลือด หรือปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อ การป้องกันตัวให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้ หากมีไข้ ปวดหัว หรืออาการผิดปกติ ให้ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1420 ทันที
นพ.โสภณ เอี่ยมถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ไวรัสนิปาห์ทั่วโลกยังไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยยืนยันในต่างประเทศจำกัดอยู่บางพื้นที่ของอินเดีย และบังกลาเทศ โดยยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย พร้อมย้ำว่า เชื้อนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายต่ำกว่าโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่มาก
“สธ.ยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินภูเก็ต เน้นการติดตามอาการผู้เดินทางภายใน 21 วัน หากมีไข้หรืออาการระบบทางเดินหายใจ ให้ติดต่อสายด่วน 1422 ทันที” นพ.โสภณ ย้ำ
ด้าน พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ โฆษกกรมควบคุมโรค ระบุว่า จากข้อมูลล่าสุด “เชื้อนิปาห์” มีค่าอัตราการแพร่เชื้ออยู่ที่ประมาณ 0.2 - 0.8 ต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่ที่อยู่ราว 1.2 - 2.0 และโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่สูงถึง 8 - 10 ทำให้โอกาสแพร่ระบาดในวงกว้างมีน้อยและมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดเท่านั้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังครอบคลุมทั้งด้านการแพทย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการควบคุมโรคร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยืนยันประชาชนสามารถเดินทางและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดและติดตามข้อมูลจากทางราชการอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นใจ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ
โฆษกฯ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม
“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด” นายสิริพงศ์กล่าว
อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันสายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้ทำการบินไปยังประเทศอินเดียรวมกว่า 12 เส้นทางบิน และยังมีเส้นทางบินตรงสู่เวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ด้วย 1 เส้นทางคือ เส้นทางบิน“โกลกาตา-ดอนเมือง” ซึ่งให้บริการบินตรงวันละ 1 เที่ยวบิน โดยขณะนี้ไทยแอร์เอเชียยังคงให้บริการทำการบินตามปกติ ในทุกเส้นทางบินและยังไม่พบการแพร่ระบาดแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม สายการบินยังได้เพิ่มมาตรการคัดกรอง ป้องกัน ผู้โดยสารจากพื้นที่ดังกล่าว ตามคำเเนะนำของกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศฯ กระทรวงสาธารณสุข และทำงานร่วมกับท่าอากาศยานดอนเมืองอย่างใกล้ชิด ยกตัวอย่าง มาตรการเฝ้าระวังและป้องกันสำหรับเที่ยวบินเส้นทางโกลกาตา-ดอนเมือง ของสายการบิน อาทิ เจ้าหน้าที่ใส่อุปกรณ์ป้องกันตามคำแนะนำ หรือหากพบผู้ต้องสงสัยที่ต้นทาง ต้องมีใบรับรองแพทย์ fit to fly ยืนยันการเดินทาง รวมทั้งแผนการรับมือกรณีพบผู้ติดเชื้อ ต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้เมื่อเที่ยวบินขาเข้าถึงประเทศไทย ท่าอากาศยานมีแผนในการสังเกตและะคัดกรองผู้โดยสารอย่างเข้มข้นต่อไป
ในขณะที่ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)แจ้งว่า การบินไทยให้บริการเส้นทางบินไปยังประเทศอินเดีย รวม 8 เส้นทางบิน ประกอบด้วย 1.เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-กัลกัตตา ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน 2.เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-คยา ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน 3.เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เจนไน ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน 4.เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-ไฮเดอราบัด ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน 5.เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เบงกาลูรู ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน 6.เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-นิวเดลี ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 22 เที่ยวบิน 7.เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-มุมไบ ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน และ 8.เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อาห์เมดาบัด ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี