‘ทรัมป์’ยอมถอย หั่นกำแพงภาษีเหลือ10% หลังศาลสูงสหรัฐชี้ผิด

‘ทรัมป์’ยอมถอย หั่นกำแพงภาษีเหลือ10% หลังศาลสูงสหรัฐชี้ผิด

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ทรัมป์’ยอมถอย

หั่นกำแพงภาษีเหลือ10%

หลังศาลสูงสหรัฐชี้ผิด

 

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จำใจลงนามคำสั่งบริหารให้เรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าจากทุกประเทศ หลังศาลฎีกามีคำตัดสินว่าการใช้อำนาจตั้งกำแพงภาษีมหาโหด ของทรัมป์นั้นเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์คาด สหรัฐฯ เสี่ยงต้องคืนภาษีศุลกากรที่เก็บจากสินค้านำเข้าไปแล้วมากกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (มากกว่า 5.44 ล้านบาท)


ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นการด่วนเพื่อแก้ลำคำตัดสินของศาลฎีกา โดยคำสั่งเก็บภาษี 10% จะเริ่มมีผลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และจะบังคับใช้ชั่วคราวเป็นเวลา 150 วัน หลังจากนั้นหากต้องการขยายเวลาออกไปอีกจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา พร้อมกันนี้ทรัมป์ยังมีคำสั่งให้เปิดการสอบสวนว่า ภายใต้กฎหมายอื่นๆ จะมีช่องทางให้เขาสามารถเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมได้หรือไม่

อัตราภาษี 10% นี้อยู่ภายใต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ซึ่งมานำมาใช้แทนที่ภาษีบางส่วนที่ทรัมป์เคยเรียกเก็บ 10-50% ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (International Emergency Economic Powers Act) หรือ IEEPA การเก็บภาษี 10% ล่าสุดนี้ยังคงยกเว้นให้กับผลิตภัณฑ์ด้านการบินและอวกาศ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะขนาดเล็กบางประเภท สินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ที่สอดคล้องกับข้อตกลงการสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา รวมถึงยา แร่ธาตุสำคัญบางชนิด และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ถือเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ประกาศใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งสภาคองเกรสบอกว่าประธานาธิบดีมีสิทธิ์เรียกเก็บภาษีสูงสุด 15% เป็นเวลาสูงสุด 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นฐานของการชำระเงินระหว่างประเทศ และหากจะต่ออายุต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ขณะที่มีรายงานว่า แคนาดา และ เม็กซิโก อาจได้รับยกเว้นตามข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ

“ทรัมป์”ยังเหิมโจมตีศาล

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสินว่าประธานาธิบดีทรัมป์ทำเกินขอบเขตอำนาจ ในการประกาศเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกโดยใช้อำนาจฉุกเฉิน และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า อำนาจในการจัดเก็บภาษี รวมถึงภาษีนำเข้าเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดีเพียงผู้เดียว ที่น่าสนใจคือ ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม 2 ท่านที่ทรัมป์แต่งตั้งเอง คือ เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ และ นีล กอร์ซัค ได้ลงมติร่วมกับฝ่ายเสรีนิยมเพื่อคัดค้านนโยบายนี้ด้วย ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจอย่างมากและใช้ถ้อยคำที่รุนแรงโจมตีศาล โดยเรียกคำตัดสินนี้ว่าเลวร้ายและเป็นความอัปยศของชาติ ด่าทอผู้พิพากษาที่ลงมติคัดค้านเขาว่าเป็นคนโง่และสุนัขรับใช้ของฝ่ายเดโมแครต พร้อมเจาะจงโจมตีแบร์เรตต์และกอร์ซัคว่า น่าอับอายขายหน้าไปถึงวงศ์ตระกูล และระบุว่าพวกเขาไม่รักชาติและไม่จงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ทรัมป์เองยังไม่ละความพยายาม โดยบอกว่ายังมีทางเลือกอื่นที่ดีเยี่ยมซึ่งอาจจะทำให้สหรัฐฯ ได้เงินเพิ่มและเศรษฐกิจจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยระยะ 5 เดือน ที่มาตรการภาษี 10% มีผลบังคับใช้นั้นจะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินการสอบสวนเพื่อหาทางขึ้นภาษีได้ต่อไป และเมื่อนักข่าวถามว่าหลังจากมีการตรวจสอบแล้วจะมีการขึ้นภาษีในอัตราที่สูงขึ้นหรือไม่ ทรัมป์ก็ตอบว่า อาจจะสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าต้องการให้เป็นเท่าไร ประเทศที่ปฏิบัติอย่างเลวร้ายกับสหรัฐฯ อาจเผชิญภาษีในระดับสูง ส่วนประเทศอื่นๆ อัตราภาษีก็จะสมเหตุสมผล

ชี้เกินขอบเขตอำนาจปธน.

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับคืนสู่ทำเนียบขาวเมื่อ 13 เดือนก่อน ทรัมป์ประกาศกร้าวว่าเขามีอำนาจพิเศษในการกำหนดมาตรการรีดภาษีแต่เพียงฝ่ายเดียว ในปริมาณ ระยะเวลาและขอบเขตที่ไม่จำกัด โดยอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ เขาบอกว่าตามกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ เขาสามารถกำหนดเพดานภาษีอัตราใดก็ได้ตามที่เขาต้องการ อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาระบุอย่างตรงไปตรงมา ว่า ทรัมป์ ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าประธานาธิบดีมีอำนาจนี้ และชี้ว่ามันอยู่เกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี

ขณะเดียวกัน เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะใช้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าเปิดการสอบสวนกับคู่ค้าส่วนใหญ่และการค้าในหลายภาคส่วน ตอบโต้คู่ค้าที่มีนโยบายหรือมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรม ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมและการบังคับใช้แรงงาน ไปจนถึงการกำหนดราคายาและการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีและสินค้าดิจิทัลของสหรัฐ รวมถึงการเก็บภาษีบริการดิจิทัล การก่อมลพิษในมหาสมุทร แนวปฏิบัติทางการค้าอาหารทะเล ข้าว และอื่น ๆ และว่าสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ มั่นใจว่า ข้อตกลงการค้าทั้งหมดที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เจรจากับประเทศต่าง ๆ จะยังมีผลบังคับใช้

ถลุงภาษีบานเบอะ

ด้าน Penn-Wharton Budget Model (PWBM) ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยด้านการคลังของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คำตัดสินของศาลฎีกา อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนเงินรายได้จากภาษีศุลกากรราว 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.44 ล้านล้านบาท) ที่จัดเก็บได้ในปีที่ผ่านมาให้กับบริษัทผู้นำเข้าของสหรัฐฯ และรัฐต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนี้ เป็นการคำนวณโดยใช้สูตรประมาณการตัวเลขจากอัตราภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกเก็บกับสินค้านำเข้าราว 11,000 หมวดหมู่ จาก 233 ประเทศ ขณะที่สำนักศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (เผยแพร่ประมาณการภาษีที่เก็บได้จนถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ว่าอยู่ที่ 133,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.15 ล้านล้านบาท) นับตั้งแต่เริ่มเก็บตามกฎหมาย IEEPA

ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการฟ้องร้อง ซึ่งต้องใช้เวลา 2-5 ปี บ่งชี้ว่ากระบวนการคืนเงินอัตโนมัติอย่างรวดเร็วนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ อย่างไรก็ดี สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เคยกล่าวเมื่อเดือนมกราคมว่า กระทรวงฯ สามารถจ่ายคืนเงินภาษีได้อย่างไม่มีปัญหา โดยได้เตรียมแผนการกู้ยืมเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว

หอการค้าชี้เป็นข่าวดี

ดร. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยให้ความเห็นต่อกรณีศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกามีคำตัดสินด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าที่ออกโดยประธานาธิบดี Donald Trump โดยวินิจฉัยว่า กฎหมายปี 1977 International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดหรือจัดเก็บภาษีศุลกากร ส่งผลให้มาตรการภาษีที่ประกาศใช้ก่อนหน้านี้เป็นโมฆะ

ดร. พจน์กล่าวว่า คำตัดสินนี้ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกในมิติของหลักความเป็นธรรมทางการค้า เนื่องจากสะท้อนว่า การจัดเก็บภาษีต้องอยู่ภายใต้อำนาจตามกฎหมายอย่างชัดเจน ไม่สามารถดำเนินการโดยปราศจากฐานอำนาจที่ถูกต้องได้

อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามความชัดเจนในหลายประเด็นได้แก่ ขอบเขตของการยกเลิกว่าครอบคลุมรายการสินค้าใดบ้าง มาตรการภาษีเดิมส่วนใดที่ยังคงมีผล รวมถึงความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับอื่นเพื่อกำหนดอัตราภาษีใหม่ ซึ่งมีรายงานว่า อาจพิจารณาอัตรา 10%

ทั้งนี้ หากมีการใช้อำนาจตามกลไกทางกฎหมายบางประเภท อาจมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงเวลาจำกัดเช่น ประมาณ 150 วัน ก่อนต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาคองเกรส จึงจำเป็นต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริง

นายพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาพรวมสถานการณ์ไม่ได้เลวลง และถือเป็นสัญญาณบวกในเชิงหลักการ แต่ภาคธุรกิจยังต้องติดตามท่าทีและรายละเอียดเชิงปฏิบัติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวทางการคืนเงินภาษีและโครงสร้างมาตรการใหม่

สำหรับประเทศไทย เห็นว่า การเดินหน้าสร้างความชัดเจนในประเด็นสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content) และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (RVC) ที่กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนมา ยังคงมีความสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับกติกาองค์การการค้าโลก (WTO) และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในทุกตลาดส่งออก ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และประเทศคู่ค้าอื่นๆ

“การทำให้กติกาชัดเจนเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกและนักลงทุน เพราะช่วยลดความไม่แน่นอนทางนโยบาย” ดร. พจน์กล่าว

เชื่อ”ทรัมป์”ยังไม่ยอมแพ้

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุชัดว่า กฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ กำหนดภาษีศุลกากร โดยถอดบทความจาก Deutsche Welle เรื่อง “Trump sweeping tariffs struck down: What happens next?” (20 ก.พ. 2026) : ว่า

ในคำตัดสินของศาลสูงสุดของสหรัฐ ตัดสินว่ามาตรการภาษีศุลกากรที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้เป็นเรื่อง “ขัดรัฐธรรมนูญ” ไม่ถูกต้องตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยฝ่ายบริหารมีแผนสำรองไว้แล้ว และอาจไม่ใช่จุดจบของนโยบายภาษีเหล่านี้ โดยรัฐบาลทรัมป์ ยังใช้กฎหมายอื่นที่ยังอนุญาตให้ออกภาษีศุลกากรบางประเภทได้ เช่น

• Section 122 ของ Trade Act ปี 1974 - อนุญาตอัตราภาษีสูงสุด 15% ได้นานไม่เกิน 150 วัน และ Section 232 ของ Trade Expansion Act ปี 1962 - อนุญาตภาษีเพื่อเหตุผลความมั่นคงแห่งชาติ (เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม)

• Section 301 ของ Trade Act ปี 1974 - อนุญาตภาษีตอบโต้ประเทศที่ละเมิดข้อตกลงการค้า (แต่ต้องมีการสอบสวนและอ้างเหตุผล) แม้ว่านโยบายภาษีหลักถูกยกเลิก แต่ยังมีช่องทางให้ฝ่ายบริหารรัฐบาลทรัมป์ ประกาศภาษีใหม่ต่อไปได้

รอลุ้นขอคืนภาษี

กรณีเงินภาษีนำเข้าที่เก็บไปแล้ว เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนเต็มที่ แต่การตัดสินอาจทำให้ผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีไปแล้วมีสิทธิขอเงินคืนได้ (เพราะภาษีที่เก็บ “ผิดกฎหมาย”) ตัวอย่างเช่น หน่วยงานที่เก็บภาษีศุลกากรรายงานว่าปี 2025 มียอดเงินภาษีนำเข้ากว่า 287 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การขอคืนเงินจะซับซ้อนและต้องผ่านกระบวนการนาน และไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรงจะได้ แต่เป็น “ผู้นำเข้า/ธุรกิจ” ที่จ่ายภาษีจริง

นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มประกาศภาษีแบบวงกว้างในปี 2025 มีคดีฟ้องร้องเป็นร้อยคดี ท้าทายความชอบธรรมของนโยบาย โดยคดีที่ศาลสูงสุดพิจารณาเป็นหนึ่งในคดีหลัก ซึ่งฟ้องโดยกลุ่มธุรกิจ เช่น Learning Resources, Inc. และกลุ่มอื่นๆ คำฟ้องชี้ว่ามาตรการภาษี “ไม่ใช่การใช้กฎหมายฉุกเฉินอย่างที่กฎหมายเขียนไว้” และคำว่า “tariff” ไม่มีอยู่ใน IEEPA แต่เรื่องนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของนโยบายภาษี – เพียงเปลี่ยนวิธีและกฎหมายที่ใช้แทน

คลายกังวลการส่งออก

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐ ที่สั่งให้ภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในอัตราสูง เป็นโมฆะ หลังจากก่อนหน้านี้มีการประกาศใช้ภายใต้อำนาจฉุกเฉิน โดยศาลพิจารณาว่าประธานาธิบดีขาดอำนาจในการกำหนดภาษีดังกล่าวหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้คาดว่าจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภคชาวอเมริกัน และช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ส่งออกไทยที่เคยต้องแบกรับอัตราภาษีสูงถึง 19% อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ มีความตั้งใจที่จะตอบโต้คำตัดสินนี้ด้วยการบังคับใช้ ภาษีพื้นฐาน 10% ทั่วโลก (Global Baseline Tariff) ภายใต้มาตรา 112 แม้ว่ามาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วัน เว้นแต่จะได้รับการต่ออายุโดยสภาคองเกรส

สินค้าไทยได้รับอานิสงค์

ขณะที่สินค้าไทยบางประเภท เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอัญมณี ยังคงเป็นกลุ่มที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด แต่สินค้าจำเป็นบางรายการ เช่น ผลิตผลทางการเกษตรและวัตถุดิบสำคัญ อาจได้รับการยกเว้นเพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม แม้คำวินิจฉัยของศาลจะช่วยให้ไทยได้หยุดพักหายใจเพียงชั่วคราว แต่อุตสาหกรรมไทยยังคงจำเป็นต้องขยายตลาดให้หลากหลาย และเร่งทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของนโยบายการค้าสหรัฐในอนาคต

“โดยภาพรวมเราคิดว่าดีกว่าที่เราโดน 19% และจะกลับไปสู่สภาพเดิมบางส่วน แต่ว่าท้ายที่สุดเราก็ต้องรีบเร่งในการปรับตัว เพราะเชื่อว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่มีบางส่วนคลี่คลายกลับไปสู่สมดุลเดิม ทำให้ความรุนแรงลดลง แต่ว่าประเทศไทยยังต้องเตรียมพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการค้าของโลกมิติต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากโลกเดิม จึงเป็นบทเรียนของไทยที่ต้องลดการพึ่งพาตลาดหลักและหาตลาดใหม่ๆ” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง ส.อ.ท. จะมีการเรียกผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออก มาพูดคุยหารือเพิ่มเติมว่าผู้นำเข้าที่ได้รับผลกระทบในช่วงสั้นจะคืนเงินอย่างไร และการปรับราคาสินค้า จึงต้องมีการเจรจากับผู้นำเข้า เนื่องจากก่อนหน้านี้มีทั้งการเร่งส่งออก และการส่งออกเมื่อการเรียกเก็บภาษี 19% มีผลบังคับใช้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top