วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569
6 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินเอมิเรตส์ และเอทิฮัด แอร์เวย์ส เริ่มกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินในเส้นทางสำคัญทั่วโลกจากฐานการบินในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกครั้งในวันศุกร์ แม้ว่าภัยคุกคามจากการยิงขีปนาวุธจะยังคงสร้างแรงกดดันต่อสายการบินต่างๆ ที่ต้องเร่งจัดการผู้โดยสารจำนวนมากที่ตกค้าง
จากสถานการณ์ที่น่านฟ้าส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางยังคงปิดให้บริการเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยจากขีปนาวุธและโดรน นับตั้งแต่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้ทางการของหลายประเทศต้องจัดสรรเที่ยวบินเช่าเหมาลำและสำรองที่นั่งในเที่ยวบินพาณิชย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่ออพยพประชาชนหลายหมื่นคนออกจากพื้นที่
นายฟิลิปป์ ทาบาโรต์ รัฐมนตรีคมนาคมของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เที่ยวบินเช่าเหมาลำของสายการบินแอร์ฟรานซ์ ซึ่งมีภารกิจนำชาวฝรั่งเศสออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเป็นต้องบินวนกลับเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการยิงขีปนาวุธในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของภูมิภาคและความซับซ้อนในการดำเนินภารกิจส่งตัวกลับประเทศ ขณะที่เที่ยวบินอพยพเที่ยวแรกของอังกฤษจากโอมานได้ลงจอด ณ ท่าอากาศยานสแตนสเต็ด ในกรุงลอนดอนเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ หลังประสบปัญหาความล่าช้าในการขึ้นเครื่องของผู้โดยสาร
ทางด้านสายการบินเอทิฮัดซึ่งมีฐานการบินที่กรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระบุว่าจะกลับมาให้บริการตามตารางบินที่จำกัดไปจนถึงวันที่ 19 มีนาคมนี้ โดยครอบคลุมจุดหมายปลายทางประมาณ 70 แห่ง รวมถึงกรุงลอนดอน กรุงปารีส นครแฟรงก์เฟิร์ต กรุงนิวเดลี นครนิวยอร์ก นครโตรอนโต และเมืองเทลอาวีฟ ส่วนสายการบินเอมิเรตส์ในดูไบแจ้งว่าได้ลดจำนวนเที่ยวบินเหลือ 82 จุดหมายปลายทาง อาทิ นครซิดนีย์ สิงคโปร์ และกรุงลอนดอน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยจะรับผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องในนครดูไบเฉพาะกรณีที่มีเที่ยวบินเชื่อมต่อรองรับเท่านั้น ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ไฟลต์เรดาร์ 24 (Flightradar24) ระบุว่า แม้การจราจรทางอากาศที่ท่าอากาศยานดูไบจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับวันพุธ แต่ยังคงอยู่ที่ระดับเพียงร้อยละ 25 ของสภาวะปกติ
วิกฤติดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้โดยสารในเส้นทางระหว่างยุโรปและเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากปกติแล้วสายการบินเอมิเรตส์ กาตาร์ แอร์เวย์ส และอิทิฮัด จะเป็นผู้ให้บริการหลักที่ครองสัดส่วนผู้โดยสารจากยุโรปไปเอเชียถึง 1 ใน 3 และกว่าครึ่งหนึ่งของผู้โดยสารจากยุโรปไปยังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยปัจจุบันฐานการบินในกรุงโดฮาของกาตาร์ยังคงปิดทำการและมีการจัดเที่ยวบินบรรเทาทุกข์ในจำนวนจำกัดผ่านทางโอมานและซาอุดีอาระเบียเท่านั้น

ข้อมูลจากซิเรียม (Cirium) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบิน แสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีเที่ยวบินที่เข้าและออกจากตะวันออกกลางถูกยกเลิกไปแล้วกว่า 25,000 เที่ยวจากทั้งหมด 44,000 เที่ยวที่กำหนดไว้
นอกจากผลกระทบด้านการเดินทาง ราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นยังซ้ำเติมสถานการณ์ โดยราคาน้ำมันเจ็ตในสิงคโปร์ (JET-SIN) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 225 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 7,875 บาทไทยในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลเรื่องการขาดแคลนอุปทานจากโรงกลั่นในตะวันออกกลาง แม้ราคาจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 195 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,825 บาทไทยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ยังคงสูงกว่าระดับราคาของสัปดาห์ก่อนเกือบเท่าตัว โดยฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) วิเคราะห์ว่านอกจากรายได้ที่สูญเสียไปแล้ว สายการบินต่าง ๆ ยังต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าสายการบินส่วนใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จะมีการทำสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ไว้ที่ระดับร้อยละ 50 ถึง 80 สำหรับช่วง 3 เดือนข้างหน้าก็ตาม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี