วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เผยสงครามกับอิหร่านใกล้จะจบลงแล้ว หลังเปรยการเจรจาเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านอาจจะกลับมาเริ่มขึ้นอีกครั้งที่ปากีสถานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
15 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News ระบุว่า สงครามกับอิหร่านนั้นใกล้จะจบลงแล้ว โดยเขามองว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายหลักในการทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านไปเกือบหมดแล้ว และอ้างว่าหากสหรัฐฯ ไม่เปิดฉากสงครามในครั้งนี้ อิหร่านคงจะมีอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้ว และประเมินว่าความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ จะทำให้อิหร่านต้องใช้เวลาถึง 20 ปี ในการฟื้นฟูประเทศ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า การเจรจารอบใหม่กับอิหร่านอาจเกิดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ภายใน 1-2 วันข้างหน้า โดยระบุว่า ฝ่ายอิหร่านเองก็ต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก เช่นเดียวกับรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ ยืนยันตามทรัมป์ว่า จะมีการเจรจารอบ 2 กับอิหร่าน และประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ต้องการเพียงข้อตกลงเล็กๆ จากการเจรจารอบ 2 แต่ต้องการบรรลุข้อตกลงขนาดใหญ่กับอิหร่าน โดยสหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอต่ออิหร่านแล้ว เพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่านสู่ระดับปกติ หากอิหร่านเต็มใจจะประพฤติตัวให้เหมือนกับประเทศปกติทั่วไป พร้อมกับยืนยันว่า นโยบายพื้นฐานของทรัมป์มีเพียงการป้องกันอิหร่านจากการมีอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งนี้ แวนซ์เป็นผู้นำทีมเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านรอบแรกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดว่า เขาจะยังคงเป็นผู้นำทีมเจรจาสหรัฐฯ ในการเจรจารอบ 2 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
อีกด้านหนึ่ง มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านโดยสหรัฐฯ ที่เริ่มมีผลมาตั้งแต่คืนวันที่ 13 เมษายน กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ หรือเซ็นต์คอม ระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้หยุดยั้งเศรษฐกิจการค้าและการเข้า-ออกทางทะเลของอิหร่านได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยในรอบ 24 ชั่วโมงแรกไม่มีเรือลำใดสามารถฝ่าฝืนการปิดล้อมของสหรัฐฯไปได้ ขณะที่มีเรือสินค้า 8 ลำที่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซไปต้องเดินทางกลับเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย ในจำนวนนี้มีเรือบรรทุกน้ำมันของจีนที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรรวมอยู่ด้วย เซ็นต์คอมระบุว่าสหรัฐฯ ใช้เรือรบมากกว่า 12 ลำในปฏิบัติการปิดล้อมนี้ ซึ่งการปิดล้อมมีผลเฉพาะเรือที่เดินทางเข้า-ออกท่าเรือและชายฝั่งของอิหร่านเท่านั้น
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ทางการอิหร่านได้ยื่นข้อเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม หลังโฆษกรัฐบาลอิหร่านเปิดเผยตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจในช่วง 40 วัน นับแต่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นอยู่ที่ประมาณ 270,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.67 ล้านล้านบาท) โดยอิหร่านได้ยื่นหนังสือต่อทางสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อเรียกเก็บค่าเสียหายจากสหรัฐฯ และ 5 ชาติอาหรับที่อ้างว่ามีส่วนร่วมในการโจมตี ประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) บาห์เรน กาตาร์ และจอร์แดน
นิวยอร์ก ไทม์ สื่อใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิหร่านและนักเศรษฐศาสตร์ ที่ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับของรัฐบาลอิหร่าน อยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ หรือสูงกว่า (ราว 9.6 ล้านล้านบาท) เมื่อประมาณการบนพื้นฐานจำนวนประชากรอิหร่าน 92 ล้านคน ตัวเลขประมาณการต่ำสุดที่ 150,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 4.8 ล้านล้านบาท) จะตกเป็นรายคนเฉลี่ยประมาณคนละ 1,600 ดอลลาร์ หรือกว่า 51,000 บาท แต่ตัวเลขความเสียหายอาจสูงถึงเกือบ 3,250 ดอลลาร์ หรือกว่า 100,000 บาทต่อคน หากพิจารณาตามประมาณการสูงสุด สะท้อนถึงความมั่งคั่งของชาติที่สูญเสียไปจากการทำลายล้าง, การหยุดชะงักของการผลิต และการค้าที่ชะงักงัน
สื่ออิหร่านรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางอิหร่านเคยแจ้งต่อประธานาธิบดี มาซูด เปเซสเคียน แของอิหร่านว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับความเสียหายจากสงครามอาจใช้เวลากว่า 10 ปี เป็นไปในทางเดียวกับที่ คณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐกิจระดับอาวุโสของอิหร่าน ที่ชี้ว่า สงคราม 40 วันระหว่าง ที่สหรัฐและอิสราเอลทำกับอิหร่านซึ่งเศรษฐกิจเปราะบางอยู่แล้ว ทำให้อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูประเทศนานถึง 12 ปี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี