538.jpg
อิหร่านยื่นเงื่อนไขโหด ทรัมป์ชะงัก ทวงเงินแสนล้าน-ยึดฮอร์มุซเบ็ดเสร็จ

อิหร่านยื่นเงื่อนไขโหด ทรัมป์ชะงัก ทวงเงินแสนล้าน-ยึดฮอร์มุซเบ็ดเสร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

"อิหร่าน"ยื่นเงื่อนไขโหด "ทรัมป์"ชะงัก ทวงเงินแสนล้าน-ยึด"ฮอร์มุซ"เบ็ดเสร็จ

เผยเหตุชนวน"ทรัมป์"เบรกลงนามยื้อสงครามอิหร่าน เหตุ"เตหะราน"ยื่นเงื่อนไขโหด ทวงเงินแสนล้าน-ฮุบอำนาจเบ็ดเสร็จช่องแคบฮอร์มุซ


สำนักข่าวต่างประเทศเกาะติดเบื้องลึกความขัดแย้งระดับโลก หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งระงับการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในร่างข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน กับอิหร่าน แม้จะเพิ่งประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าใกล้จะปิดดีลสันติภาพได้แล้วก็ตาม

ล่าสุด สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลอิหร่าน (Iran State TV) และสำนักข่าวในตะวันออกกลาง ได้เปิดเผยข้อมูลที่อ้างว่าเป็น “ร่างบันทึกความเข้าใจนอกเหนือข้อตกลงอย่างเป็นทางการ” (Unofficial Side-Letter Draft) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายอิหร่านไม่ได้ยอมจำนนตามที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอ้าง แต่กลับยื่นเงื่อนไขสุดโหดที่ท้าทายอำนาจของชาติมหาอำนาจตะวันตกอย่างรุนแรง

ทวงเงินแสนล้าน: เงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่ทรัมป์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ในร่างข้อตกลงลับฉบับนี้ ระบุเงื่อนไขทางการเงินที่เป็นเสมือนข้อบังคับว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกจะต้องยินยอมให้รัฐบาลอิหร่านเข้าถึงและเปิดใช้งานทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ในธนาคารต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 4.3 แสนล้านบาท)

โดยอิหร่านยื่นคำขาดว่า เม็ดเงินทั้งหมดนี้จะต้องถูกโอนย้ายและปลดล็อกเพื่อให้พวกเขาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างอิสระภายในกรอบเวลา 60 วันของข้อตกลงหยุดยิง เงื่อนไขข้อนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยลั่นวาจาไว้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวอเมริกันว่า “การเจรจารอบนี้จะไม่มีการจ่ายเงินแม้แต่ดอลลาร์เดียว และจะไม่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินเพื่อซื้อสันติภาพ” ทำให้นักวิเคราะห์มองว่านี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้องสั่ง “เบรก” และเรียกประชุมด่วนที่ห้อง Situation Room เพื่อหาทางหนีทีไล่ทางการเมือง

"เปลี่ยนกฎ" ฮอร์มุซ: ขอคุมเกมผู้เดียว

แต่สิ่ง ที่ทำให้ทีมความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (NSC) และชาติพันธมิตร NATO ยอมรับไม่ได้มากที่สุด คือข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการจัดการ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ทางการขนส่งพลังงานของโลก

ในขณะที่ทรัมป์ต้องการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรี 100% โดยไม่มีเงื่อนไขและไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง แต่อิหร่านกลับระบุในร่างสัญญาฉบับนี้ว่า:

สิทธิ์ขาดในการคัดกรองเรือ: อิหร่านต้องได้รับการรับรองให้เป็น “ผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว” (Exclusive Authority) ในการตรวจตราและคัดกรองเรือพาณิชย์และเรือสินค้าทุกประเภทที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แบล็กลิสต์เรือปฏิปักษ์: หากกองทัพเรืออิหร่านประเมินว่า เรือลำใดมีความเชื่อมโยงกับประเทศที่เป็นปฏิปักษ์ หรือขนส่งสินค้าที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของอิหร่าน อิหร่านมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะ “ปฏิเสธไม่ให้ผ่านทาง” ทันที

เรียกเก็บค่าธรรมเนียมนำร่อง: อิหร่านจะตั้งด่านเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมการนำร่องและดูแลความปลอดภัย” (Navigation & Security Fees) จากเรือสินค้าทุกลำ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปลี่ยนช่องแคบสากลให้กลายเป็นน่านน้ำปิดของอิหร่านโดยพฤตินัย

ฉีกหน้ากฎหมายระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ยอมไม่ได้

ข้อเรียกร้องดังกล่าวถือเป็นการฉีก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ที่คุ้มครองสิทธิ์การผ่านแดนโดยเสรีของเรือนานาชาติในช่องแคบสากล (Transit Passage) ซึ่งหากสหรัฐฯ ยอมลงนามในข้อตกลงนี้ จะเท่ากับเป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าอิหร่านคือ “เจ้าของ” ช่องแคบฮอร์มุซ และจะทำให้ชาติมหาอำนาจทางทะเลอย่างสหรัฐฯ สูญเสียอิทธิพลในภูมิภาคนี้ไปทันที

สอดคล้องกับแถลงการณ์ล่าสุดจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ที่ยังคงยืนยันว่าจะวางกำลังรบทางเรือไว้ที่บริเวณคาบสมุทรมูซันดัม ทางตอนเหนือของช่องแคบ เพื่อคุ้มกันเรือสินค้าและพร้อมเปิดฉากยิงใส่เรือทุกลำที่พยายามเข้ามาจัดระเบียบหรือขัดขวางการเดินเรือสากล

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top