วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
สหรัฐ-อิหร่านลงนามMOU
ยุติสงคราม
ทรัมป์เซ็นมีผลทันที
เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สหรัฐ-อิหร่านลงนาม MOU แบบอิเล็กทรอนิกส์ ยุติสงครามถาวร โดย “ทรัมป์” เซ็นที่แวร์ซาย หลังงานเลี้ยงประชุม G7 นายกฯ ปากีสถานในฐานะตัวกลางเผยมีผลทันที ทั้งการเปิดฮอร์มุซ-ยุติปิดล้อมทางทะเล ก่อนจะมีการขยายเวลาหยุดยิง 60 วัน เพื่อเจรจาข้อตกลงในขั้นตอนต่อไป
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน IRNA สื่ออิหร่าน เผยแพร่ภาพขณะที่ประธานาธิบดีมาซูดเปเซชกียานของอิหร่าน โชว์สำเนาเอกสารบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เขาร่วมลงนามเพื่อยุติสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลางสำเนาเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นลายเซ็นผู้นำทั้งสองประเทศMOU นี้มีชื่อหัวข้อว่า «บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน» ประกอบด้วยข้อกำหนด 14 ข้อ
ด้านเว็บไซต์ Haaretz.com สื่ออิสราเอลรายงานอ้างทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ได้ลงนามใน MOU ที่พระราชวังแวร์ซายส์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างเดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (จี7) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการลงนามดังกล่าวว่า “ผมเพิ่งได้ลงนามที่แวร์ซายส์”
เช่นเดียวกับ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอลมาครง ของฝรั่งเศส เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นประธานาธิบดีทรัมป์กำลังลงนามในข้อตกลง พร้อมระบุข้อความว่า ข้อตกลงนี้ปูทางไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและอนุญาตให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง นับเป็นก้าวสำคัญในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับเพื่อนร่วมชาติของเรา ซึ่งจะช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงในไม่ช้า
ขณะที่นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ที่รับหน้าที่คนกลางไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน ได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ผู้นำทั้งสองได้ลงนามในข้อตกลงและรับรองเขาในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย
“ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ทันที และขั้นตอนแรกอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที และสหรัฐฯจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลโดยทันที” นายชารีฟระบุ
สื่ออิสราเอลรายงานเพิ่มเติมว่า เดิมนายกรัฐมนตรีปากีสถานระบุจะยังจัดพิธีลงนามเป็นทางการวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ ที่สวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะลงนามในMOU ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้วเมื่อวันอาทิตย์14 มิถุนายนก็ตาม แต่ต่อมานายกฯปากีสถานลบโพสต์ดังกล่าวออกไป และมีการรีโพสต์ที่ข้อความเกือบจะเหมือนเดิมในไม่กี่นาทีต่อมา แต่ได้ลบส่วนที่กล่าวถึงพิธีลงนามวันศุกร์นี้ออกไป ทำให้เกิดความสงสัยว่าพิธีลงนามดังกล่าวจะยังเกิดขึ้นหรือไม่
ด้านนายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกระทรวงต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า การเจรจาวันศุกร์นี้ยังไม่ได้รับการยืนยันการประชุมวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนได้รับการยืนยันกระทั่งไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่เมื่อมีการตัดสินใจว่าประธานาธิบดีของทั้งอิหร่านและสหรัฐจะลงนามในข้อตกลง จึงตัดสินใจระงับการพิจารณาการประชุมในวันศุกร์ไว้ก่อน พร้อมระบุเพิ่มเติมว่าการโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลถือเป็นการละเมิดพันธกรณีของสหรัฐที่มีต่ออิหร่าน
หลังการลงนาม ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำจี7 ที่ฝรั่งเศส ได้ขู่ทันทีว่าสหรัฐฯจะกลับมาทิ้งระเบิดโจมตีและสังหารเจ้าหน้าที่อิหร่านหากไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพันตามข้อตกลง พร้อมยอมรับว่าการห้ามอิหร่านมีขีปนาวุธนำวิถีนั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยลั่นวาจาว่าจะทำลายล้างอาวุธดังกล่าวให้หมดสิ้น
ผู้นำสหรัฐฯ คาดหวังว่าการหารือเพื่อทำข้อตกลงสันติภาพถาวรในกรอบเวลา 60 วันข้างหน้า จะช่วยนำพาสันติภาพมาสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและลดราคาน้ำมันลงได้ ขณะที่กลุ่มผู้นำของอิหร่านไม่ได้ออกมาตอบโต้ต่อคำขู่ครั้งใหม่นี้ แต่อยู่ระหว่างการฉลองพร้อมเผยแพร่ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นข้อตกลงฉบับแรกที่ลงนามโดยประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศนับตั้งแต่ปี 1979
โดยนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่าน ระบุว่า ทุกสิ่งที่อิหร่านพยายามบรรลุผ่านการดำเนินการทางทหาร สามารถได้รับกลับคืนมามากกว่าเดิมหลายเท่าผ่านการเจรจา
สำหรับข้อตกลงที่มีเนื้อหาทั้งหมด 14 ข้อฉบับนี้ เป็นการขยายระยะเวลาการหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน รวมถึงในเลบานอน เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย โดยผู้นำสหรัฐฯลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าวทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาฟาร์ซี ที่พระราชวังแวร์ซาย ก่อนที่เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอลมาครง ผู้นำฝรั่งเศส
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ครอบคลุมถึงการยุติสงครามในทุกแนวรบโดยทันที การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือทางทะเลโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในช่องแคบฮอร์มุซ การยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรือและการงดเว้นมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ตลอดจนการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่าน และการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการลงทุนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ฟื้นฟูประเทศอิหร่านภายหลังสิ้นสุดสงคราม ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเบรนท์ ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนดีดตัวกลับขึ้นมาเล็กน้อยจากคำขู่ของทรัมป์
นอกจากนี้ อิหร่านยังให้คำมั่นจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ และตกลงลดระดับความเข้มข้นของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะในคลังจัดเก็บในสถานที่จริง ภายใต้การควบคุมดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ แต่อิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องเดิมของทรัมป์ที่ต้องการให้ขนย้ายยูเรเนียมออกไปนอกประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะใช้ถ้อยคำดุดัน แต่เขากลับบรรลุผลสำเร็จเพียงเล็กน้อย ขณะที่อิหร่านกลับเข้าใกล้การได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรมากกว่าช่วงก่อนถูกโจมตี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการลงนามกลุ่มผู้นำจี7 กล่าวชื่นชมข้อตกลงดังกล่าวในระหว่างการประชุมสุดยอด ซึ่งจะช่วยลดบรรยากาศตึงเครียดในตะวันออกกลางแล้ว ยังช่วยลดวิกฤติราคาน้ำมันโลกได้มาก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังออกมาเปิดเผยเนื้อหาใน»บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน» มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พรรคเดโมแครตโดยบอกว่า เป็นข้อตกลงที่ดีสำหรับอิหร่านแต่ไม่ใช่สำหรับสหรัฐภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว สหรัฐฯจะอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้ และรัฐบาลเตหะรานสามารถเข้าถึงกองทุนเพื่อการพัฒนา 300,000 ล้านดอลลาร์ หากอิหร่านปฏิบัติตามข้อผูกพันเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ในการเจรจาขั้นต่อไป และ สหรัฐฯจะยกเลิกการคว่ำบาตรและปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดด้วย
เช่นเดียวกับ สว.เอลิซาเบธวอร์เรน จากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า ฝ่ายอิหร่านได้ประโยชน์มากกว่า และ ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เคยอธิบายได้เลยว่าทำไมเราถึงก้าวเข้าสู่สงครามครั้งนี้ แต่ตอนนี้ความสูญเสียชัดเจน
ส่วนนายอดัมชิฟฟ์สว.ประจำรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครต กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯเลย เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับอิหร่าน เป็นเพียงข้อตกลงที่จะไปทำข้อตกลงกันต่อในประเด็นต่างๆ ในอนาคต แต่แทบไม่มีแรงจูงใจอะไรให้อิหร่านยอมตกลงตามเงื่อนไขเหล่านั้น
ด้านสว.มาร์ก วอร์เนอร์กล่าวว่า สงครามครั้งนี้ถือเป็นความหายนะในแง่ต้นทุนที่ชาวอเมริกันต้องจ่าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี