วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แหล่งข่าวสองรายที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้อนุมัติข้อตกลงกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจทำให้ซาอุดีอาระเบียมีศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม สำหรับโครงการนิวเคลียร์พลเรือนของตนเองได้ คาดว่าจะมีการประกาศข้อตกลงดังกล่าวต่อสาธารณะในวันที่ 23 ก.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น)
คาดว่าข้อตกลงดังกล่าวมีอายุ 30 ปี และ คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับบริษัทของสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงอาจนำไปสู่การก่อสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในประเทศ หลังจากมีการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียเสร็จสิ้นลง
ข้อตกลงยังต้องถูกส่งให้รัฐสภาพิจารณาตรวจสอบซึ่งคาดว่าจะเผชิญแรงคัดค้านจากสมาชิกสภานิติบัญญัติบางส่วน ที่กังวลว่าการช่วยให้ซาอุดีอาระเบียมีความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมตามที่ต้องการมานาน อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านนิวเคลียร์และการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค
แม้ว่า 'ซาอุดีอาระเบีย' จะเป็นสมาชิกของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของประเทศสมาชิก แต่แหล่งข่าวระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้ จะไม่รวมพิธีสารเพิ่มเติม ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าติดตามโครงการนิวเคลียร์ได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งหน่วยงานนี้ส่งเสริมการทำงานด้านนิวเคลียร์อย่างสันติ แต่ยังตรวจสอบประเทศต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโครงการอาวุธนิวเคลียร์ลับ
การเดินหน้าข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยมีหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น
ทำเนียบขาว และเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย ในกรุงริยาด ไม่ได้ตอบคำขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าวในทันที ซึ่งเป็นข่าวที่รายงานครั้งแรกโดย เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล
ทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่างพยายามบรรลุข้อตกลงด้านนิวเคลียร์กับราชอาณาจักรเพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีของอเมริกา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เตือนว่า การอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบียมีเครื่องปั่นแยกยูเรเนียมภายในประเทศ อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยที่แข็งกร้าวของซาอุฯ ได้กล่าวว่าเขาอาจดำเนินการหากเตหะรานได้ครอบครองระเบิดปรมาณู
ซึ่งก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ คริส ไรต์ เดินทางไปซาอุดีอาระเบีย ก่อนที่ 'ทรัมป์' จะเยือนราชอาณาจักร และได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ของราชอาณาจักร กับ คู่เจรจาชาวซาอุดีอาระเบีย กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ยังไม่ตอบคำขอความคิดเห็นใด
ซาอุดีอาระเบีย และ ปากีสถาน ซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์ ได้ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแล้ว หลังจากที่อิสราเอลโจมตีประเทศกาตาร์โดยมีเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มฮามาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถานกล่าวว่า โครงการนิวเคลียร์ของประเทศตน "จะพร้อมใช้งาน" ให้แก่ซาอุดีอาระเบียหากจำเป็น ซึ่งถือเป็นการเตือนอิสราเอล ซึ่งเชื่อกันมานานว่าเป็นรัฐเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์
โดยการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไม่ใช่เส้นทางที่นำไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์โดยอัตโนมัติ ประเทศนั้นๆ ยังต้องเชี่ยวชาญขั้นตอนอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้ระเบิดแรงสูงแบบประสานจังหวะ แต่การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมก็เปิดประตูสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาติตะวันตกกังวลเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของซาอุดีอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่า "ข้อตกลง 123" กับสหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บาราคาห์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีใต้ แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทำเช่นนั้นโดยไม่แสวงหาการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์มองว่าเป็น "มาตรฐานสูงสุด" สำหรับประเทศที่ต้องการพลังงานนิวเคลียร์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี