วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
มั่นใจว่าคุณแม่ยุคใหม่หลายๆ คนมักจะให้ความสำคัญและใส่ใจในการดูแลสุขภาพของลูกน้อย ทั้งเรื่องอาหารการกินการออกกำลังกาย และการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่มีอีกหนึ่งปัจจัยที่คุณแม่หลายๆ ท่านอาจมองข้าม นั่นคือ สภาพแวดล้อมภายในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อากาศที่เราหายใจเข้าไป ตามสถิติแล้ว คนเราหายใจเข้า-ออกถึงวันละ 24,000 ครั้ง และเมื่ออากาศภายในบ้านเต็มไปด้วย สิ่งแปลกปลอมแฝงหรือผงฝุ่นที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ผลกระทบที่ตามมา คือ ลูกน้อยของคุณอาจป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืดแบบที่ตัวคุณแม่เองก็คาดไม่ถึง
และเพื่อให้ความรู้ ตลอดจน การดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดย นางสาวสิริวรรณนิจกิจจาทร ผู้จัดการทั่วไปกลุ่ม ธุรกิจ Personal Health จึงได้จัดงาน “รวมพลคนไม่(ยอม) แพ้ by Philips Air Purifier” ขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงความสำคัญของอากาศภายในบ้าน ซึ่งต้องบอกว่าหลายๆ คนอาจลืมคิดไปว่าอากาศในบ้านสำคัญอย่างไร โดย สิริวรรณ เผยว่าเพราะเราใช้ชีวิตในบ้านมากกว่า 8-10 ชั่วโมง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ จะใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากกว่าปกติ และที่น่าตกใจคือ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า อากาศในบ้านนั้นอาจสกปรกกว่าอากาศนอกบ้านได้ถึง 2-5 เท่า ซึ่งอากาศที่เราสูดเข้าไปเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มีความสำคัญกับร่างกายและสุขภาพของเราอย่างมาก เพราะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ และโรคอื่นๆ ได้”
ด้าน รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี(หมอใหม่) กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลพระรามเก้า มาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับการปกป้องลูกน้อยให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ในงานฯ โดยคุณหมอใหม่กล่าวว่า “โดยปกติแล้วโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยๆ ในประเทศไทย คือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) โรคหอบหืด(Asthma) และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) โดยทั้งสามโรคจะเกิดอาการ เมื่อร่างกายได้รับสารกระตุ้นบางอย่าง และมีปฏิกิริยาตอบสนองสารกระตุ้นมากกว่าปกติหรือไวกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแพ้ที่อวัยวะต่างๆ อาทิ ไอจาม คัดจมูก คันตา มีน้ำมูก หรือเกิดอาการหายใจหอบเหนื่อย เพราะหลอดลมมีอาการหดเกร็งตัว ทั้งนี้สารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านสามารถเกิดได้จากทั้งไรฝุ่นบนที่นอน แมลง สัตว์เลี้ยงแสนรัก เชื้อราในบ้านหรือแม้กระทั่งการทำครัว”
“สำหรับ 4 ขั้นตอนง่ายๆ ในการดูแลลูกๆ เมื่อป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ นั่นคือ ล้างจมูก-ลูกต้องนอน-สอนให้ออกกำลัง -รวมพลังไปหาหมอ โดยแต่ละขั้นตอน คุณหมอให้รายละเอียดว่า
1. ล้างจมูก
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือนั้นแสนง่าย ช่วยให้จมูกโล่งได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และการล้างจมูกนี้มีประโยชน์มาก ทั้งช่วยชะล้างเอาน้ำมูกที่อุดตันเวลาเป็นหวัด ล้างสารก่อภูมิแพ้และสิ่งสกปรกออกไปจากจมูก ทำให้โพรงจมูกโล่ง สำหรับผู้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หากล้างจมูกก่อนการพ่นยาจะทำให้ยาพ่นจมูกออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นเพราะสัมผัสกับเยื่อบุจมูกได้มากขึ้นอีกด้วยนะคะ ควรฝึกหัดตั้งแต่เด็กน้อยอายุ 3 ขวบขึ้นไปและควรปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด
2.ลูกต้องนอน
การพักผ่อนให้เพียงพอ คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กๆ เพราะการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอจะเป็นตัวเสริมให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมได้อย่างเหมาะสม
3.สอนให้ออกกำลัง
การออกกำลังกายให้สมํ่าเสมอ นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงทางร่างกายแล้ว ยังเสริมสร้างความอบอุ่นในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่และคุณลูกได้ใช้เวลาสร้างสายสัมพันธ์ผ่านการออกกำลังกายร่วมกัน
4.รวมพลังไปหาหมอ
การใช้ยาตามแพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้จะช่วยให้ลูกน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น
นอกจากเคล็ดลับดีๆ จากคุณหมอใหม่แล้ว ภายในงานยังจัดกิจกรรม“ชนะภูมิแพ้ด้วยโยคะ” จากสถาบันHolistic Yoga ซึ่งกิจกรรมโยคะเป็นการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย เพราะการฝึกโยคะประกอบด้วย การบริหารกาย การบริหารการหายใจ และการฝึกความผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ เป็นการฝึกทั้งด้านร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน เนื่องจากโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจมีปัจจัยหลายประการ ฉะนั้นในการฝึกจึงต้องฝึกอย่างเป็นองค์รวม (Holistic approach) โดยเริ่มจากการฝึกอาสนะในแนวผ่อนคลาย ร่วมกับการฝึกการหายใจแบบลึกๆ ช้าๆ ช่วยเรื่องบริหารปอดฝึกการหายใจเข้าออกได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้อาการของภูมิแพ้ทุเลาลง อย่างไรก็ตามการฝึกหายใจเพื่อบริหารปอดนั้น ควรให้ความสำคัญกับอากาศที่อยู่รอบตัวและอากาศที่เราหายใจเข้าไป นั่นคืออากาศต้องสะอาด ปราศจาก PM2.5 ซึ่งเป็นสารแปลกปลอมภายในอากาศที่ตาเรามองไม่เห็น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี