วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
นพ.นพพร ชื่นกลิ่น และรศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ลงนามบันทึกความร่วมมือดำเนินงาน “แผนงานวิจัยการปฏิรูปสุขภาวะและการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ศาลายา จ.นครปฐม
นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)กล่าวในการแถลงข่าวพิธีลงนามความร่วมมือดำเนินงาน “แผนงานวิจัยการปฏิรูปสุขภาวะและการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21” ว่า ข้อมูลที่น่าสนใจจากการลำดับความสำคัญของหัวข้อวิจัยด้านสุขภาพสำหรับประเทศไทย ปี พ.ศ.2557 พบว่าปัญหาสุขภาวะที่สำคัญของเด็กปฐมวัย 3 ลำดับแรกที่ยังพบในปัจจุบัน คือ 1) การเกิดภาวะพิการแต่กำเนิดซึ่งพบอยู่ประมาณ 3 คนต่อ 100 คนต่อปี 2) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวนหนึ่งยังไม่ได้คุณภาพ3) ปัญหาพัฒนาการด้านความบกพร่องในการเรียนรู้/สมาธิสั้น ที่พบมากขึ้นในเด็กไทย ส่วนปัญหาสุขภาวะในเด็กวัยเรียนเด็กโต และวัยรุ่น พบปัญหาอันดับแรกคือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น รองลงมาเป็นการใช้ความรุนแรง และการเสพสารเสพติด
นพ.นพพร กล่าวต่อไปว่า ในปี 2559 สวรส. ได้สนับสนุนการวิจัยในโครงการพัฒนาและหาค่าเกณฑ์มาตรฐานเครื่องมือประเมินการคิดเชิงบริหารในเด็กปฐมวัย ซึ่งมีการเก็บข้อมูลเพื่อหาค่าเกณฑ์มาตรฐานการคิดเชิงบริหารของเด็กปฐมวัย ที่สุ่มตัวอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในเด็กอายุ 2-6 ปี จำนวน 2,965 คน ระหว่างเดือนเม.ย.2558-ก.ค. 2559 พบว่า เด็กไทยวัย 2-6 ปีมีคะแนนพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร โดยรวมล่าช้ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยเล็กน้อยไปจนถึงล่าช้ามาก ประมาณเกือบ 30% นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กวัย 2-6 ปีที่เริ่มมีปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเล็กน้อยจนถึงมีปัญหาอย่างชัดเจน มีมากกว่า 30% เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการด้านการคิดเชิงบริหาร จะสัมพันธ์ความยากลำบากในการควบคุมกำกับตนเอง หุนหันพลันแล่น ใจร้อน รอคอยไม่เป็น สมาธิสั้น วอกแวกง่าย และในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น หนีเรียน ก้าวร้าว ติดบุหรี่
ติดสุรา เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ติดพนันติดยาเสพติด การก่ออาชญากรรมฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมการคิดเชิงบริหารมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวช เช่น โรคซน สมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ ซึมเศร้า ประพฤติผิดปกติ-เกเรอันธพาล ฯลฯ ข้อเสนอจากงานวิจัยนี้ต้องการให้องค์กรทั้งรัฐและเอกชนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ต้องสร้างเป้าหมายการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกัน ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นบุคลากรแนวหน้าของสังคมไทยและสังคมโลกในศตวรรษที่ 21
.jpg)
ทางด้าน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถานการณ์ระดับสุขภาวะ การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในไทยยังคงเป็นปัญหาอยู่มาก ข้อมูลพัฒนาการเด็กไทย 4 ช่วงวัย ได้แก่ช่วงอายุ 9, 18, 30, 42 เดือน จากการสุ่มสำรวจ ปี 2560 พบว่า 1 ใน 4ของเด็กทุกช่วงวัยมีพัฒนาการสงสัยว่าล่าช้า โดยพัฒนาการด้านที่ล่าช้าที่พบมากในเด็กปฐมวัย คือ พัฒนาการด้านภาษาและการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางสติปัญญา
ในด้านมาตรฐานการดูแล กับความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ กับเด็กและเยาวชน เช่น ปัญหาอาชญากรรมเด็ก ปัญหาความเครียดจากระบบการแข่งขันเพื่อเข้าสู่สถาบันการศึกษา ความยากจนและประสบการณ์เลวร้ายของเด็ก ความเสี่ยงของเด็กในโลกยุคดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมก่อเกิดสารพิษรอบตัวเด็ก ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการแย่งชิงทรัพยากรโดยขาดความยุติธรรมทางสังคมเมือง ยังมีผลให้สถาบันครอบครัวอ่อนแอ และเป็นต้นเหตุของความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงการหย่าร้าง เป็นต้น ทั้งนี้ ในด้านสถานการณ์การดูแลเด็กปฐมวัยผ่านการจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กมีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ยังมีความคลุมเครือขาดข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งด้านผลลัพธ์สุขภาวะ ระดับพัฒนาการเรียนรู้และด้านการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน รวมถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ของเด็กซึ่งรวมถึงปัญหาของ “เด็กชายขอบเด็กพิเศษ เด็กนอกระบบการศึกษาเด็กยากจน เด็กเปราะบาง” ที่ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาและประโยชน์ตลอดจนสิทธิตามระบบสวัสดิการแห่งรัฐยังไม่เพียงพอ เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำในสังคม
นพ.นพพร กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาจึงนำมาสู่ความร่วมมือด้านการวิจัยเพื่อการปฏิรูปสุขภาวะและพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21 ร่วมกันของ สวรส. และ ม.มหิดล ภายใต้แนวคิด/เป้าหมาย ในการสร้างองค์ความรู้จากการวิจัย เพื่อการก้าวทันวิกฤติปัญหาเด็ก และรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือดำเนินงานภายใต้ “แผนงานวิจัยการปฏิรูปสุขภาวะและการพัฒนาเด็กในศตวรรษที่ 21”เพื่อสร้างงานวิจัยและขับเคลื่อนสู่นโยบายเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ ตลอดจนผลักดันให้เกิดการนำไปปฏิบัติในระดับพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม, โดยจะทำการวิจัยพัฒนาให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ ที่ส่งเสริมศักยภาพด้านการคิด/วิเคราะห์ ของเด็กและเยาวชน
รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวเสริมในประเด็นความร่วมมือว่า นับเป็นการบูรณาการงานด้านสุขภาพ-การเรียนรู้พัฒนา-และการคุ้มครองเด็ก สู่สุขภาวะเด็กและครอบครัว ที่สอดคล้องเป้าหมาย
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG โดยมีการดำเนินงานร่วมกัน ภายใต้แผนงานย่อยต่างๆ ได้แก่ แผนงานที่ 1 งานวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้และการดูแลเด็กปฐมวัย “สมองสามพันวัน สู่สุขภาพ ศักยภาพตลอดชีวิต” เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของระบบการทำงานแบบบูรณาการภาคีเครือข่าย ด้านสุขภาพ การเรียนรู้พัฒนา และการคุ้มครองเด็ก แผนงานที่ 2 งานวิจัยเชิงระบบเพื่อนำสู่แนวคิดการเพิ่มพื้นที่สุขภาวะของเด็กและครอบครัว เช่น งานวิจัยเพื่อเพิ่มพื้นที่เล่น พื้นที่เรียนรู้ ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและครอบครัวในชุมชน แผนงานที่ 3 งานวิจัยสมองกลุ่มเด็กเปราะบาง เด็กยากจน เด็กได้รับสารพิษ เด็กได้รับภัยเทคโนโลยี เด็กกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ เช่นงานวิจัยสมองเด็กกับโลกไซเบอร์สิ่งแวดล้อมกับสมองเด็กในยุคหน้า และแผนงานที่ 4 แผนงานวิจัยเพื่อพัฒนาแนวคิด CCFR : องค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อเด็กและครอบครัว ทั้งนี้ ความร่วมมือดำเนินงานดังกล่าวมีกรอบระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 มกราคม 2562ถึง 31 ธันวาคม 2564
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี