กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรฯ ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เสด็จฯทรงเยี่ยมเครือข่ายชุมชนเตือนภัยพิบัติตามพระราชดำริ

กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรฯ ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เสด็จฯทรงเยี่ยมเครือข่ายชุมชนเตือนภัยพิบัติตามพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิและผู้แทนองค์กรเครือข่ายในพื้นที่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรพร้อมติดตามการดำเนินงานของเครือข่ายชุมชนเตือนภัยพิบัติของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 2-5 สิงหาคม 2562


ในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เสด็จฯไปยัง สำนักงานเทศบาลเมืองทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ทรงตัดริบบิ้นเปิด “ศูนย์บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำตรัง” พร้อมทอดพระเนตรระบบข้อมูลของศูนย์บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำตรัง ซึ่งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานเทศบาลเมืองทุ่งสง ดำเนิน “โครงการเครือข่ายชุมชนเตือนภัยพิบัติ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการเตือนภัยของชุมชนต้นแบบ และถ่ายทอดหลักการจัดการภัยพิบัติให้ชุมชนเครือข่ายในทุกภูมิภาคทั่วประเทศสามารถนำไปจัดทำแผนปฏิบัติการเตือนภัย ตามพระราชดำริที่ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ดำเนินภารกิจด้านการเฝ้าระวังป้องกันภัย เพื่อลดความสูญเสียและความทุกข์ยากให้แก่ประชาชนและการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยอย่างยั่งยืนหลังเกิดภัย ด้วยการร่วมมือกับเครือข่ายในการช่วยเหลือและฟื้นฟู

ทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำตรัง

ในการนี้ ทอดพระเนตรการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วยอุโมงค์ร่วมคลอง โดยในปี 2552 สำนักงานเทศบาลเมืองทุ่งสง ได้สำรวจออกแบบเพื่อก่อสร้างขยายลำคลองท่าเลา จากเดิมกว้าง 4-8 เมตร เป็น 20 เมตร และขยายถนนเลียบคลองจาก 2 เลน เป็น 4 เลน เพื่อขยายพื้นที่รองรับป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ปัจจุบัน สามารถระบายน้ำที่มีปริมาณมากได้อย่างรวดเร็วทั้งยังมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสียหายจากการเกิดอุทกภัยได้เป็นอย่างดี และช่วยให้ผู้ที่สัญจรไปมาเดินทางได้สะดวกมากขึ้น

สำหรับสำนักงานเทศบาลเมืองทุ่งสงเป็นหนึ่งในเครือข่ายเตือนภัยชุมชนของมูลนิธิฯ ซึ่งมีความพร้อม และได้จัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำตรัง” เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำและบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากภัยพิบัติ รวมทั้งสร้างระบบเตือนภัยชุมชนให้สามารถบรรเทาภัยพิบัติในพื้นที่ของตนเอง และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สนองพระดำริในด้านการเป็นเครือข่ายเตือนภัยชุมชน

ทอดพระเนตรหน่วยวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำเคลื่อนที่

จากนั้นเสด็จฯไปยังชุมชนหลานตาภู่อุทิศเพื่อผู้ประสบภัย ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง ทรงเยี่ยมราษฎรที่ย้ายมาจากบ้านน้ำรอบ ต.ถ้ำใหญ่ เนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วมหลากบ้านพังเสียหายเมื่อปี พ.ศ. 2560 ซึ่งมูลนิธิได้ให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชไปแล้ว ทอดพระเนตรภาพเหตุการณ์อุทกภัยและการแก้ปัญหา ต่อจากนั้นเสด็จฯไปยังศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบลเกาะขันธ์ อ.ชะอวด ทรงรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบลเกาะขันธ์ ทอดพระเนตรหน่วยวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำเคลื่อนที่ ทอดพระเนตรโรงครัวชุมชนตำบลเกาะขันธ์ ทรงเยี่ยมราษฎร

ในวันที่ 4 สิงหาคม เสด็จฯไปยังพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านปากซวด ต.พะแสง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี ทรงรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริฯ และการแจ้งเตือนภัย ในการนี้ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง จำนวน 1 ต้น และทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จากนั้นเสด็จฯไปยังเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ บริเวณคลองยันบ้านหัวสะพาน ทรงติดตามการดำเนินงานของ เครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูภูมินิเวศลุ่มน้ำคลองยัน ซึ่งเป็น 1 ใน 18 เครือข่ายชุมชนเตือนภัยพิบัติของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 เพื่อเฝ้าระวังเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อมาจึงได้ขยายการดำเนินงานเพื่อการเตือนภัยพิบัติ โดยจัดทำระบบเตือนภัยครอบคลุม 46 หมู่บ้าน ใน 4 ตำบล ของ 2 อำเภอ มีอาสาสมัครกว่า 300 คน ในการใช้วิทยุสื่อสารช่วยเพื่อติดตามการเฝ้าระวัง ซึ่งจะทดสอบสัญญาณวิทยุสื่อสาร ตรวจสอบสภาพดิน ฟ้า อากาศ ปริมาณน้ำในแต่ละพื้นที่ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจะได้เตรียมแผนรับมือได้ทันเวลา

ทอดพระเนตรโรงครัวชุมชนตำบลเกาะขันธ์

โอกาสนี้ ทอดพระเนตรการสาธิตการช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยของเครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูภูมินิเวศลุ่มน้ำคลองยัน ซึ่งร่วมกับศูนย์การจัดการภัยพิบัติ ต.เกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช โดยเป็นการอพยพด้วยวิธีการใช้เชือก และเรือ อพยพจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง มีการคัดกรองผู้ประสบภัย เพื่อให้การช่วยเหลือ
ต่อไป โดยบริเวณนี้ ยังมีโทรมาตรติดตั้งที่สะพาน เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามสถานการณ์น้ำด้วย ก่อนเสด็จฯกลับ พระราชทานอาหารปลา และทรงปล่อยปลาพลวง ปลาตะเพียนขาว และปลาตะเพียนทอง ลงในคลองยัน ซึ่งเป็น 1 ในเขตอภัยทาน ที่ชุมชนร่วมกันไม่จับปลา ทำให้ปัจจุบันมีปลาชนิดต่างๆเพิ่มขึ้น รวมกว่า 60 ชนิด พระราชทานอาหารปลาและทรงปล่อยปลาตามลำดับ

ภารกิจด้านการเฝ้าระวังป้องกันภัย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งดำเนินการตามแนวพระราชดำริที่ทรงเล็งเห็นว่า การเฝ้าระวังป้องกันภัยคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำซาก ลดความสูญเสียของราษฎรในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน การเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรพร้อมติดตามการดำเนินงานของเครือข่ายชุมชนเตือนภัยพิบัติของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในครั้งนี้ยังความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริฯ

สาธิตการอพยพผู้ประสบภัยของเครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูภูมินิเวศลุ่มน้ำคลองยัน

ทอดพระเนตรศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบลเกาะขันธ์

ทรงปล่อยพันธุ์ปลาลงในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ (วังหัวสะพาน)

 

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top