วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569
คณะแพทยศาสตร์ 4 สถาบันได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รวมพลังจัดงาน “การประชุมวิชาการด้านมะเร็งวิทยานานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี” ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ โดยเฉพาะด้านมะเร็งวิทยาของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
ในงานดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมส่วนภาคประชาชน ภายใต้แนวคิด “ยุทธการต้านมะเร็ง” มุ่งเน้นให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบบูรณาการ โดยความร่วมมือกันเพื่อผลักดันเชิงนโยบายที่จะต่อสู้กับมะเร็งในระดับชาติ เพื่อให้เกิดการสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาและการให้บริการอย่างเป็นธรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการขับเคลื่อนเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็งโดยความร่วมมือกันทุกภาคส่วน
ปัจจุบันโรคมะเร็ง ถือเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประชากรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย จากสถิติของ
องค์การอนามัยโลก ในปี พ.ศ.2561 คาดการณ์ว่ามีจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งประมาณ 18 ล้านคน และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 9.6 ล้านคน หรือกล่าวได้ว่า 1 ใน 6 รายของการเสียชีวิต จะเกิดจากโรคมะเร็ง
ในขณะที่โรคมะเร็งส่วนมากยังไม่มีวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ประเทศที่มีรายได้ต่อประชากรน้อย เช่น ในกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเข้าถึงการป้องกัน การวินิจฉัย การรักษาโรค และการดูแลมะเร็งระยะสุดท้ายจะเป็นปัญหาที่สำคัญต่อผู้ป่วยและประเทศ โรคมะเร็งมักจะถูกพบในระยะที่ 3 และ 4 มากกว่าร้อยละ 50 ทำให้โอกาสที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศทางตะวันตก การควบคุมและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งจึงเป็นปัญหาที่มีความท้าทายอย่างสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนบูรณาการ และต้องการความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้ง ภาควิชาการ รัฐบาลและประชาชน เพื่อที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
สถานการณ์ของโรคมะเร็งในภาพรวมของประเทศไทย : จากสถิติพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 16 ของเหตุการเสียชีวิตทั้งหมด สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และโรคหัวใจเฉลี่ย 2 ถึง 3 เท่า หรือมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเฉลี่ย 8 รายต่อชั่วโมง ในปี พ.ศ. 2561 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ โดยประมาณอยู่ที่ 170,495 ราย และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 114,199 ราย สำหรับ 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ มะเร็งถุงน้ำดี โดยโรคมะเร็งที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามลำดับ
มาตรการในการลดอุบัติการณ์ ลดภาวะทุพพลภาพ และการเสียชีวิตจากมะเร็ง : การควบคุมโรคมะเร็งให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีมาตรการในทุกระยะของโรคมะเร็ง ได้แก่ ควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ตรวจคัดกรองหามะเร็งที่มีความสำคัญระยะเริ่มต้นที่รักษาให้หายขาดได้ เข้าถึงการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพและบูรณาการวิธีการรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยและเฝ้าระวังภายหลังการรักษา การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย
สำหรับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากมะเร็ง เกิดจากการมีพฤติกรรมทางด้านสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป การรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ที่น้อยเกินไป รวมทั้งการขาดการออกกำลังกายที่เพียงพอ
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ : การสูบบุหรี่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นมะเร็งปอด มะเร็งในช่องปากและคอ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งตับอ่อน, การดื่มสุรา ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ นอกจากนี้ สุรายังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในช่องปากและคอ, การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี(hepatitis B and hepatitis C virus) มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ไวรัสเอปสไตน์บารร์ (Epstein Barr Virus) มีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศไทย และไวรัสเอชพีวี
(Human Papilloma Virus) เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง หรือมะเร็งช่องปากและคอ ในปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี เป็นต้น และการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ทำให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีในประเทศไทย ซึ่งมีอุบัติการณ์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ การควบคุมการบริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ในตับ จะช่วยลดอัตราการติดเชื้อ และนำไปสู่การลดอุบัติการณ์โรคมะเร็งท่อน้ำดีได้
การคัดกรองมะเร็งที่มีความสำคัญในระยะเริ่มต้น : การคัดกรองมะเร็งเพื่อตรวจหารอยโรคก่อนมะเร็ง และมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และสามารถให้การรักษาให้หายขาดได้ มีหลักฐานการศึกษาที่ชัดเจนว่าการตรวจคัดกรองสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่สำคัญได้โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญในประเทศไทย
อุปสรรคสำคัญหลายประการในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งในประเทศไทยมีหลายประการ : การเข้าถึงหน่วยงานบริการ ความรู้ความเข้าใจและความยอมรับในการตรวจคัดกรอง ความต่อเนื่องในการตรวจคัดกรอง เทคนิคที่เหมาะสมแต่มีราคาสูง การขาดแคลนบุคลากรที่ชำนาญในการตรวจคัดกรอง การดูแลผู้ที่ตรวจคัดกรองแล้วพบโรค ประเด็นเหล่านี้จะสำเร็จได้ต้อง
ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนตั้งแต่ภาคประชาชน ภาควิชาการภาครัฐ จึงจะสัมฤทธิผล มาตรการในการให้การวินิจฉัยและรักษามะเร็งที่ถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล
ปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาการดูแลรักษาโรคมะเร็ง คือการลงทุนในทรัพยากรทั้งเงินและบุคลากร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแผนแม่บทในการกำหนดนโยบายเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและมีทิศทางที่ชัดเจน ทำให้มีการกระจายทรัพยากรเพื่อให้ประชากรส่วนรวมเข้าถึงการรักษาที่มาตรฐานอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกันต้องมีการพัฒนาศักยภาพขั้นสูงของโรงพยาบาลเพื่อให้มีการพัฒนาให้มีเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งต้องมีการวิจัยพัฒนา เพื่อให้มีการสร้างนวัตกรรม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในประเทศ
การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยและเฝ้าระวังภายหลังการรักษา : ภายหลังจากการรักษาโรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนมากต้องรับการฟื้นฟูสมรรถภาพของอวัยวะที่สูญเสียและร่างกายโดยรวม นอกจากนี้ยังจำเป็นที่จะต้องมีการเฝ้าระวังเพื่อค้นหาโรคมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำและป้องกันโรคมะเร็งอวัยวะอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ อีกทั้งการให้คำปรึกษาและประเมินความเสี่ยงและนำไปสู่การคัดกรองที่เหมาะสมแก่ครอบครัวของผู้ป่วยโรคมะเร็ง กระบวนการเหล่านี้เริ่มต้นจากผู้ป่วยเอง และภาคประชาชนที่จะมีส่วนร่วมในการตระหนักรู้และปฏิบัติ ภาครัฐจำเป็นที่จะมีโครงข่ายงานบริการที่ให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเข้าถึงได้อย่างเหมาะสม
การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย : แม้เราจะมีเทคโนโลยีในการรักษาโรคมะเร็งอย่างเท่าเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว ผู้ป่วยจำนวนมากยังคงเข้าสู่โรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ก่อให้เกิดภาระต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมการบูรณาการการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะท้าย ให้เข้าถึงการดูแลที่เหมาะสม เพื่อบำบัดความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยเผชิญกับโรคมะเร็งระยะสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรีและเหมาะสม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อให้มีนโยบายจากภาครัฐที่ชัดเจน และมีความร่วมมือจากภาคประชาชนในการบรรเทาภาระของผู้ป่วยและสังคม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี