วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
543.jpg
กรมที่ดินแจงยิบ กรณีอภิสิทธิ์ ปมคดีเขากระโดง ยันทำตามคำพิพากษาครบถ้วน ย้ำเพิกถอนโฉนดทั้งพื้นไม่ได้

กรมที่ดินแจงยิบ กรณีอภิสิทธิ์ ปมคดีเขากระโดง ยันทำตามคำพิพากษาครบถ้วน ย้ำเพิกถอนโฉนดทั้งพื้นไม่ได้

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.13 น.

‘กรมที่ดิน’ โร่แจงยิบ ’อภิสิทธิ์-ปชป.‘ จ่อยื่นสอบปม ’เขากระโดง‘ ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครอง ย้ำทำตามกระบวนการครบถ้วนแล้ว แนะรอฟังคำพิพากษาถึงที่สุด ผลออกมาเป็นอย่างไร ต้องปฏิบัติตาม

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงการตรวจสอบปัญหาที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ โดยพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นหนังสือถึงรมว.มหาดไทย เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ซึ่งได้วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และจะติดตามการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง 


ล่าสุด กรมที่ดิน(ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว โดยมีเนื้อหาระบุว่า กรณีที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ดและตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของกรมที่ดินในหลายประเด็น กรมที่ดินได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดจนขั้นตอนและผลการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมาแล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ การดำเนินการของกรมที่ดินได้ยึดถือและปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คำพิพากษาและคำสั่งของศาล รวมถึงกระบวนการพิจารณาทางปกครองที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของรัฐและประชาชน ตลอดจนการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังปรากฏการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และผลการดำเนินการของกรมที่ดิน กรมที่ดินจึงขอเรียนชี้แจงสรุปผลการดำเนินการ ดังนี้

1. กรณีกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินต้องผูกพันและอยู่ภายใต้บังคับคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 และศาลปกครองกลาง ที่ได้พิพากษาในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ นั้น ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

1.1 กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 - 876/2560 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ 1112/2563 ทั้ง 3 คดี เป็นคดีแพ่ง ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระหว่างโจทก์และจำเลยในคดี คำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ซึ่งมีผลผูกพันเด็ดขาดเฉพาะที่ดินในรายที่ชาวบ้านกับการรถไฟฯ ฟ้องร้องกันใน 3 คดีเท่านั้น ซึ่งกรมที่ดินได้ดำเนินการตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว แต่ไม่อาจนำคำพิพากษาไปเพิกถอนที่ดินแปลงอื่นนอกเหนือจาก 3 คดีนี้ได้ เพราะแม้จะเป็นคำพิพากษาที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ใช้ยันบุคคลภายนอกได้ด้วยก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น บุคคลทั่วไปนอกคดีย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นพิสูจน์ต่อสู้ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า จึงต้องให้โอกาสราษฎรต่อสู้พิสูจน์สิทธิดำเนินคดีแพ่ง คำพิพากษาดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ การอ้างว่าคำพิพากษานี้เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดจึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา การรถไฟฯ จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาทั้ง 3 คดี ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง การที่การรถไฟฯ อ้างว่า กรมที่ดินต้องดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณพิพาททุกแปลง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 จึงเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติของกรมที่ดิน 

การที่อธิบดีกรมที่ดินจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามความในมาตรา 61 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนเป็นที่ยุติว่าได้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้การรถไฟฯ โต้แย้งว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่า ได้ที่ดินมาตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องมีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาซึ่งเป็นสาระสำคัญมาแสดง แต่กรณีนี้ไม่มีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา จึงยังฟังไม่ได้ว่าการรถไฟฯ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว สำหรับหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน จำนวน 995 แปลง ซึ่งออกในบริเวณนี้ได้ดำเนินการออกไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและระเบียบในขณะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้ว โดยในขั้นตอนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหลายร้อยแปลง การรถไฟฯ ได้มารับรองแนวเขตด้วยว่าไม่อยู่ในแนวเขตที่ดินการรถไฟฯ อ้างสิทธิ จึงฟังไม่ได้ว่าการรถไฟฯ มีสิทธิในที่ดินดีกว่าประชาชนที่มีหนังสือแสดงสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งมีความแตกต่างกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ที่มีกฎหมายหวงห้ามและแผนที่แนบท้ายแสดงแนวเขตที่ดินชัดเจนว่า ที่ดินที่หน่วยงานของตนอ้างสิทธินั้นอยู่บริเวณใด ดังนั้น หากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าเหตุใดจึงไม่ไปพิสูจน์สิทธิในศาลยุติธรรมตามที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว

1.2 กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ที่การรถไฟฯ ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันเพิกถอนคำสั่งออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลได้พิพากษาว่า ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการให้มีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้ จึงเป็นเรื่องที่ศาลปกครองกลางได้พิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวครบถ้วนแล้ว 

2.กรณีที่อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้ยุติเรื่อง จึงเห็นควรให้อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลที่ให้กรมที่ดินและการรถไฟฯ ร่วมกันชี้แนวเขตที่ดินให้เป็นที่ยุติ และดำเนินการทบทวนคำสั่งทางปกครองนั้น ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

2.1 กรณีการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 นั้น ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 241/2568 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 ซึ่งได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี การรถไฟฯ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกอธิบดีกรมที่ดินมาไต่สวนหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาและข้อสังเกตให้ครบถ้วนโดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นกรณีที่อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จึงเป็นการปฏิบัติตามคำบังคับที่กำหนดไว้ในมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแล้ว หากการรถไฟฯ เห็นว่าอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา การรถไฟฯ ก็ชอบที่จะยื่นเป็นคำร้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณามีคำสั่งหรือไต่สวน และกำหนดวิธีการบังคับคดีเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 75/3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งฯ ประกอบกับข้อ 129 วรรคหนึ่ง และข้อ 135 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 อย่างไรก็ตาม โดยที่ข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ให้การรถไฟฯ ร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนฯ รังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง ( 8 ) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งฯ เป็นเพียงข้อแนะนำ แต่ไม่ได้มีสภาพบังคับดังเช่นคำบังคับของศาล ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของการรถไฟฯ ไว้พิจารณา อย่างไรก็ดีกรมที่ดินได้ดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางโดยตั้งคณะทำงานร่วมทำการรังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางครบถ้วนแล้ว

2.2 กรณีการดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางที่ให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ร่วมกับการรถไฟฯ ร่วมกันรังวัดหาแนวเขตที่ดินตามข้อ 2.1 นั้น เมื่อการรังวัดหาแนวเขตที่ดินการรถไฟฯ ไม่ได้นำหลักฐานแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์สร้างทางรถไฟฯ ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2462 และพระราชกฤษฎีกาจัดซื้อที่ดินแลอสังหริมทรัพย์อื่นฯ ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2464 ซึ่งแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฯ ทั้งสองฉบับดังกล่าว ถือเป็นสาระสำคัญในการพิสูจน์การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์และขอบเขตที่ดินของการรถไฟฯ ประกอบกับการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ครบถ้วน รัดกุม และมีการพิจารณาคำคัดค้านของผู้มีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนได้ปฏิบัติตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางที่ให้ดำเนินการรังวัดเพื่อหาแนวเขตที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ทั้งสามคดี ครบถ้วน แต่เมื่อการรถไฟฯ เป็นผู้กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่า ไม่อาจแสดงพยานหลักฐานอันเป็นการพิสูจน์ซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของการรถไฟฯ คือ แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์สร้างทางรถไฟฯ พ.ศ. 2462 และแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินแลอสังหริมทรัพย์ฯ พ.ศ. 2464 ต่อคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5437/2556 ลงวันที่ 24 เมษายน 2556 ระหว่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ นางศรีวรรณา ชื่นใจธรรม จำเลย และความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 57/2555) จึงยังรับฟังเป็นที่ยุติไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของการรถไฟฯ แม้การรถไฟฯ จะได้รับรองแผนที่ที่ได้ทำการรังวัดตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลาง ภายหลังจากที่อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้ยุติเรื่องแล้ว แต่รูปแผนที่ดังกล่าวก็เป็นรูปแผนที่ซึ่งการรถไฟฯ นำชี้ตามแนวเขตที่จัดทำขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2539 สำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจน ไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาแต่อย่างใด รูปแผนที่ดังกล่าวจึงไม่สามารถนำมาใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเพื่อนำไปดำเนินการเพิกถอนแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบข้อ 12 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวน และการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ. 2553 ได้ คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องจึงดำเนินการไปโดยครบถ้วน ถูกต้อง เป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว 

อย่างไรก็ดี กรณีการดำเนินการกับที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลอิสาณและตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กรมที่ดินได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ตลอดจนคำพิพากษาและข้อสังเกตของศาลปกครองกลางครบถ้วนแล้ว เมื่อคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้พิจารณาพยานหลักฐานและคำคัดค้านของผู้มีส่วนได้เสียแล้วเห็นว่า ไม่สมควรเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินทั้ง 995 แปลง และอธิบดีกรมที่ดินได้พิจารณาแล้วเห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงมีคำสั่งยุติเรื่องพร้อมทั้งแจ้งสิทธิอุทธรณ์ให้การรถไฟฯ ทราบ การรถไฟฯ จึงได้อุทธรณ์คำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน และรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งยุติเรื่องของอธิบดีกรมที่ดินชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯและแจ้งสิทธิการฟ้องคดีปกครองให้การรถไฟฯ ทราบแล้ว ซึ่งการรถไฟฯ ได้ฟ้อง กรมที่ดิน ที่ 1 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2 ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 3 เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568

จากมูลฟ้องดังกล่าวข้างต้น ซึ่งศาลได้สรุปประเด็นแห่งคำฟ้องได้ 4 ข้อหา ดังนี้ 

(1) ให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
(2) ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินและให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ
(3) ให้กรมที่ดิน และอธิบดีกรมที่ดิน ร่วมกันเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง 
(4) ให้เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอื่นที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามแผนที่แสดงเขตร์ที่ดินของกรมรถไฟ ตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลา กม. 375 + 650

ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องข้อหาที่ 3 และ 4 ไว้พิจารณา ได้แก่ กรณีขอให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินร่วมกันเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง และที่ดินแปลงอื่นที่ออกโดยไม่ชอบในพื้นที่ของผู้ฟ้องคดี ตามรูปแผนที่แสดงเขตร์ที่ดินของกรมรถไฟฯ เนื่องจากเป็นกรณีที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ในประเด็นนี้ถึงที่สุดแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง ประกอบกับปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นโจทก์ฟ้องประชาชนที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 24 คดี ประกอบไปด้วยที่ดินจำนวน 108 แปลง ต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์จึงได้มีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมแผนที่ทหารร่วมทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ได้รังวัดจัดทำแผนที่พิพาทและรายงานผลการรังวัดต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 

”ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรรอผลคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใด คู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องผูกพันและปฏิบัติตาม อันจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับหลักประกันความเป็นธรรมตามกระบวนการจากองค์กรตุลาการที่ได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่สามารถคุ้มครองสิทธิในที่ดินของทั้งรัฐและเอกชนให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย“ เอกสารข่าวฯ ระบุทิ้งท้าย  

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top