วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

คนหุบกะพงไม่เคยมีวันลืมพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ และยังคงสั่งสอนลูกสอนหลานให้รู้ถึงพระมหากรุณาธิคุณตลอดเวลา เราทุกคนรู้ดีว่าที่คนหุบกะพงมีอยู่มีกินเป็นอย่างดีได้เช่นทุกวันนี้ ก็เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
แนวหน้าวาไรตี้ โดย ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ขอนำคุณไปยังบ้านหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ดินแดนที่ชาวบ้านทุกคนภาคภูมิใจกับคำว่า แผ่นดินพระราชา โดยไปสนทนากับลูกหลานชาวหุบกะพงตัวจริงเสียงจริง คุณปารุสก์ บุญมา เจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง

l ในฐานะที่คุณปารุสก์เป็นลูกหลานของชาวหุบกะพง ช่วยเล่าให้ฟังด้วยครับว่า หุบกะพงเมื่อครั้งก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ ในรัชกาลที่ 9 จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงให้การช่วยเหลือนั้น หุบกะพงมีสภาพแห้งแล้งกันดารอย่างไรครับ
ปารุสก์ จากคำบอกเล่าของปู่ย่าตายาย และพ่อแม่ รวมถึงลุงป้าน้าอาของผม ทุกคนบอกตรงกันว่าหุบกะพงเคยแห้งแล้งจัดมาก แล้งจนคนและสัตว์แทบจะไม่สามารถอยู่อาศัยอีกต่อไปได้ ดินเสื่อมสภาพจนไม่สามารถเพาะปลูกต้นไม้ได้ บางแห่งมีดินแข็งมาก และบางแห่งก็เป็นดินผสมทรายไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ เช่น เป็นดิน 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นทราย 70 เปอร์เซ็นต์ และยังเป็นดินที่ไม่มีแร่ธาตุใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเลย ชาวบ้านและฝูงสัตว์ที่เลี้ยงไว้เดือดร้อนหนักมากต้นเหตุของความเสื่อมโทรมทั้งหมดเกิดมาจากทั้งฝีมือของมนุษย์และจากธรรมชาติผสมกัน เหตุจากฝีมือมนุษย์คือมีการทำไร่มันสำปะหลังมายาวนานจนดินเสื่อมสภาพ ประกอบกับเป็นพื้นที่เขตเงาฝน ฝนตกน้อยนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หุบกะพงประสบปัญหาหนัก จนเมื่อเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ ในรัชกาลที่ 9 ทั้งสองพระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินไปบรรเทาความทุกข์ร้อนให้ชาวหุบกะพง เมื่อครั้งก่อนนั้นชาวหุบกะพงยากจนมาก ชาวบ้านหลายรายไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ต้องเช่าที่ดินทำกิน มีชาวบ้านบางรายทำอาชีพปลูกสวนผักคนหุบกะพงเรียกว่าสวนผักล่างชะอำ อยู่ห่างจากโครงการหุบกะพงไปด้านทิศใต้ประมาณ 4-5 กิโลเมตรอยู่ติดกับคลองชลประทาน ส่วนพื้นที่อื่นๆ ทำการเกษตรไม่ได้เลย พระองค์ท่านทรงเห็นว่าพื้นที่ของหุบกะพงเป็นเขตพื้นที่เสื่อมโทรมและแห้งแล้งจัด ถ้าปล่อยให้เกิดปัญหาเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปพระองค์จึงทรงพยายามจะพัฒนาที่ดินเสื่อมโทรมแห่งนี้โดยใช้ศาสตร์ความรู้ต่างๆ เข้ามาพัฒนา พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาดูพื้นที่หุบกะพงด้วยพระองค์เองหลายครั้ง และทรงนำผู้มีความรู้ด้านการบำรุงดิน และด้านการเกษตรเข้าไปศึกษาพื้นที่จริง เพราะทรงต้องการแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน และทรงต้องการฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาดีขึ้น เพื่อที่จะทำให้ชาวบ้านไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐาน ผมขอเพิ่มเติมอีกสักหน่อยนะครับตอนสมัยผมเด็กๆ อายุประมาณ 5-6 ขวบ ช่วงนั้นผมอาศัยอยู่ที่หุบกะพงกับคุณตาคุณยาย ส่วนคุณพ่อคุณแม่ผมเป็นข้าราชการ ต้องไปทำงานในพื้นที่อื่น คุณตาคุณยายของผมท่านได้รับการจัดสรรที่ดินจากโครงการหุบกะพงจึงถือเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ของหุบกะพง ทั้งสองท่านเล่าให้ผมฟังว่าดินในหุบกะพงสมัยก่อนแห้งและแข็งมาก เวลาลงจอบไปแต่ละครั้ง จอบกระเด้งกลับขึ้นมาราวกับมีแรงผลักจากดิน ปลูกพืชปลูกผักอะไรก็ไม่ได้ผลดีจนในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯมาพระราชทานความช่วยเหลือในการปรับปรุงบำรุงดิน ทรงทำให้ชาวบ้านรู้หลักการบำรุงดิน จนสามารถกลับมาทำการเกษตรได้ เพราะเมื่อดินดี ดินฟู ดินอิ่มตัวเพราะมีแร่ธาตุสมบูรณ์มากขึ้นดินก็กลับมาดี ชาวไร่ชาวนาก็สามารถปลูกข้าวปลูกต้นไม้ได้ แรกๆ คุณตา-คุณยายนึกท้อใจ แล้วบ่นว่า ทำไมในหลวงจึงให้ที่ดินที่ไม่ดีกับเรา แต่ทั้งสองคนก็มารู้ความจริงในระยะเวลาต่อมาว่า พระองค์ท่านทรงสอนให้ชาวบ้านรู้ถึงปัญหา แล้วร่วมกันแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน คือพูดง่ายๆ ว่า พระองค์พระราชทานภูมิปัญญาให้กับเรา เพื่อให้เรายืนบนขาของเราได้ด้วยตัวเอง ทรงสอนให้เราเอาชนะอุปสรรคความยากลำบาก สอนให้เรามีความเพียร สอนให้เราอดทน เพราะสุดท้ายแล้ว เราจะได้ประสบกับความสำเร็จคนที่มีปัญญาสามารถเอาชนะอุปสรรคได้จะไม่ย่อท้อต่อปัญหาใดๆ นี่คือแนวคิดที่พระองค์พระราชทานไว้ ถือเป็นหนึ่งในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามศาสตร์พระราชา และยังพระราชทานแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ให้กับพวกเราอีกด้วย

l ผมทราบว่าพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินเข้ามาที่หุบกะพงเมื่อ พ.ศ. 2505 ใช่ไหมครับหลังจากเสด็จพระราชดำเนินแล้ว หุบกะพงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างครับ
ปารุสก์ เมื่อพระองค์ท่านได้เสด็จพระราชดำเนินมาถึงหุบกะพง ทรงเห็นปัญหาในพื้นที่ แต่ที่ชาวหุบกะพงบอกต่อกันมาเสมอคือ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปที่หุบกะพงหลายครั้งมาก ทรงไปเพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการช่วยเหลือฟื้นฟูหลายครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯเป็นการส่วนพระองค์ ชาวบ้านภูมิใจมากที่พระองค์พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้กับชาวหุบกะพง และทุกครั้งที่พระองค์เสด็จฯไปนั้นจะทรงนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน และทรงนำนักวิชาการด้านต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร การบำรุงดิน การหาพันธุ์พืชที่สามารถจะปลูกได้กับพื้นที่หุบกะพง คือพระราชทานแนวทางฟื้นฟูหุบกะพงอย่างจริงจัง และทรงช่วยเหลือและให้คำแนะนำชาวบ้านทุกครั้ง เช่น ทรงนำความร่วมมือพัฒนาร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับอิสราเอลเข้าไปในพื้นที่ ชาวหุบกะพงในยุค 50 ปีก่อน บอกตรงกันว่า พระองค์ท่านทรงให้ความรักกับชาวหุบกะพง และชาวหุบกะพงก็ตระหนักดีว่าที่แห่งนี้คือดินแดนของพระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมสามารถพูดแทนชาวหุบกะพงได้เลยว่า พระองค์ท่านพระราชทานศาสตร์พระราชาเพื่อชุบชีวิตชาวหุบกะพง ทรงนำนักวิชาการทุกแขนงที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการฟื้นฟูบำรุงดินที่เสื่อมสภาพ และด้านการบำรุงพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์เข้าไปช่วยเหลือชาวหุบกะพง จนในที่สุดหุบกะพงที่เคยแห้งแล้งกันดารก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพความสมบูรณ์ขึ้นมาทีละน้อยๆ จนปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหุบกะพงเป็นพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งหมดนี้ก็เพราะน้ำพระทัย และพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ สิ่งหนึ่งที่ชาวหุบกะพงยังคงยึดถือตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านคือการไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และพยายามทำให้ที่ดินสำหรับการเพาะปลูกไม่ถูกทำลาย โดยทุกคนต้องช่วยกันบำรุงดินด้วยวิถีทางธรรมชาติ ดังนั้นชาวบ้านในหุบกะพงจึงเน้นหนักในเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการทำเกษตรมากกว่าใช้ปุ๋ยเคมี เพราะเราทุกคนตระหนักดีว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9ทรงสอนพวกเราให้รู้ว่า เราทุกคนสามารถพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับดินที่เสื่อมสภาพได้ด้วยการบำรุงดิน และปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อให้ดินมีแร่ธาตุตามธรรมชาติกลับคืนมา เรารู้ว่าดินก็เหมือนสิ่งมีชีวิต เราสามารถคืนความสมบูรณ์ให้กับดินได้ด้วยการไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว และไม่ใช้สารเคมีกับพืชพันธุ์ที่เราปลูก

l แสดงว่ากว่าชาวหุบกะพงจะผ่านพ้นวิกฤติมาได้ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เป็นการใช้เวลาที่ได้พระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านเสมอมาใช่ไหมครับ
ปารุสก์ ใช่ครับ พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนชาวหุบกะพงเป็นประจำทุกครั้งเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปยังวังไกลกังวล หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวหุบกะพงที่มีอายุเกิน 70 ปี บอกตรงกันว่าพระองค์ท่านทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯไปที่หุบกะพงด้วยพระองค์เอง โดยไม่ต้องมีข้าราชการ และข้าราชบริพารตามเสด็จฯเป็นขบวนทรงไปเยี่ยมชาวหุบกะพงด้วยความเป็นห่วง ชาวบ้านซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์อย่างไม่มวันลืมได้เป็นอันขาด ทุกครั้งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปที่หุบกะพงจะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ไม่ทรงถือพระองค์ ทรงถามถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำการเกษตรตลอดเวลา ชาวหุบกะพงบอกต่อๆ กันมาว่า พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อทรงดูแลทุกข์สุขของลูกๆ ของพระองค์ เหมือนพ่อมาเยี่ยมลูก เหมือนพ่อมาดูลูกว่าเป็นอยู่อย่างไร หลายครั้งที่เสด็จ พระราชดำเนินมาพร้อมกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯในรัชกาลที่ 9 โดยไม่มีขบวนใหญ่โตตามเสด็จ จะมีก็แค่ผู้ติดตามพระองค์เพียงกลุ่มเล็กๆ 2-3 คนเท่านั้นทรงเข้ามาเพื่อพระราชทานความใกล้ชิดกับประชาชน ทรงได้เห็นวิถีชีวิตและความเป็นอยู่แท้จริงของชาวบ้าน แล้วพระองค์ก็ทรงนำสิ่งที่ทรงเห็นไปแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านได้อย่างตรงประเด็น และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
l ปัจจุบันโครงการหุบกะพง มีชาวบ้านอยู่กันจำนวนกี่ครัวเรือน ส่วนใหญ่ทำอาชีพอะไรเป็นหลักครับ
ปารุสก์ แรกๆ ในพื้นที่นับจากวันแรกที่เริ่มโครงการมีชาวบ้านประมาณ 80-90 ครอบครัวแต่ปัจจุบันนี้มีชาวบ้านประมาณ 750 ครัวเรือนมีประชากรกว่า 3 พันคน พื้นที่โครงการแห่งนี้ มีเนื้อที่ทั้งหมด 12,079 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา ส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรในพื้นที่นี้มีพื้นฐานเดิมคือทำการเกษตร ปัจจุบันก็ยังคงอาชีพทำการเกษตรอยู่ เกษตรกรในพื้นที่หุบกะพงยังยึดมั่นแนวทางตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านไว้อย่างมั่นคง

l กรุณาเล่าให้ฟังด้วยครับว่า ชาวบ้านเข้ามา อยู่ในโครงการนี้ได้อย่างไรครับ ในหลวง รัชกาลที่ 9พระราชทานที่ดินให้หรือครับ และสมาชิกในโครงการดูแลพื้นที่กันอย่างไรครับ
ปารุสก์ พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางสำหรับการบริหารจัดการพื้นที่บนที่ดินผืนนี้ไว้ครับต้องถือว่าที่ดินผืนนี้เป็นพระราชทรัพย์ของพระองค์ท่านทรงให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการเข้ามาช่วยดูแลชาวบ้านทั้งนี้กรมส่งเสริมฯ มีหน่วยงานย่อยในสังกัดในระดับภูมิภาคคือสำนักงานสหกรณ์ จังหวัดเพชรบุรี มีศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพงตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการแห่งนี้ด้วย หน่วยงานต่างๆ จะให้การบริหารจัดการที่ดินของพระองค์ท่าน โดยจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ครอบครัวละ 25 ไร่ ในรุ่นที่ 1 ส่วนเกษตรกรรุ่นที่ 2 จะได้รับการจัดสรรที่ดินอีก 15 ไร่ ส่วนรุ่นที่ 3 นี้กำลังดำเนินการ รุ่น 3 ถือว่าเป็นรุ่นปัจจุบันครับ กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ เพื่อให้ได้รับการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้อยู่อาศัย และทำกินต่อไป
l ที่ผ่านมาลูกหลานของคนที่นี่ กลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่กี่มากน้อยครับ ผมเห็นว่าหลายคนไปร่ำเรียนในเมืองหรือในกรุงเทพฯ เมื่อเขาจบการศึกษาแล้ว เขากลับมาอยู่ในหุบกะพง มาสืบสานอาชีพเกษตรกรบ้างไหมครับ
ปารุสก์ ปัจจุบันนี้ ถ้าเปรียบเทียบเป็นการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่โครงการหุบกะพง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเกษตรกรรุ่น 2 ครับ รุ่น 2 นี้ถือว่าเป็นกำลังหลักที่ทำการเกษตรในพื้นที่ครับ ส่วนมากอายุประมาณ40-60 ปี ส่วนเด็กๆ รุ่นใหม่ก็มีบ้างครับ ที่กลับมาทำการเกษตร
l เด็กรุ่นใหม่ในหุบกะพง ที่ไม่เคยเห็นพระราชกรณียกิจขอพระองค์ท่าน หรือไม่เคยเข้าเฝ้าฯเวลาทั้งสองพระองค์เสด็จฯ หุบกะพง เขามีความรู้สึกอย่างไรกับคำว่า หุบกะพง แผ่นดินพระราชา
ปารุสก์ ผมมั่นใจว่าคนหุบกะพงทุกคน ทุกรุ่นสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ ในรัชกาลที่ 9 ตลอดเวลาครับ ทุกคนรู้ดีว่าครอบครัวของเขาได้รับพระราชทานที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินจากพระองค์ท่าน ส่วนปู่ยาตายายและพ่อแม่ก็ปลูกฝังให้ลูกหลานสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตลอดเวลา และทุกคนก็รู้ดีว่ที่เรามีอยู่มีกินอย่างอุดมสมบูรณ์เช่นทุกวันนี้ก็เพราะพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ และจากพระราชวงศ์ชั้นสูงทุกพระองค์ ชาวหุบกะพงใช้ชีวิตตามแนวทางศาสตร์พระราชา ดังนั้นไม่ว่าจะคนรุ่นใดๆ ในหุบกะพงก็ไม่มีวันลืมพระมหากรุณาธิคุณอย่างแน่นอนครับ
.jpg)
l สุดท้าย อยากจะเรียนถามถึงสิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานอาชีพให้กับชาวหุบกะพงและอาชีพนั้นก็ยังคงมาจนถึงทุกวันนี้ คุณปารุสก์ช่วยบอกกับผู้ชมรายการและผู้อ่านแนวหน้าด้วยครับว่าคืออาชีพอะไร
ปารุสก์ พระองค์พระราชทานงานหัตถกรรมชั้นเยี่ยมไว้เป็นงานศิลป์ชิ้นสำคัญของหุบกะพงงานหัตถกรรมจากป่านศรนารายณ์ งานนี้ยังคงเก็บรักษาและสืบสานต่อมาถึงทุกวันนี้ครับ และเป็นงานที่เชิดหน้าชูตาชาวหุบกะพงด้วยครับ คนหุบกะพงบอกต่อๆ กันมาว่า ในหลวงทรงให้ที่ พระราชินีทรงให้อาชีพ ทุกวันนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของหุบกะพง ไม่ว่าจะรุ่นแรก รุ่นสอง รุ่นสาม หรือว่าเด็กๆ และเยาวชนยังสืบสานงานศิลปาชีพจากป่านศรนารายณ์ไว้เป็นอย่างดีครับแล้วเราก็ส่งสินค้าตัวนี้ออกไปจำหน่ายตามที่ต่างๆทั่วประเทศ แต่เราผลิตได้ไม่มากนัก เพราะเป็นงานฝีมือที่แท้จริงของหุบกะพง
คุณสามารถพบรายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความบันเทิง รายการ แนวหน้าวาไรตี้ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางโทรทัศน์ TNN2 ช่อง 784 ดิจิทัลทีวี หรือ TrueVisions 8 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTubeผู้หญิงแนวหน้า by คุณแหน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี