Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับเพิ่มประสิทธิภาพภูมิคุ้มร่างกาย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.
Tag :

ในช่วงที่มีไวรัสระบาดนี้ นอกจากเราจะต้องระมัดระวังตัวไม่ให้ได้รับเชื้อมาทำลายสุขภาพแล้ว เรายังต้องรู้จักดูแลระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่
คุณภาพ เปิดเผยว่า ตามปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์นั้นทำงานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิดมาเรียนรู้การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ดังนี้

1.นอนพักผ่อนให้ถูกต้องและพอเพียง การนอนหลับสนิทในความมืดโดยไม่มีการรบกวนจากแสง เสียง และคลื่นสื่อสารใดๆ นั้นจะทำให้ระบบการผลิตฮอร์โมนที่จะช่วยต่อต้านความแก่ชราได้รับการผลิตออกมาอย่างมากเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนล้า และที่สำคัญยังช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันได้รับการฟื้นฟูจากการทำงานหนักตลอดวันอีกด้วยจึงควรเข้านอนเป็นประจำให้นอนหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน


2.ได้รับสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างและซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกันอย่างถูกต้องและพอเพียง การรับประทานพืชผักและผลไม้สดตามฤดูกาลโดยเฉพาะพืชผักผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ได้แก่ พืชที่มีสีสันสดใส รวมทั้งเห็ดทุกชนิด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและมีปริมาณน้ำตาลน้อย สมุนไพรต่างๆ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ สารอาหารที่ให้แร่ธาตุสังกะสีสูง เช่น หอยทะเล และผักสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม นอกจากนี้ การดื่มน้ำสะอาดเป็นระยะๆ อย่างพอเพียงก็จะช่วยเสริมการไหวเวียนของโลหิตในร่างกายทำให้ภูมิคุ้มกันในรูปแบบต่างๆ สามารถที่จะไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น

3.การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ นอกจากจะช่วยกระตุ้นการผลิตภูมิคุ้มกันยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายให้ดีขึ้นอีกด้วย และช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนต่อต้านความแก่ชราจากสมองซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่แก่ชราและกระฉับกระเฉงไปด้วย

4.การได้รับวิตามินดีจากแสงแดดเป็นประจำ คนที่ทำงานในที่โล่งแจ้งและได้รับแสงแดดอย่างพอเพียงนั้นจะไม่ค่อยป่วยเป็นไข้หวัดเหมือนคนที่ทำงานในสำนักงานและไม่เคยโดนแสงแดดเลยหรือโดนน้อยมาก เคล็ดลับ
ก็คือวิตามินดีนั้นมีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของคนเรา คนที่ได้รับวิตามินดีอย่างพอเพียงจึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น แต่ต้องทราบด้วยว่าแสงแดดที่ส่องลงตั้งฉากกับผิวหนังจึงจะเกิดการสร้างวิตามินดีที่ผิวหนังได้ และต้องไม่ทายากันแดดที่จะยับยั้งการได้รับการกระตุ้นจากแสงแดด แต่สำหรับคนทำงานออฟฟิศ หรือชีวิตต้องอยู่ในที่ร่มนั้นก็ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการเสริมด้วยวิตามินดีธรรมชาติให้มีระดับที่สมบูรณ์และพอเพียง

5.เจริญศีลภาวนาและการทำสมาธิเป็นประจำ มีวิจัยทางการแพทย์พบว่าการทำสมาธิและการเจริญศีลภาวนานั้นจะสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ นอกจากนี้แล้วการดำเนินชีวิตตามวิถีทางของพุทธศาสนานั้นจะช่วยเพิ่มการมีอายุขัยที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีด้วยตามการศึกษาวิจัยล่าสุดที่ในวารสาร New England Journal of Medicine ลงวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา การแผ่เมตตาก่อนนอน รวมทั้งการสวดมนต์เพื่อทำจิตใจให้สงบและนอนหลับสนิทนั้นเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการมีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ และระบบภูมิคุ้มกัน

6.งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะไปทำลายระบบเซลล์สมองและเซลล์ประสาท และยังไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่องอีกด้วย ผู้ที่เว้นจากการดื่มสุราจะนอนหลับสนิทกว่า การผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราผลิตออกมาได้ดีกว่า และผลที่ตามมาก็คือทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นจากเดิมหลังจากเลิกดื่มสุรา

7.งดเว้นการอยู่ในที่มีฝูงชนพลุกพล่านและอยู่ในที่แออัดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การอยู่ในกลุ่มคนนั้นอาจมีบางคนที่อยู่ในกลุ่มที่มีโรคติดเชื้อบางชนิดที่สามารถถ่ายทอดได้ทางละอองที่ฟุ้งกระจายมาในอากาศรวมทั้งอาจได้รับการเปื้อนปนสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลายจากการไอจามโดยไม่ปิดปากของผู้อื่น นอกจากนี้การอยู่ในห้องที่มีแอร์คอนดิชั่นแต่อากาศไม่ได้รับการกรองที่ถูกต้องเหมาะสมและไหลเวียนอยู่ในห้องตลอดเวลาย่อมจะนำเอาสิ่งเปื้อนปนต่างๆไม่ว่าจะเป็นมลภาวะหรือเชื้อโรคที่ถ่ายทอดติดต่อกันได้ทางการหายใจและการสัมผัส ดังนี้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเป็นผลทำให้เกิดการอ่อนล้าและอาจจะทำหน้าที่ในการปกป้องตนเองไม่ได้ดีดังเดิม

8.ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดลง มีงานวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย การลดระดับของน้ำตาลในเลือดให้เหลือน้อยเท่าที่ร่างกายจำเป็น โดยทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การงดและละเว้นการบริโภคน้ำตาลในอาหารทุกชนิด รับประทานแป้งและอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบให้น้อยลงโดยเฉพาะมื้อเย็น เดินประมาณ 10 นาที หลังจากรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง หรือการทำการเว้นระยะการรับประทานอาหารและมีช่วงเวลาในการรับประทานให้น้อยลงที่เรียกว่าIntermittent Fasting ก็ได้เช่นกัน

9.รับประทานอาหารที่มีแบคทีเรียที่เป็นมิตรต่อร่างกาย เรียกว่า โปรไบโอติก ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในลำไส้และทำหน้าที่เป็นหน้าด่านป้องกันเชื้อโรคร้ายจากภายนอกไม่ให้แพร่พันธุ์ และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย อาหารที่มีโปรไบโอติก เช่น โยเกิร์ต ถั่วหมักและกิมจิ ที่เกิดจากการหมักตามธรรมชาติ ที่สำคัญคือไม่ควรจะรับประทานยาปฏิชีวนะเป็นประจำโดยไม่จำเป็น เพราะอาจไปทำลายแบคทีเรียที่เป็นมิตรของเราอีกด้วย

10.หาทางผ่อนคลายและลดความเครียด ความเครียดทั้งร่างกายและจิตใจนั้นมีผลกระทบต่อทุกระบบของการทำงานของร่างกายมนุษย์ การเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายไม่ว่าการผ่อนคลายร่างกายจากการไปทำสปา อาบน้ำแร่ นวดสัมผัสด้วยน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการทำสมาธิบำบัดหรือการเดินทางเพื่อพักผ่อนในวันหยุดล้วนแล้วแต่มีผลทำให้ความเครียดลดลง และระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นแทบทั้งสิ้น

ทุกคำแนะนำที่กล่าวมานั้น ถ้าทำได้ระบบภูมิคุ้มกันต้องดีขึ้นแน่ สำหรับผู้ที่สนใจต้องการศึกษาเพิ่มเติมแบบเจาะลึกนำไปปฏิบัติจริงได้ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมกับ ชมรมโภชนวิทยามหิดล จะจัดอบรมความรู้ออนไลน์ เรื่อง โภชนาการและสมุนไพรเพื่อการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ต้านโรค และชะลอวัย โดยวิทยากร คือ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ และ รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ โดยอบรมสดออนไลน์ (Online) ในวันเสาร์ที่ 9 และ 16 พฤษภาคมนี้รายละเอียดที่ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือโทร.08-63100047

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top