ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ด้วย5เทคนิค Work from Home  แบบเฮลตี้ สุขใจ ร่างไม่พัง

ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ด้วย5เทคนิค Work from Home แบบเฮลตี้ สุขใจ ร่างไม่พัง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.
Tag :

 

 


ปัจจุบันการ “ทำงานอยู่ที่บ้าน” (Work from Home) ที่เป็นความฝันของมนุษย์เงินเดือนหลายคน ได้ถูกนำมาปรับใช้ในหลายๆ องค์กร หลังจากที่ประชากรทั้งโลก กำลังเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 และเพื่อเป็นตัวช่วยให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนที่นั่งทำงานอยู่บ้าน ไม่เจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆ เพราะไลฟ์สไตล์ที่อาจเปลี่ยนไปเป็นการนั่งทำงานยาวจนไม่แอคทีฟเนสท์เล่ มี 5เทคนิคง่ายๆ ตามหลักคนไทยแข็งแรงด้วย 3 อ. – อาหารออกกำลังกาย และอารมณ์ เพื่อช่วยให้ทุกคนทำงานอยู่ที่บ้านได้แบบแฮปปี้ แถมยังเฮลตี้ทั้งกายและใจ

1.กินดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด นอกจากการกินร้อน ช้อนใครช้อนมันแล้ว การเลือกบริโภคอาหารและของว่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอีกทางเลือกที่ดี เทคนิคง่ายๆคือกินอาหารปรุงสุกใหม่ และกินผักผลไม้เพื่อเพิ่มวิตามินให้ร่างกายแข็งแรง และอย่าลืมเช็คว่าอาหารหรือของว่างที่เลือกมีประโยชน์หรือเปล่า อาจสังเกตจากฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ที่มีการระบุปริมาณแคลอรี น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมไว้อย่างชัดเจน อย่างน้อยก็ไม่ทำให้น้ำหนักพุ่งพรวด หรือ เจอโรคภัยที่ไม่พึงประสงค์ อย่างเบาหวานหรือความดันถามหา

2.ทำงานที่บ้านก็(ยัง)ต้องฟิต ปกติอยู่ที่ทำงาน ยังมีนัดประชุม หรือ มุมกาแฟให้ลุกมาเปลี่ยนอิริยาบถ ชิทแชทกับเพื่อน แต่พอต้องนั่งทำงานอยู่บ้าน หลายคนอาจทำงานเพลินจนลืมว่า นั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อมาหลายชั่วโมงโดยไม่ละจากจอ จนคอ บ่า ไหล่ หลัง เริ่มออกอาการประท้วง วิธีง่ายๆ คือ เตือนตัวเองให้ลุกขึ้นมาขยับตัวทุกชั่วโมง หากรู้ตัวว่าเป็นคนขี้ลืม อาจตั้งเวลาเตือนในโทรศัพท์ เพื่อกระตุ้นให้ตัวเองลุกเดินไปมา หรือ ถ้าเป็นสายฟิต อาจจะออกกำลังกายด้วยท่ายืดเหยียดบริเวณไหล่และต้นคอ หรือจะกายบริหารง่ายๆ แบบไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์มากมายอย่างน้อยก็ได้เผาผลาญแคลอรี

3.งานหนักแค่ไหนก็ยังต้องอารมณ์ดี เวลาพักเที่ยง 1 ชั่วโมงที่เคยดูเหมือนสั้นเวลาอยู่กับเพื่อน แต่พอต้องกินข้าวคนเดียวที่บ้าน อาจจะกลายเป็นเวลาที่ยาวนานเกินไป ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้ตัวเองเศร้าหงอยอยู่คนเดียว คุณอาจใช้เวลานี้แชทไปคุยกับเพื่อนที่อาจจะกำลังเหงาเหมือนกัน หรืออาจจะเปิดเพลงโปรดคลอเบาๆ นอนเอนหลังซักพัก ถือเป็นการชาร์จพลังให้พร้อมกลับมาลุยงานต่อช่วงบ่าย

4.จัดตารางชีวิตให้ลงตัวข้อดีของการทำงานออฟฟิศ คือ ต่อให้ทำงานเพลินแค่ไหนพอพักเที่ยงก็ต้องเป็นเวลากินข้าว แต่พอต้องนั่งทำงานที่บ้านคนเดียว อาจจะทำให้หลายคนทำงานเพลินจนลืมเวลา ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพและสุขอนามัย ทางที่ดี ควรทานอาหารเที่ยงตรงเวลาเหมือนเดิม หรือใครที่อยู่กับครอบครัว อาจกินอาหารกลางวันพร้อมหน้ากับสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้แล้ว ก็ยังควรเลิกงานเป็นเวลาเช่นกัน การนั่งทำงานยาวไปจนดึกดื่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เพราะจะกลายเป็นสะสมความเครียดให้ตัวเองไม่รู้ตัว ซึ่งผลเสียที่ตามมา นอกจากจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ยังทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายตก และเสี่ยงต่อการป่วยได้

5.สถานการณ์ไหนก็ต้องเป๊ะ ถึงจะเปลี่ยนฟิลมาทำงานที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเป็นมืออาชีพในการทำงานจะลดลง เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าเจ้านาย ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงาน จะวิดีโอคอลมาหาคุณเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ควรเตรียมตัวให้พร้อมสร้างความสดใสให้ตัวเองด้วยการแต่งตัวให้พร้อมเสมือนว่าต้องออกจากบ้านไปทำงาน ที่สำคัญอย่าลืมวางแผนการทำงานให้เป็นระบบ จัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละชิ้นให้ดี เพื่อให้ผลงานที่ออกมายังมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเดดไลน์ที่กำหนด ไม่เบียดบังเวลาส่วนตัวมาเป็นเวลางาน

ทั้งหมดนี้ คือ 5 เคล็ดลับการทำงานที่บ้านแบบเฮลตี้งานไม่เสีย กายไม่พัง โดยยึดหลักคนไทยแข็งแรงด้วย3 อ. อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ เพราะในภาวะเช่นนี้ เนสท์เล่อยากร่วมเป็นแรงหนึ่งที่สนับสนุนให้ทุกคนดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงทั้งกายและใจ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top