โซไซตี้ : ปรับวิธีคิดพิชิตโควิด–19 ดิสรัปชั่น

โซไซตี้ : ปรับวิธีคิดพิชิตโควิด–19 ดิสรัปชั่น

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัญหาความเครียดสะสมในสังคมบ้านเราขณะนี้ยังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID–19) ไปทั่วโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ข้อมูลข่าวสารมากมายได้สร้างความตื่นตระหนก วิตกกังวลและความเครียด จนส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ เราจะรับมือกับความตื่นตระหนกและวิตกกังวลนี้ได้อย่างไร


โค้ชระดับแนวหน้าของเมืองไทย โค้ชจิมมี่–พจนารถ ซีบังเกิด ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะโค้ช (Jimi The Coach Group) ให้มุมมองว่า การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงของโควิด–19 ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในโลก ถ้ามองย้อนไปในอดีตจะพบว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งไม่ว่าจะเป็น อหิวาตกโรค กาฬโรค โรคซาร์สโรคไข้หวัดนก และโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บถือเรื่องปกติธรรมชาติ แต่พอคนเราได้รับรู้ข่าวสารว่ามีผู้เสียชีวิตก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลและเครียด เพราะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ดัง กล่าวว่า “เฮ้ย..ถ้าเป็นเราล่ะ?”อันนี้คือ จินตนาการที่เกินความเป็นจริงไปก่อนแล้ว ยิ่งผลของการแพร่กระจายของโควิด-19 มีการแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งการแพร่กระจายจริงของโรค จากการไม่ศึกษาข้อมูลของประชากรบางกลุ่ม และการแพร่กระจายของข่าวสารทางโซเชียลมีเดีย ยิ่งทำให้ความตื่นตระหนกเพิ่มความรุนแรงขึ้น

โค้ชจิมมี่ แชร์แง่คิดดีๆ ในการดูแลสุขภาพกายและรักษาใจไม่ให้ตื่นตระหนกในวันที่โควิด-19 ระบาดหนักได้น่าสนใจว่า วิธีที่จะทำให้เราก้าวข้ามจากสถานการณ์นี้ไปได้ก็คือ ความแข็งแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ต้องดูแลตัวเองด้วยการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สภาวะจิตใจของเราเอง ไม่ให้เราจิตตกไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องดูแลสภาวะกาย สภาวะใจ ไม่วิตกกังวลจน “โรคระบาด” กลายเป็น“โลกระเบิด”

แจ็ค แคนฟิลด์ (Jack Canfield) นักเขียนผู้โด่งดังจากหนังสือ “พลังแห่งชีวิต”(Chicken Soup for the Soul) และ“วิธีขโมยความสำเร็จจากอนาคต” (The Success Principles) เคยกล่าวไว้ว่าเราสามารถที่จะกำหนดได้ว่า Outcome หรือผลลัพธ์ในชีวิตที่เราต้องการคืออะไร เมื่อผลลัพธ์ของเราชัดเจน พลังงานหรือEnergy ของเราจะไปอยู่ที่นั่น แล้ว Energyในส่วนอื่นๆ ที่จะทำให้เราจิตตก รู้สึกกังวลใจก็จะหายไป สมการนี้ก็คือ E + R = Oโดย E คือ Event หรือสถานการณ์รอบๆ ตัวเรา ส่วน R คือ Response เป็นวิธีที่เราจะดำรงตนหรือตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นๆ อย่างไรในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้ได้ตัว O คือ Outcome หรือสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเรากำหนด Outcome ที่เราต้องการภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ว่า “เราต้องมีชีวิตอยู่ได้ อยู่รอดปลอดภัยจากเชื้อโรค” หมายความว่า เราจะต้องมุ่งความใส่ใจไปที่ Response - R คือ การตอบสนองต่อสถานการณ์ (Event - E) ที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งในที่นี้ E เป็นสถานการณ์ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเราไม่ได้เป็นตัวผลิตเชื้อโรค ไม่ได้เป็นตัวทำลายเชื้อโรค ไม่สามารถบังคับคนอื่น และสถานการณ์รอบตัวให้เป็นไปในแบบที่เราต้องการได้ 100% ดังนั้นแทนที่จะไปมุ่งความสนใจที่ E แล้วใช้พลังงานไปกับความเครียด กลุ้มใจ เสียขวัญกำลังใจในสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้ในขณะที่สิ่งที่เราต้องการคือ การเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่รอด เป็นผู้ที่ไม่รับเชื้อโรค และไม่ส่งต่อเชื้อโรคนี้ต่อไป เราควรตั้งสติและหันมาบริหารจัดการการใช้ชีวิตการดำรงอยู่ และการปฏิบัติตัวของเราให้ตอบสนอง Outcome -O ที่เราต้องการ ก็จะสร้างสรรค์และสบายใจกว่านอกจากนี้ ถ้าเราเป็นผู้นำองค์กรที่ต้องบริหารจัดการธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรง (Disruption) เราจะต้องดำรงตนอย่างไรให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคและวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ อยากให้ลองนึกถึง “ผู้ตาม” หรือ “พนักงาน” ของเราว่าเขาจะหวั่นไหวแค่ไหน? ถ้าผู้นำดำรงตนอยู่ด้วยความกังวลใจและเป็นทุกข์

โค้ชจิมมี่ แนะนำว่า การที่จะทำให้ธุรกิจดำรงอยู่ได้ ปัจจัยสำคัญของธุรกิจคือพนักงาน พนักงานต้องไม่เสียขวัญ ไม่เสียกำลังใจ กำลังใจของผู้ตามก็อยู่ที่ผู้นำ กำลังใจของผู้นำก็อยู่ที่ผู้ตามด้วยเช่นกัน ธุรกิจต้องปรับตัวให้ดำรงตนอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถ้ายอดขายจะลดลงก็เป็นธรรมดาของสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวลจนเกิดความเครียด และส่งผลสะเทือนขวัญและกำลังใจของทีมงาน เพราะทุกคนถูกกระทบเหมือนกันหมดทั่วโลก ช่วงเวลานี้ควรหาโอกาสที่อาจจะเปิดช่องทางใหม่ๆ ในภาวะวิกฤติที่สร้างสรรค์ และอาจค้นพบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ดีขึ้นอย่างไม่คาดคิดก็ได้ สิ่งที่จะต้องรักษาไว้คือ ขวัญและกำลังใจของพนักงาน ศักยภาพขององค์กร สินค้าที่มีคุณภาพ จึงอยากฝากถึงผู้ที่ดูแลทรัพยากรบุคคลในองค์กร ทั้ง HR(Human Resources) และหัวหน้าทีม (Line Managers & Team Leads) ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการผู้คนในองค์กร ต้องตั้งสติให้ดี นโยบายที่ประกาศออกไปต้องเป็นไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและห่วงใย เป็นมาตรการที่ป้องกันและรักษาชีวิต รักษาความปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อตัวพนักงาน เพื่อให้พนักงานรับรู้และรู้สึกว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์อย่างไรก็ตาม องค์กรพร้อมที่จะดูแลและมีแผนรองรับเสมอ

สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือผู้ที่เป็นหัวหน้าทีมที่ต้องดูแลบุคลากรจำนวนมากให้คิดอย่างรอบคอบว่า จากสถานการณ์นี้ เราต้องการOutcome หรือผลลัพธ์แบบไหนต้องการให้สถานการณ์เป็นอย่างไรในสิ่งที่เราควบคุมได้ ซึ่งสิ่งที่เราควบคุมได้ก็คือ สติ และพฤติกรรมของเรา ถ้าเราดำรงตนได้ด้วยจิตใจที่แข็งแรงคนที่อยู่รอบๆ ตัวเราก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย และที่สำคัญลูกค้าที่เฝ้ามองเรา เขาก็จะดูว่าในสถานการณ์ที่ยากลำบาก คนที่เขาติดต่อสื่อสารใช้บริการ หรือทำธุรกรรมการค้าด้วย ดำรงตนอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้

โค้ชจิมมี่ แนะนำ 3 ปัจจัยแห่งการดำรงตนที่จะช่วยให้วิธีคิดและการตัดสินใจของผู้นำเป็นไปอย่างสมดุลและมีจริยธรรมก็คือ 1.Good for me ดีต่อตัวเรา 2.Good for others ดีต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และ 3.Good for the greater good ดีต่อสังคมมวลรวมและศีลธรรมจรรยา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัดสินใจไปเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ขอให้เช็ค 3 ข้อนี้ เช่น อาจจะตัดสินในลดเงินเดือน ลดเวลาทำงาน หรือเปลี่ยนวิธีการส่งมอบสินค้า ต้องถามว่าดีต่อองค์กร ดีต่อลูกค้าและพนักงาน รวมถึงดีต่อกับสังคมมวลรวมและศีลธรรมจรรยาหรือไม่ ถ้าตัดสินใจดำเนินการตามหลักครบทั้ง 3 ด้าน ขอให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำไปนั้นท่านจะไม่เสียใจหรือตำหนิตนเองในภายหลังแน่นอน และเมื่อผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พนักงาน ลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไป จะยังให้ความเคารพในตัวผู้นำมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งผู้นำและองค์กรซึ่งถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน และหลักคิดนี้ยังสามารถปรับใช้ได้ในทุกๆ สถานการณ์อีกด้วย

“ขวัญและกำลังใจของคนในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำต้องดูแล รวมถึงศักยภาพขององค์กร ทั้งคุณภาพของสินค้าและบริการ การติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนล้วนแล้วแต่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานในองค์กร รวมถึงคู่ค้าทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี” โค้ชจิมมี่ กล่าวทิ้งท้าย

“ในวิกฤติย่อมมีโอกาส”..การดำรงตนให้รอดพ้นท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ นอกจากสุขภาพร่างกายที่จะต้องใส่ใจดูแลแล้ว ความเข้มแข็งมั่นคงจากภายในจิตใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราก้าวผ่านทุกวิกฤตการณ์ไปได้ โดยเฉพาะผู้นำองค์กรที่จะต้องสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพขององค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top