วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569
จากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 นอกจากผู้คนจะหันมาให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพและสุขอนามัยกันมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยังทำให้เกิดการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal ในหลายๆ ด้านทั้งไลฟ์สไตล์ วิธีการทำงาน การดำเนินธุรกิจการศึกษา ฯลฯ ฉะนั้นคุณจึงต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ปรับตัวสู่ความปกติใหม่ และมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่เพื่อพลิกวิกฤตให้กลับกลายเป็นโอกาส ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ แนะนำวิธีดำเนินชีวิตและการทำงานยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข ดังนี้
“สุขอนามัย” ต้องมาก่อน คุณต้องเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวเองให้พร้อมทุกครั้งก่อนจะก้าวออกจากบ้านไม่ว่าจะเป็นการรู้จักสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า หรือ Face Shieldซึ่งเป็นเสมือนเกราะป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส รวมถึงการพกเจลล้างมือแอลกอฮอล์และสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้ใช้สำหรับฆ่าเชื้อที่มองไม่เห็น หมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย และพยายามไม่เอามือไปสัมผัสใบหน้าของตัวเองหรือสัมผัสสิ่งต่างๆ เช่น ประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ ฯลฯ ให้น้อยที่สุด ที่สำคัญต้องเว้นระยะจากผู้อื่นอย่างน้อยๆ 1-2 เมตร เพื่อความปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น
ปรับตัวให้ชินกับเทคโนโลยี ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะการนำระบบออนไลน์ หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ทั้งแอพประชุมออนไลน์ วางแผนงาน รวบรวมข้อมูล รับส่งเอกสาร ไม่เว้นแม้แต่การเรียนการสอน การสั่งซื้อของใช้และอาหาร การบริโภคข่าวสาร รวมทั้งการใช้งาน Social Media ต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างชำนาญ พร้อมกับทำความรู้จักกับแอพใหม่ๆ เพื่อเพิ่มสกิลในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันให้กับตัวเอง
สร้างสมดุลชีวิต การมีโอกาสได้ทำงานที่บ้าน โดยการลดจำนวนวันการเข้าออฟฟิศ หรือการลดการพบปะผู้คนในสังคม ทำให้หลายคนมองเห็นแนวทางที่จะสร้างสมดุลชีวิต ระหว่างเวลาส่วนตัว การทำงาน และสังคมให้สมดุลมากยิ่งขึ้น เริ่มจากการหันมาดูแลตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ครบหมวดหมู่ ตรงตามเวลาโดยไม่ขาดมื้อใดมื้อหนึ่งไป และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงในขณะที่นั่งทำงานก็ควรจะลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายหรือเปลี่ยนอิริยาบถอยู่บ่อยๆ ควบคู่กับการดูแลจิตใจให้แจ่มใสเบิกบานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดพักจากงานชั่วคราวเพื่อทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือลองทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบ้าง เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่น สมองปลอดโปร่ง มีความคิดโลดแล่นพร้อมสำหรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปรับอารมณ์ลดความเครียด พยายามที่จะเรียนรู้และหาทางจัดการกับความเครียดของตัวเองเสียบ้าง เพราะการกักเก็บความเครียดเอาไว้นาน จะส่งผลเสียทั้งต่อร่างกายและจิตใจ หากรู้สึกอ่อนล้า เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานและการแก้ปัญหาต่างๆ ควรหาวิธีผ่อนคลายตนเองเพื่อดึงความใส่ใจออกจากสิ่งที่กำลังเร้าอารมณ์และยืดเวลาออกไปก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป หรือพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์รุนแรงหรืออารมณ์เสีย ด้วยการฟังเพลง พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ฝึกหายใจเข้าลึกๆ และนับ 1-10 อย่างช้าๆ ฯลฯ นอกจากจะช่วยบริหารจัดการอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ยังช่วยลดความเครียดพร้อมทั้งสามารถกลับมาแก้ปัญหาได้อย่างฉลาดและมีสติได้ไม่ยาก
ไม่หยุดเรียนรู้พัฒนาตนเอง ในโลกของการทำงานที่มีการแข่งขันสูง การหมั่นพัฒนาตนเองถือเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะต้องแข่งขันกับคนอื่น เพราะคนที่จะสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ จะต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมออย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นคุณจึงควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ โดยอาจจะเริ่มจากอ่านหนังสือ การไปฝึกอบรม หรือสมัครเรียนเพิ่มเติมในหลักสูตรต่างๆ ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อพัฒนาต่อยอดการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้างเพื่อนร่วมงาน นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอีกข้อที่มีผลต่อความสุขในที่ทำงานของเราถ้าวันๆ เอาแต่นั่งทำงานหัวโตคนเดียว ไม่คุยไม่ปรึกษาใครเลย คิดดูสิว่าจะน่าเบื่อขนาดไหนแต่หากเรามีการผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยให้คุณทำงานได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีคนไว้คอยปรับทุกข์เมื่อคุณรู้สึกเครียดหรือมีปัญหาในการทำงาน ส่งผลให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและรวดเร็ว แถมยังช่วยให้บรรยากาศในการทำงานเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและไมตรีจิตที่มีให้ต่อกัน
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยให้คุณมีความสุขกับการดำเนินชีวิตและการทำงานมากขึ้น เลิกคิดแง่ลบ เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ หากเรารู้จักปรับตัวและปรับทักษะให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น คุณก็จะก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างที่ตั้งใจและมุ่งหวังไว้ได้ไม่ยาก
สำหรับผู้ที่สนใจการชะลอวัยแบบปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดอบรมเรื่อง ชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ รศ.ดร.สุรพจน์วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดร.ชนิดาปโชติการ, ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, อ.ศัลยาคงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนา และ พล ตัณฑเสถียร โดยจะอบรม 4 วัน คือวันเสาร์อาทิตย์ที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้ รายละเอียดที่www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 089-1428990
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี