วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อเราอายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับไวรัสและการติดเชื้อได้น้อยลงและจำนวนเม็ดเลือดขาวของเราก็ลดลงทำให้ร่างกายรักษาโรคได้ช้าลงเมื่อเราบาดเจ็บหรือเป็นหวัดยิ่งไปกว่านั้น ความเครียดยังมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อร่างกายเมื่อเราอายุมากขึ้นทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เช่น หลับไม่สนิทและรับประทานอาหารได้ไม่ดี ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงในขณะที่วัคซีนต่างๆ ที่เราได้รับ ก็มีประสิทธิภาพน้อยลงในการต่อสู้เชื้อโรคใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยในร่างกาย
นอกจากนี้ องค์ประกอบต่างๆ ในร่างกายเรายังเปลี่ยนแปลงไปตามมวลไขมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มวลกล้ามเนื้อที่ไม่รวมไขมันและกระดูกน้อยลงทำให้เรามีโอกาสที่จะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนได้ง่ายขึ้น และทำให้ประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกันของเราลดลงโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ดี ดร.เดวิด ฮีเบอร์ประธานคณะกรรมการสถาบันโภชนาการเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่นแนะว่า หากเราหันมาใส่ใจเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันเสียแต่เนิ่นๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้ ก็จะนำไปสู่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรงได้เมื่ออายุมากขึ้นและช่วยให้คุณมีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นเมื่อก้าวสู่อายุสูงวัย

เคล็ด (ไม่) ลับเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง
1.เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
โปรตีน ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของเราโดยทำให้ร่างกายผลิตแอนติบอดีที่ป้องกันเราจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย นอกจากนี้ วิตามินเอวิตามินซี และสารพฤกษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบได้ทั่วไปในผักใบเขียวและผลไม้ก็ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแรงได้เช่นกัน
เราไม่ควรละเลยสุขภาพลำไส้และระบบย่อยอาหารเนื่องจากทางเดินอาหารเป็นเส้นทางหลักที่สัมผัสกับสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปและช่วยในการดูดซึมสารอาหารและเพื่อให้ระบบย่อยอาหารมีสุขภาพที่ดีการรับประทานโพรไบโอติกและไฟเบอร์ควบคู่ไปกับมื้ออาหารที่อุดมไปด้วยอาหารจากพืชเช่นผักผลไม้และเมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี จะช่วยปรับสมดุลจำนวน “แบคทีเรียที่ดี”ในลำไส้ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันและกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตรายที่เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร
ที่สำคัญฝึกนิสัยให้รับประทานอาหารได้อย่างสมดุล เราก็จะได้รับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอจากมื้ออาหารในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงและมีสุขภาพดี
2.จัดการความเครียดให้ดีขึ้น
แม้ว่าความเครียดในระดับที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้รักษาป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีแต่ความเครียดที่มากเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด และยังอาจกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล(Cortisol) หรือ “ฮอร์โมนแห่งความเครียด”ซึ่งจะลดการผลิตเซลล์ป้องกันภูมิคุ้มกันของเราที่เรียกว่าลิมโฟไซต์ (lymphocytes)และทำให้เราป่วยได้ง่ายขึ้นเพื่อจัดการความเครียดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราควรนอนหลับให้เพียงพอรับประทานอาหารที่สมดุลออกกำลังกายเป็นประจำ
และมีไลฟ์สไตล์ที่มีสุขภาพดีและกระฉับกระเฉงแข็งแรง
3.ออกกำลังกายเป็นประจำ
โดยบทความศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปี 2562 ของวารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ(Journal of Sport and Health Science)1พบว่าการออกกำลังกายช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันหมุนเวียนในร่างกายได้มากขึ้นและเร็วขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลลัพธ์ดังกล่าวจะอยู่แค่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้สามารถต่อสู้ป้องกันไวรัสได้อย่างเต็มที่
4.รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
โรคอ้วนหรือการมีน้ำหนักเกินจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะเครียดอยู่ตลอดเวลาและส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันอันเป็นผลมาจากการได้รับการกระตุ้นมากเกินไปทำให้เราเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและอาการทางสุขภาพต่างๆ มากมายได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคหัวใจและโรคเบาหวานหากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างนิสัยที่ดีในการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสมดุล รวมถึงออกกำลังกายอยู่เป็นประจำเราก็จะสามารถดูแลรักษาน้ำหนักของเราให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และช่วยสร้างเสริมสุขภาพภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแรงได้อย่างยืนยาว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี