วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569
ในช่วงที่เริ่มมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 กลุ่มนักวิจัยชาวจีนได้ตรวจหายา และสารอื่นๆ กว่า 70,000 ชนิด เพื่อนำมาใช้รักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้พบยาที่น่าสนใจบางชนิด เช่น ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir FPV) และ เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir RDV) นอกจากนี้ แพทย์ไทยได้พบว่ามียาอีกหลายชนิดที่สามารถรักษาโรคโควิดได้ผลดี เช่น โลปินาเวียร/ริโทนาเวียร (Lopinavir/Ritonavir LPV/r) ส่วนทางอินเดียนิยมใช้ยา พลาโคนิล (Placonil) หรือคลอโรควินฟอสเฟต (Chloroquine phosphate CQ) ซึ่งเป็นยาต้านมาลาเรีย
ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir FPV) หรือที่รู้จักกันในชื่อ อวิแกน(Avigan) หรือ ฟาวิลาเวียร์ (Favilavir) หรือ ฟาบิฟลู (FabiFlu) เป็นยาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์กว้าง (Broad Spectrum antiviral drugs) ในการต่อต้านไวรัสพวกอาร์เอ็นเอ (RNA) เช่น อีโบลา ซาร์ส เมอร์ส ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 โดยสามารถป้องกันไวรัสโดยตรงจากการแบ่งตัวในเซลล์กำจัดไวรัสได้อย่างรวดเร็ว บรรเทาอาการปอดอักเสบของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการดื้อยาสูงและมีอาการไม่พึงประสงค์เพียงเล็กน้อย
“ฟาวิพิราเวียร์” พัฒนาโดยบริษัทโตยามะเคมิคอล Toyama Chemical ซึ่งเป็นบริษัทในเครือฟูจิฟิล์มของประเทศญี่ปุ่น ในตอนแรกวางแผนการผลิตใน พ.ศ.2557 สำหรับใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ แต่ต่อมาพบว่า ที่โรงพยาบาลอู่ฮั่นและเสินเจิ้นของจีน สามารถนำไปใช้รักษาโรคโควิดและโรคจากไวรัสพวกอาร์เอ็นเอ RNA หลายชนิดได้ผลดีมีความปลอดภัยสูงด้วย ฟาวิพิราเวียร เป็นยาตระกูลเดียวกับเรมเดสสิเวียร (Remdesivir RDV) แต่ราคาถูกกว่า 10 เท่า
ช่วงการระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกในปี พ.ศ. 2557 มีรายงานว่า พยาบาลชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ซึ่งติดเชื้ออีโบลาในขณะที่เป็นอาสาสมัครขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) ในไลบีเรียฟื้นตัวจากโรคหลังจากได้รับยา ฟาวิพิราเวียร
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 บริษัทฟูจิฟิล์มสามารถผลิตยา ฟาวิพิราเวียร์/อาวิแกน สำหรับรักษาผู้ป่วยได้ 100,000 คนต่อเดือน และเพิ่มการผลิตให้สามารถรักษาได้ 300,000 คนในเดือนกรกฎาคม 2563 รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมสะสมยาอาวิแกนไว้สำหรับการรักษาผู้ป่วย 2 ล้านคน
ขณะนี้ ได้บริษัทโทยามาของญี่ปุ่น ได้ทำความตกลงที่จะให้ใช้สิทธิบัตรขยายการผลิตยาฟาริพิราเวียร์ กับบริษัท Carelink และ Zhejing Hisun Phamacutical (HISUN) ประเทศจีน บริษัท Dr Reddy’s, Cipla ,GlenmarkPharmaceuticalประเทศอินเดีย และ บริษัท GRA Global Respond Aid ประเทศดูไบ
ยาฟาวิพิราเวียร ของบริษัทโทยาม่า/ฟูจิ ฟิลม์ ในญี่ปุ่น ทำมาจากสารตั้งต้น คือ ไดเอทิล มาลโลเนท (Diethyl malonateDEMC7H12O4 )หรือ กรด มาลโทนิคซึ่ง ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยา(chloroquine, phenylbutazone, sulfamethoxazole และ barbital) ใช้เป็นสารกันบูดในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร เช่น ผักดองเปรี้ยว เต้าเจี้ยว ซอสถั่วเหลือง ขนมปัง ขนมเค้ก ก๋วยเตี๋ยว กิมจิ นมข้น และน้ำผลไม้ เพื่อยับยั้งหรือฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เช่น เชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด แทนกรดเบนโซอิคที่เคยใช้กันมาก่อน ใช้เป็นสารให้กลิ่นหอมในการผลิตน้ำหอม สารกำจัดวัชพืช วิตามิน และสีย้อม โดยอาจใช้สารตั้งต้นที่ทำมาจากแป้งข้าวโพด หรือ แป้งมันฝรั่ง มีสารมาลโทนิคนี้มีอยู่ในผลไม้ธรรมชาติที่มีกลิ่นหอม เช่นสัปปะรดสีเขียว ฝรั่ง กล้วย สตรอเบอรี่ และ แบลกเบอรี่
การผลิตกรดมาลโทนิคในประเทศญี่ปุ่นทำโดยบริษัท TCI Tokyo Chemical Industry และ Denka ผลิตในประเทศจีนโดยบริษัท HefeiTNJAnhui Jinbang Medicine Chemical, Hebei Chengxin, Nanlin Chemical, Puhua Chemical, Tiande Chemical, Ziguang Chemical และ Junwee Chemical ส่วนทางประเทศอินเดียก็มีการผลิตโดยบริษัท Shilpa Chemsec International Pvt
มีการผลิตฟาวิพิราเวียร ในอินเดียตามสิทธิบัตรจากญี่ปุ่น โดยบริษัท Biopore, Metrochem , ZCL, Glenmark Phamaceuticals ส่วนในประเทศจีนมีการผลิตโดยบริษัท Zhejiang Hisun Phamaceutical ,Mylan และ Salian Pichon Chem
ยาฟาวิพิราเวียร ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิดในประเทศไทยได้รับผลดีสามารถป้องกันไม่ให้ไวรัสแบ่งตัวต่อไปได้ โดยขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ RNA polymerase ที่ใช้ในการแบ่งตัวและขยายพันธุ์ของไวรัส โดยมีข้อห้ามใช้กับหญิงตั้งครรภ์ นำไปใช้ที่สถาบันบำราศนราดูร และโรงพยาบาลทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งได้รับการบริจาคหรือซื้อมาจากประเทศจีน และญี่ปุ่น
ขณะนี้ องค์การเภสัชกรรมของประเทศไทย กำลังเตรียมการผลิตยาฟาวีพิราเวียร์ในประเทศไทย โดยนำวัตถุดิบมาจากบริษัท Zhejiang Hisun Pharmaceutical Company ประเทศจีน และกำลังพยายามหาทางผลิตสารตั้งต้นของยาชนิดนี้ในประเทศไทยในโอกาสต่อไป เนื่องจากลิขสิทธิ์ของยาชนิดนี้ได้หมดลงแล้ว ทำให้สามารถผลิตยาฟาวิราเวียรในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย นอกจากนี้ องค์การเภสัชกรรมไทย ยังทำการผลิตยาเม็ดLopinavir/Ritonavir และ Darunavir แล้วด้วย
ยาทามิฟลู หรือโอเซลทามิเวีย (Oselthamivir, Tamiflu) ที่ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่ได้ผลดี ใช้วัตถุดิบสำคัญที่ทำมาจากเมล็ดโป๊ยกั๊ก หรือ จันทน์แปดกลีบ (Star anise, Pimpinelle anism, Illicium vercum, dill) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัส ใช้เป็นอาหารและยา มากว่า 4,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน และอียิปต์ โป๊ยกั๊ก เป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวขาหมู ก๋วยจั๊บ ไข่พะโล้ เป็ดพะโล้ กระเพาะปลา หมูตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเลียงจันทบุรี หมูฮ้องภูเก็ต พริกลาบจิ้นไก่และลาบคั่วล้านนา ข้าวหมกไก่ แกงกะหรี่และซุปหางวัวอิสลาม
ยาโลปินาเวียร์ (Lopinavir)เป็นยาต้านไวรัสโรคเอดส์ ใช้ยับยั้งเชื้อไวรัสซาร์สซีโอวีทูในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลองอย่างหนูและลิงได้ผลดีใช้วัตถุดิบที่ทำมาจากต้นเอ็กไคนาเซีย เพอร์พูเรีย (Echinacaea purpuria) ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้านของพวกอินเดียนแดง ใช้รักษาโรคหวัด ปวดฟัน ตาอักเสบ งูกัด แผลติดเชื้อ ฆ่าเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ เป็นพืชในสกุลทานตะวัน
ยาริโทนาเวียร์(Ritonavir RTV) เป็นยาเม็ดกินทางปาก สำหรับเพิ่มความต้านทานโรคเอดส์ คิดค้นโดยบริษัทอเมริกันชื่อ AbbVie.Inc ซึ่งอยู่ในเครือ Abbot Laboratories มีสรรพคุณต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ใช้สารสำคัญจากใบแปะก๊วย (Ginkgo Biloba) ซึ่งได้มาจากต้นแปะก๊วย (Maidenhair tree) ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ สูง 100 ฟุต มีมาตั้งแต่ 270 ล้านปีก่อนและเป็นอาหารของไดโนเสาร์กินพืช มีต้นกำเนิดในประเทศจีน หมอจีนใช้บำบัดอาการไอ หืด และภูมิแพ้มานับพันปี
ยาคาเลทราKaletra (เป็นการผสมกันของตัวยา Lopinavir และ Ritonavir) จะสกัดกั้นการทำงานของ 3–chymotrypsin–like protease (3CLpro) เอนไซม์สำคัญที่ช่วยให้ไวรัสโคโรนาสามารถแบ่งตัวและขยายพันธุ์ได้
ยา “เรมเดสสิเวียร์ Remdesivir” ของบริษัทกีเลียด Gilead สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นยาฉีด เข้าหลอดเลือดดำ ที่มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้อย่างกว้างขวาง และสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ช่วยให้ไวรัสซาร์สซีโอวีทูเพิ่มจำนวนขึ้นในปอดขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่ชื่อว่า RNA polymerase ที่ไวรัสหลายประเภทต้องใช้ในการแบ่งตัวและขยายพันธุ์ออกไปช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของปริมาณไวรัสในเซลล์ เพื่อซื้อเวลาให้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการออกมาปราบปรามไวรัส ยาเรมเดสิเวียร ผลิตขึ้นเพื่อรักษาโรค อีโบล่า ในแอฟริกา ได้ถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยโควิดอาการหนักในประเทศจีน แต่มีผลข้างเคียงต่อตับและเป็นอันตรายต่อเด็กเล็กจนมีการสั่งระงับการใช้ยาเป็นการชั่วคราวมีโรงงานที่ได้รับสิทธิบัตรการผลิตในประเทศอินเดีย (Cipla , Hetero Drugs,Dr.Reddy’s, Eva Phama, Ferozsons Lab, Jubilant Live Science,Mylan,Syngene Biocon, AydusCadila Healthcare) อิหร่าน (Barakat) โดยใช้วัตถุดิบนำเข้าจากประเทศจีน
ยาพลาคิวนิล Plaquenil หรือ Hydroxychloroquine HCQ หรือ Axemal ซึ่งเป็นยาต้านมาลาเรีย ผลิตโดยบริษัท Novatis ของสวิตเซอร์แลนด์ ใช้ป้องกันโรคโควิดขั้นรุนแรงอย่างได้ผลที่ประเทศอินเดีย อินเดียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตยาไฮดรอกซีคลอโรควิน รายใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวกันว่า ผู้ผลิตในประเทศมีความสามารถในการผลิตยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ประมาณ 100 ตันต่อเดือน ซึ่งจะเพียงพอต่อการใช้สำหรับผู้คนประมาณ 70 ล้านคน ในอินเดียสามารถซื้อยาไฮดรอกซีคลอโรควินได้ที่เคาน์เตอร์ร้านขายยาทั่วไปราคาไม่แพง แต่การใช้งานถูกห้ามโดยองค์การอนามัยโลก และสหรัฐอเมริกาเพราะมีผลข้างเคียงต่อผู้เป็นโรคหัวใจที่อาจทำให้ตาบอดหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะล้มเหลว ทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับยามีอัตราเสียชีวิต ถึง18%
ตำราแพทย์แผนโบราณของไทยและตำราอายุรเวชของอินเดีย ได้ระบุชื่อพืชผักสมุนไพรที่ใช้ป้องกันและรักษาโรคหวัด ที่เป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น กะเพรา โหระพา แมงลัก สะระแหน่ หอมแดง ตะไคร้ กระเจี๊ยบ มะขามป้อม ขิง มะนาว มะขามเปียก ฟักเขียว มะแข่น คาวตอง
ศิลาจารึกวัดโพธิ์ ได้จารึกตำรับยาสำคัญชนิดหนึ่งชื่อ จตุผลาธิกะ (Chatuphalatika CTPT) ซึ่งเป็นตำรับยาไทยแผนโบราณ อันสืบเนื่องมาจากชื่อผลไม้ที่เป็นเภสัชอายุกว่า 2,500 ปี สมัยพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎก ประกอบด้วย สมอไทย (Terminalia chebula Retz.) สมอพิเภก (Terminalia bellirica Linn, Combretaceae)สมอเทศ (Terminallia Arjuna Roxb.) และมะขามป้อม (Phyllanthus emblica Linn.Euphobiaceae) มีสรรพคุณ ขับล้างกำจัดสารพิษ เสริมระบบคุ้มกัน ถ่ายไข้ และเสริมการทำงานของเม็ดเลือด โดยมีการวิจัยทางการแพทย์สนับสนุน (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/29298537)
ยาแก้ไอแผนโบราณของไทยอย่างหนึ่งชื่อ อำมฤควาที มีสรรพคุณบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ประกอบด้วยรากชะเอมเทศ เนื้อลูกมะขามป้อม ลูกสมอพิเภก โกศพุงปลา เทียนขาว และลูกผักชีลา มีเอกสารจีนระบุว่า รากชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabraหรือ ) ซึ่งมีความหวานกว่าน้ำตาล 50 เท่า อาจมีสรรพคุณต้านไวรัสโควิดได้ (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7311916/)
คนไทยโบราณ มีวิธีแก้ไข้หัวลม ซึ่งมักเกิดตอนเปลี่ยนฤดู ช่วงเดือนธันวาคม ถึง พฤษภาคม ด้วยการกินแกงส้มดอกแค เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย เพราะแกงส้มมีมะขามเปียกที่มีวิตามินซีสูง ถอนพิษไข้ และดอกแคก็ช่วยลดไข้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังนำครกตำหอมแดงไปวางไว้ในมุ้งหัวนอนของเด็กที่เป็นหวัดหายใจไม่สะดวกได้ผลดีมาแล้วหลายร้อยปี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี