วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เพื่อรองรับกับการเปิดเรียนอยู่ในขณะนี้ กลุ่มเยาวชนวัย 12-18 ปีกำลังทยอยรับวัคซีนป้องกันโควิด-19ชนิด mRNA อยู่ ดังนั้นเพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้ปกครองและเยาวชนที่กำลังลังเลในการเข้ารับวัคซีน mRNA และ เพื่อนำเสนอข้อมูลหลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในกลุ่มเยาวชนอายุ 12-18 ปี เครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย (THOHUN) จึงได้จัดกิจกรรมเสวนาออนไลน์ “One Health in the Virtual Park” ขึ้นโดยร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อแบ่งปันข้อมูลในหัวข้อ “วัคซีน mRNA ในเด็ก ดีจริงไหม อันตรายหรือไม่ ตัดสินใจยังไงดี?”
หลายๆ คน อาจสงสัยว่าทำไมเยาวชนวัย 12-18 ปี จึงต้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA ของไฟเซอร์ แทนที่จะเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (inactivated vaccine) อย่างซิโนแวค หรือวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (recombinant viral vectorvaccine) อย่างแอสตราเซเนกาเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้สูงอายุ
ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ กุมารแพทย์จากภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวขยายความประเด็นนี้ในการเสวนาออนไลน์ว่า “วัคซีน mRNA ได้มีการใช้ฉีดให้กลุ่มเด็กวัยรุ่นในทุกทวีปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา ลาตินอเมริกา ยุโรป หรือในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์แล้ว ดังนั้น เราจะพบว่ามีข้อมูลมากเพียงพอต่อการตัดสินใจให้ใช้วัคซีน mRNA ในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ส่วนการฉีดวัคซีนชนิดอื่นๆ ในเด็ก ยังต้องรอต้องมีผลวิจัยและมีข้อมูลที่ชัดเจนมารองรับเสียก่อน”
โดยขณะนี้ ในประเทศไทยมีเพียงวัคซีนชนิด mRNA เท่านั้น ที่ได้รับอนุมัติจาก อย. ให้สามารถใช้ในเด็กอายุ 12-17 ปีได้ และสาเหตุที่ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่นๆ เป็นเพราะว่ายังไม่มีผลการวิจัย และหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนมากเพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา พบว่าเด็กที่ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการของโรคโควิด-19 รุนแรง ล้วนเป็นเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าการรับวัคซีน mRNA ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 และการเกิดอาการป่วยรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ด้วย
.jpg)
ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ
แต่ก็มีข้อมูลหลายกระแสเกี่ยวกับอาการข้างเคียงรุนแรงของผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดนี้ โดยมีบางรายที่พบว่าเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเกิดความลังเลที่จะพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีน mRNA ที่ถูกจัดสรรให้ทั้งที่จริงๆ แล้ว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เองก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออักเสบได้ โดยมีอัตราการเกิดอยู่ที่ 450 ใน 1,000,000 ราย ซึ่งนับเป็นอัตราที่มากกว่าการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่สูงกว่า ที่เกิดจากการฉีดวัคซีน mRNA ถึง 9 เท่า ซึ่งภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกิดจากวัคซีน mRNA สามารถสังเกตได้ โดยมักจะเกิดหลังจากที่รับวัคซีนโดสที่สองไปแล้ว 3-7 วัน และมักมีอาการในเพศชายมากกว่า
ในเรื่องนี้ อ.นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์และที่ปรึกษาด้านโรคหัวใจ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ว่า “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่หลังจากการรับวัคซีน mRNAนี้ มีความรุนแรงน้อยกว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อโควิด-19 และมีอาการที่แตกต่างจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันในกลุ่มผู้ใหญ่ โดยจะมีอาการเจ็บหน้าอกและคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ และ 95%ของผู้ป่วยจะเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำมีอาการแล้วไม่รุนแรง หรือสามารถหายได้เอง”
นอกจากนี้ ศ.พญ.ธันยวีร์ และ อ.นพ.รังสฤษฎ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNAเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อและการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอาจมีส่วนป้องกันการเกิดอาการหลังจากติดเชื้อโควิด-19 (Post-COVID condition)เช่น กลุ่มอาการอักเสบหลายระบบในเด็ก (Multisystem InflammatorySyndrome in Children, MIS-C), ภาวะที่พบผลกระทบระยะยาวของการติดเชื้อโควิด-19(Long COVID) รวมทั้งสามารถป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งสายพันธุ์เดลต้าได้ดี
.jpg)
อ.นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
หากเทียบกันแล้ว ประโยชน์ของการรับวัคซีน mRNA ในกลุ่มเด็กอายุ 12-18 ปี ในเชิงการป้องกันการติดเชื้อ ลดอาการรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 นั้น ถือว่ามีมากกว่าอัตราการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กที่กำลังจะเข้ารับวัคซีนควรพิจารณาให้รอบคอบ
สำหรับเยาวชนอายุ 12-18 ปีที่จะตัดสินใจรับวัคซีน mRNA ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยมีคำแนะนำว่า เด็กชายและหญิงอายุ 16-18 ปีทุกราย รวมถึงเด็กชายและเด็กหญิงอายุ 12-16 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคโควิด-19 รุนแรงอาจถึงเสียชีวิต ควรได้รับวัคซีนทั้ง 2 เข็ม สำหรับเด็กหญิงอายุ 12-16 ปี ควรได้รับวัคซีนทั้ง 2 เข็ม ส่วนเด็กชายอายุ 12-16 ปี ให้ฉีดเพียงเข็มเดียวก่อนแล้วให้พิจารณาตามอาการว่าจะฉีดเข็มที่ 2 หรือไม่ เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่พบความเสี่ยงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ/เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมากที่สุดในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค และผู้เชี่ยวชาญในคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ระบุว่าเด็กชายอายุ 12-16 ปี สามารถฉีดวัคซีน mRNA ทั้ง 2 เข็มได้
ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการฉีดวัคซีน mRNA ในเด็กไว้ว่า “ในประเทศไทยเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ควรฉีดวัคซีนเข็มที่ 2เพราะจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อได้สูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ป่วยหรือมีโรคประจำตัว ควรรับวัคซีน 2 เข็มเนื่องจากหากเด็กกลุ่มนี้ หากติดเชื้อโควิด-19 จะมีโอกาสเข้าโรงพยาบาลและมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กปกติทั่วไปเราจึงแนะนำให้เด็กกลุ่มนี้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2”
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและงานวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ใหม่ๆ มีการเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่องดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กควรติดตามข้อมูลที่อัพเดตใหม่อย่างสม่ำเสมอ
สนใจรับชมเสวนาออนไลน์แบบย้อนหลังเพื่อฟังสาระแบบเต็มๆได้ที่นี่ https://www.facebook.com/NCOTHOHUN/videos/624248442288822
และติดตามข่าวสารกิจกรรมเสวนา “One Health in the Virtual Park” ครั้งต่อไป และสรุปเนื้อหาเด็ดๆจากกิจกรรมที่ผ่านมาได้ที่เฟซบุ๊คเพจ Thailand One Health University Network (https://www.facebook.com/NCOTHOHUN) และเพจ PERCEPTiA(https://www.facebook.com/page.perceptia)
.jpg)
ผศ.ดร.แสงเดือน มูลสม ผู้ประสานงานมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย (THOHUN),ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ กุมารแพทย์ฯจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ พญ.สุเนตร ชื่นกิจมงคล รองผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี