วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ผู้หญิง
บางเรื่องราวในสังคมไทยมันถูกปิดกั้นโดยใครบางคน ดังนั้นความจริงก็จึงไม่ปรากฏ

บางเรื่องราวในสังคมไทยมันถูกปิดกั้นโดยใครบางคน ดังนั้นความจริงก็จึงไม่ปรากฏ

วันเสาร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
Tag : พลอากาศเอกยุทธพงศ์ กิตติขจร
  •  

มีอดีตนิสิตนักศึกษาบางคนขอสัมภาษณ์ผมและคุณพ่อผมถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็บอกว่าประหลาดใจมาก เพราะนิสิตนักศึกษาในยุคนั้นไม่เคยทราบเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อผมให้ข้อมูลไปแล้วก็ปรากฏว่าข้อมูลสูญหายไป  

ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย นำคุณไปสนทนากับ พลอากาศเอกยุทธพงศ์ กิตติขจร ถึงมุมมองของคนในครอบครัวกิตติขจร ที่มีต่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 


ทุกปีเมื่อถึงเดือนตุลาคม คนบางกลุ่มในสังคมไทยก็จะจัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เป็นประจำและมีการพูดถึงอดีตไปต่างๆ นานาตามแง่คิดมุมมองของแต่ละฝ่าย ขอเรียนถามว่าผลของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ส่งผลกระทบกระเทือนอย่างไรต่อบุคคลในครอบครัวกิตติขจรบ้างครับ 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : มีผลกระทบด้านลบกับคนในครอบครัวเรามากครับ ประการแรกพี่ชายผมพันเอกณรงค์ ที่มีบทบาทอยู่ในเหตุการณ์นั้นต้องออกจากราชการ แล้วเดินทางไปต่างประเทศ และคุณพ่อผม จอมพลถนอมก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศเช่นกันในเวลาต่อมา ประการต่อมาหลังเหตุ 14 ตุลาฯรัฐบาลท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านคงถูกบีบคั้นจากหลายๆ ฝ่าย ในที่สุดรัฐบาลก็ออกคำสั่งตามมาตรา 17 ยึดทรัพย์คุณพ่อคุณแม่ เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนในครอบครัวเราอย่างมากครับ เพราะหลายคนมองว่าบ้านเราเป็นคนผิด คนไม่ดี 

เรียนถามถึงอุปนิสัยจอมพลถนอม ผู้ใหญ่หลายคนเล่าให้ผมฟังว่าท่านใจดีมาก ให้เกียรติคนตลอดเวลาในฐานะลูก พี่เห็นอย่างไรบ้างครับ  

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : จริงครับ ท่านใจดีมาก ใจเย็น ให้เกียรติคนทุกคน ไม่เคยต่อว่าใครให้เสียใจหากจะตำหนิก็จะเรียกไปตำหนิเป็นการส่วนตัว ไม่ต่อว่าใครให้เสียหน้าต่อหน้าธารกำนัล เพราะท่านถือว่าไม่อยากให้ใครเสียความรู้สึก และเสียเกียรติ  

ทราบว่านายทหารรุ่นเก่า รักและเคารพจอมพลถนอมมาก พอทราบเหตุผลไหมครับ 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : คุณพ่อเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยมายาวนานครับ มีลูกศิษย์ลูกหาในกองทัพบกมาก แม้แต่ท่านอดีตประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็เป็นลูกศิษย์ท่าน คุณพ่อมีความเมตตาต่อลูกศิษย์ตลอดเวลา สั่งสอนอบรมความรู้ให้ลูกศิษย์ด้วยความรักและปรานี จึงเป็นที่รักของลูกศิษย์ เมื่อลูกศิษย์จบการศึกษาแล้วก็ยังรักเคารพท่าน ท่านไม่ชอบตำหนิผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานที่ยศน้อยกว่าต่อหน้าธารกำนัล ท่านให้เกียรติทุกคนอย่างมาก จึงทำให้ลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงานรักท่าน  

 มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟังว่าสมัยท่านจอมพลถนอม เมื่อครั้งเพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว ท่านช่วยภรรยา (ท่านผู้หญิงจงกล) เลี้ยงลูกเล็กๆ ตลอดเวลา เมื่อว่างภารกิจจากงานของกองทัพบก ช่วยกรุณาเล่าเรื่องนี้ให้ทราบด้วยครับ 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : ครับท่านช่วยคุณแม่เลี้ยงลูกทุกคน บ้านเรามีลูกหลายคน ท่านเสร็จจากงานประจำ ท่านก็ช่วยเลี้ยงลูกครับ ตอนท่านเป็นครูโรงเรียนนายร้อย บ้านเราไม่มีรถยนต์ ท่านมีจักรยานหนึ่งคัน ท่านถีบจักรยานจากบ้านแถวๆ เทเวศร์ไปทำงานที่โรงเรียนนายร้อย ถนนราชดำเนิน ท่านเอาผมนั่งด้านหน้าจักรยาน แล้วเอาพี่ชายผมนั่งซ้อนท้ายเพื่อนำไปส่งโรงเรียนเทเวศร์ศึกษาทุกเช้า แล้วเย็นเมื่อท่านสอนหนังสือเสร็จ ท่านก็ถีบจักรยานไปรับผมและพี่ชายกลับบ้าน  

ขอเรียนถามว่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ จอมพลถนอมยอมเดินทางออกนอกประเทศ เพราะท่านต้องการให้สถานการณ์ความวุ่นวายยุติลง เรื่องนี้หลายคนมองว่าท่านทำเพราะไม่ต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวายมากไปกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ใช่ไหมครับ 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : ช่วงนั้นผมเพิ่งจบการศึกษากลับมาจากอังกฤษ หลังจากได้ทุนไปเรียนต่อ ผมกลับมารับราชการในกองทัพอากาศ ช่วงเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ บ้านเมืองก็วุ่นวาย ในบ้านของเราก็โกลาหลกันมาก ได้รับแรงบีบคั้นมาก ผมจำได้ว่าในช่วงบ่ายวันที่ 14 ตุลาฯ พลเอกจำเป็น จารุเสถียร สมุหราชองครักษ์ ท่านนำความจากรับสั่งมาแจ้งพี่ชายผมว่า มีรับสั่งว่าควรจะออกไปต่างประเทศสักพัก เมื่อพี่ของผมและจอมพลประภาส จารุเสถียร รองนายกรัฐมนตรี รับทราบ ทั้งสองก็ยินดีเดินทางออกนอกประเทศโดยด่วนในค่ำวันนั้น โดยไปไทเป ไต้หวัน เนื่องจากจอมพลประภาสท่านมีความสัมพันธ์อันดีกับทางไต้หวัน ส่วนคุณพ่อผมก็ละล้าละลังว่าจะไปไหนดี เพราะนึกไม่ออก แต่ทางสันติบาลก็มาเตือนว่าไม่ควรอยู่บ้าน เพราะมีกลุ่มมวลชนกลุ่มหนึ่งประกาศจะไปเผาบ้านของเรา ตอนนั้นผมเป็นผู้บังคับฝูงอยู่ดอนเมือง ก็พาคุณพ่อไปที่ห้องทำงานผม แล้วผมเรียนผู้บัญชาการกองทัพอากาศ พลอากาศเอกบุญชู จันทรุเบกษา ให้ทราบ แล้วปรึกษากันว่าจะไปไหนดี สุดท้ายก็ไปสหรัฐฯ เพราะน้องสาว (คุณหญิงทรงสุดา) กำลังเรียนอยู่ที่บอสตัน และมีอพาร์ทเมนต์เล็กๆ อยู่ห้องหนึ่งจึงไปอยู่ที่บอสตัน  

สมาชิกครอบครัวกิตติขจรคนอื่นๆ ได้รับแรงกดดันจากสังคมอย่างไรบ้างครับในช่วงนั้น  

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : เรียนตามตรงครับ กดดันมาก ผมเองก็ได้รับแรงกดดันด้วย อย่างที่ผมเรียนคือผมเป็นผู้บังคับฝูง เมื่อเกิดเหตุก็ถูกย้ายออกจากตำแหน่ง เพราะผู้ใหญ่ในกองทัพอากาศบอกว่าต้องย้ายก่อน เพราะมีแรงกดดันมาจากคนบางคนในรัฐบาลใหม่ แต่ส่วนตัวผมเองก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหา ให้ย้ายก็ย้าย เพราะผมไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดๆ กับใครแต่สุดท้ายผู้ใหญ่ในกองทัพอากาศก็เห็นว่าผมไม่มีพิษมีภัยต่อใคร และผมไม่มีความผิดใดๆ ไม่มีความบกพร่องในหน้าที่ ก็จึงบรรจุให้ผมลงตำแหน่ง ผมก็อดทนทำงานไปเรื่อยๆ ใครจะพูดจะว่าอะไร ผมก็ไม่สนใจ ส่วนผู้บังคับบัญชาผม พลอากาศเอกคำรณท่านก็บอกว่าคุณทำงานไป ผมดูแลคุณเอง บอกตรงๆตอนนั้นสถานการณ์กดดันมากครับ แต่หลังจากนั้น ผมก็ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นไปตามอายุและความรับผิดชอบงาน จนผมได้รับพระราชทานยศพลอากาศเอกอัตราจอมพล แต่ไม่เรียกจอมพลแล้ว และได้รับตำแหน่งที่ประธานคณะปรึกษากองทัพอากาศ แล้วทำงานจนเกษียณอายุราชการ ซึ่งก็ผ่านพ้นไปด้วยดี หลังจากถูกกดดันมาระยะหนึ่ง 

ผมมองว่าคนในครอบครัวกิตติขจรเลือกที่จะเงียบ ไม่ตอบโต้ เพื่อให้สถานการณ์ไม่บานปลาย และสงบโดยเร็ว ถูกต้องไหมครับ 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : ก็ใช่ครับ หลังจากคุณพ่อกลับเข้ามาประเทศไทย หลังจากที่ท่านบวชที่วัดบวรฯอยู่ 6 เดือน เมื่อลาสิกขาท่านก็กลับมาอยู่บ้านอย่างสงบ แต่ก็ยังมีลูกศิษย์ ลูกน้องที่เคารพรักท่านไปเยี่ยมท่านเป็นระยะ ๆ ตามโอกาสสำคัญของท่าน แต่ท่านตัดขาดจากการเมืองโดยสิ้นเชิง มีบางคนมาคุยมาสัมภาษณ์ท่านเรื่องการเมือง ขอให้ท่านวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดต่อๆ มา ท่านบอกว่าอย่าพูดเรื่องการเมืองกับผมเลย ไม่อยากพูดถึงอีก เมื่อสื่อมวลชนขอให้ท่านวิจารณ์รัฐบาล ท่านตอบเพียงว่ารัฐบาลเขาทำงานดีอยู่แล้ว เขาพยายามแก้ปัญหาบ้านเมืองท่านพูดเท่านี้แล้วไม่พูดต่อ 

เรียนถามว่าท่านผู้หญิงจงกล ท่านเล่าให้ฟังถึงความอึดอัด แรงกดดันต่างๆ บ้างไหมครับ 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : สมาชิกในครอบครัวเรามีความใกล้ชิดกันมาก ทุกคนเข้าใจกันและรู้ใจดี และในสถานการณ์นั้น เราทุกคนรู้ดีว่าคุณพ่อคุณแม่มีความรู้สึกลึกๆ อย่างไร และเราทุกคนมีความรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก แต่ทุกคนก็ให้กำลังใจกันและกัน คุณแม่ไม่เคยบ่นเรื่องอะไรให้เราฟังเลย ท่านไม่พูด สำหรับครอบครัวเรานั้นทุกๆ ปีเมื่อถึงเดือนตุลาฯ มันคือสิ่งที่บอกเราว่าจะต้องได้ยินเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอีกแล้ว เป็นประจำทุกปี ยิ่งหลังเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ยิ่งกระทบมาก แต่ผมและทุกคนก็เลือกนิ่งเฉย ไม่รับรู้ ไม่ดูข่าวทีวีไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่รับฟังอะไรทั้งสิ้นขออยู่แบบสงบ 

ผมทราบมาว่าในยุคนั้นมีสื่อมวลชนหลายสำนักขอสัมภาษณ์คนในครอบครัวกิตติขจร แต่ได้รับการปฏิเสธ 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : เราคุยกันในหมู่พี่น้องว่าพูดไปก็เท่านั้น คนที่ไม่ชอบเราก็บอกว่าเราแก้ตัวเราจึงเลือกอยู่เฉยๆ แต่ผมสังเกตว่ามีคนบางคนบางกลุ่มไม่ต้องการให้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ปรากฏความจริงหลังจากเกิดเหตุไม่นาน ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาในยุคนั้นมาขอสัมภาษณ์ผม ขอให้ผมเล่าเรื่องเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ให้ฟัง ผมก็เล่าให้ฟังว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร มีใครเป็นตัวละครบ้างใครมีบทบาทอะไรบ้าง ซึ่ง ดร.กนกบอกว่าเพิ่งรับรู้ข้อมูลอีกชุดหนึ่งจากผม เรื่องเหล่านี้นิสิตนักศึกษายุคนั้นไม่เคยรู้มาก่อน นิสิตนักศึกษาออกมาประท้วงด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ต้องการล้มล้างรัฐบาล แต่ต้องการรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายกลายเป็นการล้มล้างรัฐบาลโดยกลุ่มอื่น  

ผมเคยคุยกับนิสิตนักศึกษายุคนั้นบางคนเขาบอกว่านิสิตนักศึกษาไม่ได้เผากองสลากฯเผากรมสรรพากร และเผา กตป. แต่ไม่รู้ใครเผาสิ่งเหล่านี้ยังมืดดำมาจนทุกวันนี้ โดยไม่มีความจริงใดๆ ปรากฏ ซึ่งต่างกับต่างประเทศที่เจริญแล้ว เขาจะเปิดเผยข้อมูลลับทุกๆ 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 ปี โดยเปิดเผยที่ละส่วนจนครบถ้วนแต่บ้านเราไม่มีการเปิดเผยเลยทั้งที่เหตุการณ์ผ่านไปจนครบ 50 ปีแล้ว 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : อย่างที่ผลบอกไปแล้วครับ ดร.กนกมาสัมภาษณ์ผม แล้วไปทำเป็นบันทึก โดยให้ผมได้อ่านเพื่อตรวจความถูกต้องที่บอกบอกก่อน แต่สุดท้ายก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ ต่อสาธารณชน ผมเคยถามเรื่องไป ได้รับคำตอบว่าข้อมูลที่เก็บไว้สูญหายไปแล้ว ทั้งๆ ที่เก็บไว้ในหอสมุดหรือหอจดหมายเหตุของจุฬาฯ ดร.กนกบอกว่าจะเปิดเผยเรื่องเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป 40 ปี แต่ก็ไม่มีข้อมูลใดๆ ถูกเปิดเผย นอกจากสัมภาษณ์ผมแล้วยังสัมภาษณ์คุณพ่อด้วยครับ นี่แสดงว่ามีคนกลุ่มหนึ่งไม่ต้องการให้ความจริงปรากฏต่อสาธารณชน 

ถึงวันนี้แล้ว พี่น้องกิตติขจรมีแนวคิดทำหนังสือเพื่อให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งไหมครับ 

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : มันอาจจะถึงเวลาทำแล้วครับ ผมได้คุยกับสื่อมวลชนบางคน เขามาสัมภาษณ์ผมคล้ายๆ กับที่คุณสัมภาษณ์นี่แหละครับเขามาถามเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 และ 6 ตุลาฯ2519 ผมบอกว่าต้องย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ช่วงปฏิวัติ 17 พฤศจิกายน 2514 มันมีผลเกี่ยวเนื่องกันมันต้องกลับไปดูบริบทของเหตุการณ์ ในช่วงก่อนหน้านั้นด้วย แล้วก็มีนักเขียนอีกกลุ่มหนึ่งขอให้ผมบันทึกเสียงผมลงในเครื่องบันทึกเสียง โดยให้ผมเล่าเหตุการณ์ในช่วงนั้น แล้วเขานำไปถอดเป็นตัวหนังสือ แล้วพิมพ์เป็นรูปเล่ม โดยเขาบอกผมว่าจะนำข้อมูลไปเก็บไว้เพื่อรอการนำออกเผยแพร่ในวันเวลาที่เหมาะสม เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการค้นคว้าหาความจริงต่อไป 

ทำไมเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างในประเทศเราจึงไม่ถูกเปิดเผยครับ ดูเสมือนมีการจงใจทำให้มืดดำไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคมไทยในอนาคต เพราะไม่มีใครรู้ความจริง  

พล.อ.อ.ยุทธพงศ์ : ผมเห็นว่าเรื่องการชี้แจงของฝั่งผมมีสองมุม คือคนที่ไม่ชอบเราก็บอกเราแก้ตัว ไม่เชื่อที่เราบอก ส่วนคนที่เปิดกว้างก็บอกว่าดี เพราะมีข้อมูลสองฝั่ง คือมี feed back ทั้งบวกและลบผมเคยเห็น comment บางข้อความที่กล่าวหาเราร้ายแรง และไม่เป็นธรรมอย่างมาก แต่เราก็ต้องทำใจ เพราะเขามีความคิดแบบนั้น เขาไม่ฟังเรา พูดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อเรา แต่สำหรับผม ผมเห็นว่าผมทำหน้าที่แล้ว ผมอายุมากขึ้นทุกวัน ขณะนี้ยังจำเรื่องราวได้ดีก็ยังบอกเล่าได้ แต่ในอนาคตเมื่อความทรงจำเลื่อนลางไป ก็คงไม่พูดอะไรอีกแล้ว ผมจึงเลือกพูดในตอนนี้ ในขณะที่ยังจำได้ดี ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ตามแต่ดุลยพินิจของเขา 

คุณจะได้พบรายการดีที่ครบครันด้วยสาระและความรู้ รายการ ไลฟ์ วาไรตี ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น.ทางโทรทัศน์ NBTกดหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

เกรียงยศ-ทินกร-สมเกียรติ ผนึกกำลังภท. ลั่นกลองรบปักธงชัยมีนบุรี-หนองจอก!

ซ้อมใหญ่งานเกียรติยศทหารกล้า ขนทัพศิลปินเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ณ อนุสาวรีย์ชัยฯ

สุวินัย ชำแหละ ไอซ์ ไม่ใช่วีรสตรี แต่คือ อวัยวะ ที่พรรคส้มใช้ปั่นกระแสโกรธแค้น

ชูวิทย์ แฉยับนิทานนางฟ้า ปากบอกช่วยผู้ประกันตน แต่บอร์ดตัวเองโหวตขึ้นเงินสมทบ 875 บาท

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved