สานต่อโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน  ป้องกันโรคติดเชื้อ นิวโมคอคคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ปีที่ 6

สานต่อโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคติดเชื้อ นิวโมคอคคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ปีที่ 6

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
Tag :

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์, ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ร่วมแถลงข่าวเนื่องในวันปอดอักเสบโลก 

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ร่วมกับ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ส่งเสริมสุขภาพเด็กไทย ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ สานต่อโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคติดเชื้อ นิวโมคอคคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ปีที่ 6 เนื่องใน วันปอดอักเสบโลก (World Pneumonia Day 2021) วันที่ 12 พฤศจิกายนของทุกปี ที่องค์การอนามัยโลก(WHO) กำหนดขึ้น เพื่อตระหนักถึงความสำคัญ พร้อมร่วมรณรงค์ปลุกจิตสำนึก และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ รวมไปถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันโรคปอดอักเสบโรคติดเชื้อ ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 2.5 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2562 โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่า 672,000 คน และในสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 ล้านคนในปี พ.ศ.2563 รวมเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นกว่า 4 ล้านคน ทั้งนี้ใน 2 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกต่างเผชิญปัญหาวิกฤตโรคระบาด การสร้างการรับรู้ตระหนักถึงความรุนแรงของโรคปอดอักเสบและวิธีการป้องกันจึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก โดยวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส เป็นหนึ่งใน Pneumonia-fighting-vaccines ที่ทางองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดในช่วงวิกฤตโควิด-19


รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตามสถิติแล้วปอดอักเสบถือได้ว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยสาเหตุเกิดได้จากทั้งเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียร่วมกัน ที่พบบ่อยในเด็กคือเชื้อนิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae) โดยเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มักจะเกาะอยู่ที่บริเวณในคอของเด็กเฉยๆ โดยยังไม่ได้ทำให้เป็นโรค แต่สามารถแพร่กระจายออกไปให้ผู้ที่อยู่รอบข้างได้ ผ่านทางการไอ จาม หรือโดยการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโรคอยู่ และเมื่อใดที่เชื้อที่อยู่ในคอแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ ในร่างกายจะทำให้เกิดโรคที่รุนแรงตามมาได้ ไม่ว่าจะลงไปที่ปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ ซึ่งจะมีอาการไข้ ไอ มีเสมหะ หายใจหอบเหนื่อย หากมีอาการรุนแรงอาจพบมีหนอง ในช่องเยื่อหุ้มปอดหรือหากแพร่กระจายเข้าไปในกระแสเลือดหรือเข้าสมอง ก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่า โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุกราน หรือ ไอพีดี (IPD)ย่อมาจากคำว่า Invasive PneumococcalDisease ซึ่งจะมีอาการที่รุนแรงและอาจเสียชีวิตได้” 

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า “โรคไอพีดี (IPD) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย นิวโมคอคคัสเป็นโรคที่มีอาการรุนแรง โดยอาการขึ้นกับว่ามีการติดเชื้อของอวัยวะส่วนใดอาจเป็นได้ตั้งแต่การติดเชื้อในกระแสเลือด อาจจะมีหรือไม่มีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นภาวะที่รุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ และถึงแม้จะรอดชีวิตก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดความพิการและผลกระทบตามมาในระยะยาวได้ จากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า โรคไอพีดียังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบปีแรก  และเด็กทารกที่เคยป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสมีโอกาสสูญเสียการได้ยิน พิการทางสมอง การเคลื่อนไหวร่างกายผิดปกติ และมีอาการชักได้เด็กทั่วไปโดยเฉพาะที่อายุน้อยกว่า 2 ปีมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไอพีดีมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเด็กที่มีความเสี่ยงสูงมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหอบหืดภาวะไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานบกพร่อง โรคหัวใจ โรคตับ โรคไตโรคเบาหวาน มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีน้ำไขสันหลังรั่ว รวมถึงเด็กที่เคยได้รับการผ่าตัดใส่ชุดประสาทหูเทียม นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมที่แออัด ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไอพีดี โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กต่างๆ อย่างไรก็ตามโรคไอพีดีทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ลดการป่วยที่รุนแรงได้ โดยผู้ที่ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายสำหรับการฉีดวัคซีนนี้คือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัสและเกิดอาการรุนแรงยิ่งอายุน้อยยิ่งเสี่ยง เนื่องจากภูมิคุ้มกันของเด็กทารกยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อนิวโมคอคคัสได้ จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอพีดีเข็มแรกตั้งแต่อายุ 2 เดือน และฉีดเข็มต่อไปเมื่ออายุได้ 4 เดือน และ 6 เดือน และเข็มสุดท้ายเป็นเข็มกระตุ้น ในช่วงอายุ 12-15 เดือน นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการพาบุตรหลานเข้าไปในสถานที่ซึ่งมีคนอยู่แออัดหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย จัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้สะอาดและอากาศถ่ายเทอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถหรืออากาศที่หนาวเย็นเกินไป หมั่นล้างมือบ่อยๆ และหากสงสัยว่าลูกเริ่มมีอาการของโรคปอดอักเสบหรือไอพีดี ก็ควรรีบพามาพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที”

 ด้าน นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน และอดีตอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “วัคซีน” ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะช่วยในการดูแลสุขภาพ นอกจากจะมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อแล้ว ยังช่วยลดความรุนแรงของโรค ป้องกันการเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อร่วมกันระหว่างเชื้อไวรัสโควิด-19 และเชื้อนิวโมคอคคัสทำให้ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก

โดยในปีนี้ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงวัคซีนสำหรับเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และสมควรได้รับการป้องกันเป็นอันดับแรก เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในเด็กกลุ่มนี้ รวมถึงป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไม่ให้ระบาดจากครัวเรือนขยายออกไปในชุมชน โดยในปีนี้เราได้จัดหาวัคซีนได้ทั้งหมด 5,000 โดส เพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 35 โรงพยาบาลทั่วประเทศ นอกจากนี้มูลนิธิฯ พร้อมผลักดันให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนให้เด็กไทยได้เข้าถึงและได้รับวัคซีนกันทั่วประเทศ”

ส่วน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทยเปิดเผยถึงสถานการณ์โรคปอดอักเสบในผู้ใหญ่ว่า “โรคปอดบวม หรือ โรคปอดอักเสบ คือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ปอด รวมไปถึงหลอดลมทำให้ความสามารถในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเหล่านี้ลดลง ก็เช่นเดียวกันกับเด็ก สาเหตุอาจเกิดได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเชื้อนิวโมคอคคัส สำหรับในผู้สูงอายุซึ่งจะมีภูมิต้านทานที่ลดลงตามอายุ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากปอดอักเสบ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือมีอาการรุนแรงจนระบบหายใจล้มเหลว โรคปอดอักเสบมีการดำเนินโรคที่แตกต่างกันไปขึ้นกับชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ อาการอาจจะเริ่มจากคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้ ไอมีเสมหะ ต่อมาเมื่ออาการรุนแรงขึ้นจะมีอาการหายใจเหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอกอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียได้เมื่ออาการรุนแรงขึ้น อาจต้องมีการใช้เครื่องช่วยหายใจ พักฟื้นในห้องไอซียู หรืออาจเสียชีวิต สังเกตได้ว่าอาการจะใกล้เคียงกับโรคโควิด-19 ทำให้แยกจากกันได้ค่อนข้างยากซึ่งกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงทั้งต่อโรคโควิด-19 และโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส ก็ยังมีความใกล้เคียงกัน ดังนั้นทั้งวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 หรือวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ก็ยังคงมีความจำเป็นในผู้ใหญ่เช่นเดียวกับในเด็ก

อย่างไรก็ตาม การรักษาสุขอนามัยล้างมือบ่อยๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ เว้นระยะห่างกับผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสและหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกับผู้อื่นก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ”

นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์
นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์
ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร
ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top