Logo วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
546.jpg
หน้าแรก / ผู้หญิง
รู้เท่าทันสัญญาณแห่งวัย กับโรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก

รู้เท่าทันสัญญาณแห่งวัย กับโรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก

วันจันทร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.01 น.
Tag : โรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ดวงตา นับเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิต และเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายที่ย่อมมีการเสื่อมได้เมื่ออายุเพิ่มขึ้น อย่างโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-related Macular Degeneration-AMD) ที่เป็นอีกปัญหาสุขภาพสำหรับคนสูงวัย เพราะเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น ดังนั้น การป้องกัน ดูแล และตระหนักรู้จึงมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อถนอมดวงตาไว้ใช้ได้ยาวนานที่สุด เมื่อเร็วๆ นี้ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย(RCOPT) ได้จัดกิจกรรมเสวนาผ่านช่องทาง Clubhouse คลับสุขภาพตาดี (Thai Ophthalmologists)ในหัวข้อ “ความเสื่อมจอประสาทตาตามอายุที่ไม่อาจเลี่ยงทำอย่างไรดี?” โดยมี นายแพทย์คณินท์ เหลืองสว่าง ผู้เชี่ยวชาญสาขาจอตาและน้ำวุ้นตา และทีมจักษุแพทย์หลากหลายสาขา
ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับโรคจอตาเสื่อมแก่ผู้ที่สนใจ


นายแพทย์คณินท์ เหลืองสว่าง

นายแพทย์คณินท์ เหลืองสว่าง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจอตาและน้ำวุ้นตา กล่าวว่า โรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก มีการดำเนินโรคที่รวดเร็วและรุนแรง แต่หากตรวจพบในช่วงแรกๆ ส่วนใหญ่จะสามารถควบคุมไม่ให้ลุกลามได้ด้วยการรักษาวิธีต่างๆ เช่น การฉายเลเซอร์ และการฉีดยา Anti-VEGF เข้าน้ำวุ้นตา เป็นต้น โดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

จากผลสำรวจสำหรับโรคจอตาเสื่อมนั้นอุบัติการณ์ของโรคในประเทศไทยมักพบในผู้สูงวัยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยพบในกลุ่มนี้สูงถึง 12% ของผู้ป่วยทั้งหมด และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยระยะแรกอาจไม่มีอาการแสดง จนระยะท้ายๆ จะมีอาการตามัว สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพ อาจมองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือสีผิดปกติ โดยมักไม่มีอาการปวดตาใดๆ นอกจากนี้ โรคจอตาเสื่อมยังแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ จอตาเสื่อมชนิดแห้ง (Dry AMD) ซึ่งพบได้มากถึง 80-90% ในผู้ป่วยจอตาเสื่อมตามวัยทั้งหมด โดยอาการสูญเสียการมองเห็นเป็นแบบไม่รุนแรง การดำเนินโรคเป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป และจอตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD) ที่แม้จะพบได้น้อยประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยทั้งหมด หากแต่อาการของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่า และหากไม่รักษาจะนำไปสู่การตาบอดได้สูง และนั่นย่อมส่งผลเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัยหากต้องเผชิญกับสภาพร่างกายที่มีข้อจำกัดเช่นนั้น เมื่อต้องทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ และการมองในระยะไกล

อาการของผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมชนิดเปียก คือจะมีเส้นเลือดงอกใหม่ผิดปกติใต้จอตา (Choroidal neovascularization) ที่ทำให้มีเลือดออกหรือสารน้ำรั่วบริเวณใต้จอตาและในจอตาทำให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ทั้งนี้สาเหตุในทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคได้หลายอย่าง อาทิ อายุ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง และการรับแสงยูวีเป็นประจำ เป็นต้น ด้านการรักษาในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่รักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยชะลออาการลดความรุนแรงและป้องกันการสูญเสียการ
มองเห็น เช่น การฉีดยากลุ่ม Anti-VEGF เข้าน้ำวุ้นตา การรักษาด้วยเลเซอร์ หรืออาจใช้หลายวิธีรักษาร่วมกัน อย่างไรก็ตามเนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยแต่ละรายมีการตอบสนองที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนเริ่มการรักษาจึงควรมีการพูดคุยปรึกษากันระหว่างจักษุแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ผู้ป่วยส่วนมากมักมีคำถามว่าต้องฉีดยาบ่อยแค่ไหน หรือการมองเห็นยังดีอยู่ ทำไมต้องฉีดยา สำหรับผู้ป่วย แม้ว่าสายตาจะดีขึ้นหลังการรักษาแล้วแต่หากยังตรวจพบว่ามีสารน้ำในตา ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ถึงการดำเนินไปของโรคจอตาเสื่อม ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นมากกว่าเดิม หรือไม่ให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว โดยแพทย์อาจเลือกใช้ยาที่มีประสิทธิภาพในการลดสารน้ำในตา และยาที่สามารถยืดระยะเวลาการฉีดยาได้นานขึ้น ซึ่งผู้ป่วยเองควรมีการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

พันโทนายแพทย์ศีตธัช วงศ์กุลศิริ

พันโทนายแพทย์ศีตธัช วงศ์กุลศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจอตาและน้ำวุ้นตา กล่าวว่า สำหรับทางเลือกในการรักษาด้วยยาแบบฉีดเข้าวุ้นตานั้น ซึ่งล้วนมีประสิทธิภาพและราคาที่แตกต่างกัน โดยการเลือกใช้ยาแต่ละชนิดจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา ส่วนข้อแนะนำในการใช้ยารักษาแบบฉีดนั้นแนะนำให้รับการรักษาและฉีดยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และป้องกันการสูญเสียการมองเห็น ในปัจจุบันมีการพัฒนายาใหม่ๆ ที่มีฤทธิ์ยาวนานขึ้นในการควบคุมโรค เพื่อลดภาระในเรื่องความถี่ของการฉีดยาทั้งต่อผู้ป่วย ผู้ดูแล และค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุข โดยรูปแบบการรักษาหรือระยะห่างในการฉีดยานั้นอาจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

สิ่งที่สำคัญและไม่ควรละเลยคือการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยบุคคลทั่วไปควรได้รับการตรวจสุขภาพตาทุก 2-4 ปี และผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีควรได้รับการตรวจจอตาอย่างน้อยปีละครั้งแม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ และด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการทำให้การตรวจสุขภาพตามีพัฒนาการไปมาก สามารถตรวจได้หลายวิธี เช่น เครื่องถ่ายภาพจอตาแบบตัดขวาง (OCT) ซึ่งสามารถตรวจได้ง่าย รวดเร็ว ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทั้งยังสามารถติดตามการรักษาได้อย่างแม่นยำอีกด้วย

ทั้งนี้ ในประเทศไทยได้มีการศึกษารวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมถึง 572 ราย จากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 5 แห่ง พบว่าผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมส่วนใหญ่จะได้รับการฉีดยาค่อนข้างบ่อยในปีแรกของการรักษา โดยเฉลี่ย 6 เข็มต่อปี ซึ่งการได้รับการฉีดยาที่ค่อนข้างบ่อยนี้ สัมพันธ์กับการมองเห็นที่ดีขึ้นในช่วงแรกๆ อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในปีที่ 2-3 ของการรักษา กลับพบว่า ผู้ป่วยได้รับการฉีดยาลดลงเหลือเพียง 2-3 เข็มต่อปีเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้การมองเห็นของผู้ป่วยเหล่านี้มักแย่ลงไปจนเกือบเท่าก่อนเข้ารับการรักษาครั้งแรก ซึ่งจำนวนการฉีดยาที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั้น อาจเป็นเพราะความอ่อนล้าของกระบวนการรักษาทั้งของแพทย์ และตัวผู้ป่วยเอง และนอกจากการมองเห็น ในการประเมินความรุนแรงของโรค แพทย์ต้องมีการพิจารณาถึงการบวมน้ำของจอตา ซึ่งเหมือนเป็นภาพหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่ฟ้องถึงความผิดปกติของดวงตาผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งปกติแล้วหากตรวจพบการบวมน้ำของจอตา แพทย์มักให้การรักษาด้วยการฉีดยาอย่างสม่ำเสมอ

แต่จากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในความเป็นจริง กลับพบว่า หลังได้รับการรักษาไปแล้วนั้น ผู้ป่วยกว่าครึ่งหนึ่งกลับยังคงมีการบวมของน้ำในจอตาอยู่ ซึ่งสิ่งนี้เองเปรียบเสมือนหลักฐานที่
บ่งบอกได้ว่า แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาไปแล้วหลายปี ก็อาจยังไม่สามารถทำให้โรคสงบได้ หรือแม้แต่การมองเห็นของผู้ป่วยเอง ก็อาจจะไม่กลับมาดีขึ้น หากอ้างอิงจากข้อมูลการศึกษาโดยละเอียดนั้น มีการแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่มเพื่อเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มที่ได้รับการฉีดยาอย่างเคร่งครัด เทียบกับกลุ่มที่ได้รับการฉีดยาแบบยืดหยุ่น พบว่ากลุ่มที่ได้รับการฉีดยาอย่างเคร่งครัดจะมีการมองเห็นที่ดีขึ้นได้มากกว่า และยังสามารถคงระดับการมองเห็นที่ดีในระยะยาวมากกว่า ต่างจากผู้ป่วยที่ฉีดยาแบบยืดหยุ่น ซึ่งมีการมองเห็นแย่ลงมากในปีที่ 3 และมีการบวมน้ำของจอตาที่แย่มากกว่าเช่นกัน

จากข้อมูลทั้งหมดเป็นการยืนยันและแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการฉีดยาที่สม่ำเสมอในระยะเวลาที่เหมาะสมจะสามารถช่วยผู้ป่วยเหล่านี้ให้มีชีวิตและการมองเห็นที่ดีต่อไปได้ หากแต่ด้วยข้อจำกัดของประสิทธิภาพการรักษาในปัจจุบัน ยังคงอาจทำให้การรักษานั้นกลับกลายเป็นภาระของทั้งผู้ป่วย ญาติผู้ดูแล และบุคลากรทางการแพทย์ ความเหนื่อยล้ากับการที่ต้องมาโรงพยาบาลเพื่อติดตามบ่อยๆ การฉีดยาที่ต้องเจ็บซ้ำต่อเนื่อง ไม่แปลกใจเลยว่า สิ่งเหล่านี้ย่อมนำไปสู่ความท้อแท้ในการรักษา จนหลายครั้ง ผู้ป่วยกลับเลือกที่จะยอมขาดการรักษา จนนำไปสู่การมองเห็นที่แย่ลงในที่สุด ดังนั้น เป้าหมายของการรักษาที่สำคัญในตอนนี้ คือการพัฒนาวิธีการรักษาหรือตัวยาใหม่ที่มีศักยภาพควบคุมการมองเห็นและลดการบวมน้ำได้ดีขึ้น สามารถออกฤทธิ์ได้นานขึ้น เพื่อยืดระยะห่างของการฉีดยาน่าจะเป็นทางออกที่ช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุข และทำให้การรักษาโรคจอตาเสื่อมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

สำหรับการเสวนาออนไลน์ทาง Clubhouse คลับสุขภาพตาดี โดยราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย (RCOPT) ที่จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพดวงตา โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายการย้อนหลังได้ทางเพจFacebook สุขภาพตา โดย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย All About Eye by RCOPT หรือฟังคลิปเสียงย้อนหลังได้ที่ YouTube Channel, Spotify และ Apple Podcasts

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved