วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ตาม ต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ พร้อมกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ผ่านเข้ามาให้ต้องเผชิญอยู่เสมอ ประกอบกับอีกหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การแข่งขัน ปัญหาครอบครัว หรือแม้แต่โรคระบาดที่คาดเดาได้ยาก ทุกอย่างต่างเข้ามารุมเร้าบั่นทอน จนบางครั้งทำให้สีสันในการทำงานค่อยๆ หมดไป เหลือเพียงความตึงเครียดและความกดดันเข้ามารบกวนจิตใจ กระทั่งประสิทธิภาพในการทำงานลดลง วันนี้มีข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์มาแนะนำถึงภาวะทางใจที่คนวัยทำงานควรระวัง และแนวทางในการรับมือและแก้ไขต่างๆ ดังนี้
ภาวะเครียด (Stress)
เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา การเปลี่ยนแปลง ความทุกข์ใจ ความกดดัน ฯลฯ ร่างกายจะตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความเครียด ซึ่งถ้ามีไม่มากก็จะกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวในการแก้ไขปัญหา เอาชนะต่ออุปสรรค รวมถึงเกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์ แต่หากเมื่อไรที่มีความเครียดมากเกินไปก็จะส่งผลต่อร่างกาย ความคิด จิตใจและพฤติกรรม เช่น หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ รู้สึกเบื่อหน่าย ฯลฯ และหากสะสมมากเข้าก็จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา
วิธีรับมือ เมื่อรู้สึกว่าเราทำงานหักโหมมากเกินกว่าร่างกายและสมองจะรับได้ไหวให้หยุดพักสักครู่ แล้วลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย หรือออกกำลังกายด้วยการเดินรอบๆ ออฟฟิศสักหน่อย อาจเดินไปทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานชั่วขณะ เพื่อให้สมองปลอดโปร่งและคลายความตึงเครียดลง อย่างไรก็ตามการทำงานที่ได้ผลดีไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดอยู่ตลอด ควรหาเวลาพักผ่อนบ้าง เมื่อสุขภาพจิตดี เราก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น
โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)
แม้ทุกคนจะมีเรื่องให้วิตกกังวลอยู่บ้าง แต่หากมีมากเกินไปจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต สันนิษฐานได้ว่าคุณเริ่มเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวล โดยอาการทางกายและใจที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ได้แก่ กระวนกระวาย คิดมากไม่สบายใจ หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ สาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติทางจิตใจ หรือความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู หรือการเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่และคนใกล้ชิด
วิธีรับมือ หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่าเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวล ควรหมั่นฝึกสติ ด้วยการทำสมาธิ หรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เราจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ได้มากที่สุด เพื่อรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตัวเอง ก็จะช่วยให้สามารถแยกแยะและตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบตัวเราได้อย่างเหมาะสม แต่หากยังรู้สึกวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ ควรรีบปรึกษาแพทย์ หรือโทรขอรับคำปรึกษาทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323
ขี้หลงขี้ลืม (Forgetful)
หลายคนคงจะเคยเกิดอาการหลงๆ ลืมๆไม่ว่าจะลืมโทรศัพท์ ลืมกุญแจ ลืมสิ่งที่จะพูด ฯลฯ หากเป็นบ้างในบางครั้งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็เป็นกันได้ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการนอนน้อย กินยารักษาโรคบางชนิด ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ความเครียด หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากนี้ การรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลังกายก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี ความจำก็อาจลดลงได้
วิธีรับมือ คุณควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ซึ่งมีวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ประสาท เช่น แคลเซียม ที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท จึงช่วยให้ระบบประสาทส่งสัญญาณได้เร็วและสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันเซลล์สมองถูกทำลาย รวมถึงเน้นอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งมีธาตุเหล็กสูงและกรดอะมิโนจำเป็นที่สมองต้องการนำมาสร้างสารสื่อประสาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และจดจำให้ดียิ่งขึ้นรวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ หาวิธีผ่อนคลายความเครียดทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใสอยู่เสมอ และหมั่นบริหารสมองด้วยเกมฝึกสมอง เช่น ซูโดกุครอสเวิร์ด หมากรุก หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ปลูกต้นไม้ ท่องเที่ยว ฯลฯ และพยายามอย่างทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เพื่อไม่ให้สมองทำงานหนักเกินไป
โรคซึมเศร้า (Depression)
งานทุกงานล้วนก่อให้เกิดความเครียดได้และยิ่งถ้าสะสมเป็นระยะเวลานาน จนทำให้สารเคมีในสมองทำงานผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกเศร้า ท้อแท้สิ้นหวัง ไร้ค่า ไม่อยากเจอใคร ขาดความสนใจหรือความเพลิดเพลินในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีอาการอื่นๆ เช่น กินมากไป กินน้อยไป มีปัญหาเรื่องการนอน จนกระทั่งนำไปสู่ความคิดอยากฆ่าตัวตาย
วิธีรับมือ ควรปรับทัศนคติด้วยการหันมามองโลกในแง่บวก คิดในด้านที่ดีๆ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ยิ้มเข้าไว้ และพยายามหาทางระบายออกมาด้วยการพูดคุยถึงความรู้สึกกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิด รวมถึงหาวิธีผ่อนคลายตัวเองด้วยการ ดูหนัง อ่านหนังสือ ออกไปท่องเที่ยว
หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พัก แต่หากใครมีอาการรุนแรงจนกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวันอาจต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาพูดคุย รับยามารับประทานและบำบัดจิตควบคู่กันไป
โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Trait : ADT)
โรคสมาธิสั้นในคนทำงาน หรือ ADT มักจะเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมที่วุ่นวายและบีบคั้น จนทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ รวมถึงมีปัญหาในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญและการบริหารเวลาในการทำงาน อาการเบื้องต้นที่เห็นได้ชัดคือ ไม่สามารถโฟกัสกับงานตรงหน้า วอกแวก หันเหความสนใจได้ง่าย ไม่มีสมาธิในการฟังผู้อื่น หรือทำกิจกรรมใดๆ เบื่อ หงุดหงิดง่าย ทำงานไม่เสร็จทันเวลาที่กำหนด และมักจะทำงานผิดพลาดอยู่บ่อยๆ
วิธีรับมือ ควรปรับพฤติกรรมของตัวเองวันละนิดโดยไม่รีบร้อน เช่น ฝึกอารมณ์ของตนเองให้มีความอดทนและรู้จักการรอคอย จัดตารางเวลาว่าจะทำอะไร เมื่อไรให้ชัดเจนมีแผนล่วงหน้าเสมอ จัดลำดับความสำคัญของงานด้วยการจดลิสต์ เขียนโน้ตเตือน หรือวางกรอบเวลาชัดๆ ให้ตัวเอง เพื่อฝึกนิสัยและลดความกังวล แค่นี้ก็จะกลายเป็นคนมีสมาธิและไม่อารมณ์เสียกับอะไรง่ายๆ แล้ว
เมื่อรู้จักปรับสมดุลใจให้ชีวิตผ่อนคลาย ไม่เผลอให้สารพันเรื่องราวกัดกร่อนจิตใจเรา คุณก็จะมีความสุขและสนุกกับชีวิตการทำงานในทุกๆ วัน ควบคู่กับการมีสุขภาพที่ดี
ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี