วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
27 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน" โพสต์ข้อความระบุว่า ปล่อยตัว “มีชัย” ผู้ต้องขังคดี ม.112 หลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี
เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 “มีชัย” (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานโรงแรมจากเกาะช้างวัย 54 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 กรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 2 ข้อความ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำกลางสมุทรปราการ หลังเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569 ที่ออกมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 สิ้นสุดการคุมขัง 2 ปี
สำหรับคดีนี้ เหตุเกิดจาก ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล เป็นผู้ไปแจ้งความกล่าวหาไว้ที่ สภ.บางแก้ว จากกรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2563 มีเนื้อหาตั้งคำถามต่อการใช้ภาษีประชาชนของสถาบันกษัตริย์ โดยทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
ต่อมา เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2567 ศาลได้อ่านคำสั่งขออนุญาตฎีกา โดยพบว่าไม่มีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลย คดีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา และต้องบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำให้คดีของมีชัยสิ้นสุดลง และทำให้เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันนั้น
*ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ถูกคุมขัง มีชัยใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุดของแดน โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บรรณารักษ์ คอยจัดการระบบหนังสือเพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถหยิบยืมไปอ่านหมุนเวียนกันได้
นอกจากนี้ ในทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบทนาย มีชัยยังคงสนใจงานด้านสิทธิมนุษยชน เขามักจะให้เล่าข่าวสารบ้านเมืองให้ฟัง และแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์โลก อย่างกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 มีชัยก็แสดงความกังวลต่อสถานการณ์งานด้านสิทธิมนุษยชนว่าคงจะกระทบกันไม่น้อยทีเดียว และหวังว่าทุกคนจะยังมีกำลังใจในการทำงาน ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมกันต่อไป
“มนุษยธรรมอยู่เหนือกฎหมาย สิทธิมนุษยชนใหญ่สุด กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือ ถูกแล้วที่เราให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและเสรีภาพมากที่สุด”
ในระหว่างการคุมขังช่วงปี 2568 ครอบครัวของมีชัยได้ประสบปัญหาไม่สามารถจองเยี่ยมญาติใกล้ชิดได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าคดีของเขายังไม่สิ้นสุด ทั้งที่เขาถูกคุมขังหลังคดีสิ้นสุดมากว่า 1 ปี 4 เดือนแล้ว
ภายหลังเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ทนายความได้ติดตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติของเรือนจำกลางสมุทรปราการ พบว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดในคดีของมีชัยยังไม่ได้ส่งมาจากศาล ทำให้ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดในระบบของเรือนจำ
จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดเพิ่งได้ออกมาเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ภายหลังมีการร้องเรียนไป ส่งผลให้มีชัยต้องเผชิญกับการไม่สามารถเจอครอบครัวในช่วงที่เรือนจำเปิดให้เข้าเยี่ยมญาติใกล้ชิดได้ ทั้งยังกระทบต่อสิทธิการเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาเกณฑ์ได้รับการอภัยโทษ เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมาด้วย
และจากการติดตามเพิ่มเติมเรื่องชั้นนักโทษตั้งแต่ พ.ย. 2568 - เม.ย. 2569 ทำให้ทราบว่าหากมีหนังสือตอบกลับมาจากกรมราชทัณฑ์แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือเจ้าหน้าที่จะเสนอให้ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการเซ็นรับทราบ และเจ้าหน้าที่จะทำหนังสือคำสั่งให้ผู้ต้องขังเซ็นเรื่องการปรับชั้นอีกทีหนึ่ง
*ภายหลังการออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ ในเดือน มิ.ย. 2569 มีชัยเปิดเผยว่าเขาเพิ่งได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่เรือนจำเพียง 2 วันก่อนถึงวันปล่อยตัวว่า เจ้าหน้าที่ได้มีการปรับชั้นนักโทษให้ตามข้อร้องเรียนข้างต้น ทำให้เขาเข้าเกณฑ์อภัยโทษฯ และได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 24 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ทำให้กรณีของมีชัยไม่ได้มีใครทราบล่วงหน้าเรื่องการถูกปล่อยตัวก่อนหน้านี้
ภายหลังการปล่อยตัว มีชัยเปิดเผยว่าเขายังมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ขอบคุณองค์กรต่าง ๆ และประชาชนที่ให้ความช่วยเหลือมาตลอด “ในช่วงที่ทนายเยี่ยมไม่ได้ เพราะผมเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาด พอทนายไปผลักดันสิทธิให้ผู้ต้องขังเด็ดขาดมีสิทธิเขาพบทนายได้ ทำให้ตอนนี้ในเรือนจำ กลุ่มผู้ต้องขังเด็ดขาดเลยได้มีสิทธิพบทนายกันหมดแล้ว ต้องขอบคุณมาก ๆ”
เขากล่าวปิดท้ายว่าหากมีเรื่องอะไรที่เขาพอช่วยเหลือ หรือผลักดันเรื่องคุณภาพชีวิตเพื่อนผู้ต้องขัง ในเรือนจำ เขายินดีเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนต่อไป
*สำหรับการอภัยโทษดังกล่าว เป็นการอภัยโทษเป็นการทั่วไป ในโอกาสสำคัญในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2569 และจากการติดตามของศูนย์ทนายฯ พบว่ามีผู้ต้องขังการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวจากอภัยโทษฯ 2 ที่ผ่านมา รวม 8 ราย
การดำเนินการรอบที่ 1 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2569 มีผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับการปล่อยตัวไปแล้วจำนวน 6 คน และในรอบที่ 2 นี้ มีผู้ต้องขังจำนวน 2 ราย ได้รับการปล่อยตัว ได้แก่ “หอมแดง” (นามสมมติ) เกษตรกรวัย 59 ปี และ “มีชัย” อดีตพนักงานโรงแรมวัย 54 ปี
ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ก็จะได้รับการปล่อยตัว หรือลดหย่อนโทษ โดยไม่ได้เป็นการยื่นขอในลักษณะการอภัยโทษเป็นรายบุคคลแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวจะต้องผ่านการอบรมโครงการโคกหนองนาของทางเรือนจำ และยังต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดแล้วรายอื่นเข้าเกณฑ์การอภัยโทษอีกหรือไม่ โดย พ.ร.ฎ.อภัยโทษ กำหนดให้เรือนจำจัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการอภัยโทษในกำหนดภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ. ใช้บังคับ
ผลจากการปล่อยตัวดังกล่าว ทำให้จำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลอยู่ คงเหลือผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 52 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 29 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี 22 คน และผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 30 คน
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/85250
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี