วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) เปิดตัว “มูลนิธิไทยเครดิต” ภายใต้แนวคิดหลัก “Empower” เสริมพลังแกร่งสู่สังคม ผ่านโครงการ “ตังค์โตKnow-how” ขยายบทบาทการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในทุกมิติ ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งพัฒนาส่งเสริมสังคมและเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ด้อยโอกาส เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสังคมไทย เพราะเชื่อมั่นว่าการสร้างความตระหนักรู้และวินัยทางด้านการเงิน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาชีวิต พัฒนาธุรกิจ และชุมชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืน จะช่วยลดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ โดยตั้งเป้าในปี 2566 จะมีผู้เข้าอบรมไม่ต่ำกว่า 50,000 ราย
ภายในงานเปิดตัวมูลนิธิไทยเครดิต ได้รับเกียรติจาก นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และ นายรอย ออกุสตินัส กุนารา รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับมูลนิธิ โดยมีผู้บริหารมูลนิธิฯ อาทิ นายกิตติพันธ์ ศรีวรรณวิทย์ กรรมการและเหรัญญิก, นายวีรเวท ไชยวรรณ กรรมการ, นายนาธัสกฤตวรานนท์ กรรมการ, นายกมลภู ภูริดิฐสกุล กรรมการ และ นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ เลขานุการมูลนิธิฯ ร่วมงาน
นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานมูลนิธิไทยเครดิต เปิดเผยว่า กลุ่มลูกค้าหลักของธนาคารจะเป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย จากการติดตามทำให้พบว่าเขาเหล่านี้ไม่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน ธนาคารจึงได้จัดกิจกรรมลงไปให้ความรู้ในการบริการการเงินเพื่อให้ลูกค้าไม่เป็นหนี้เสีย หรือสร้างหนี้สินเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นการช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าที่เป็นลูกค้าของธนาคารฯ ความมั่นคงทางด้านการเงินมากขึ้น ซึ่งเป็นการทำงานที่สอดคล้องกับปรัชญาของธนาคารที่ว่า Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ และเพื่อให้การทำงานในด้านนี้มีความเข้มข้นและขยายไปในวงกว้างมากขึ้น ธนาคารจึงได้ก่อตั้ง “มูลนิธิไทยเครดิต” ขึ้น โดยนำแนวคิด “EMpowerการเสริมพลัง” มาเป็นแกนหลักในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมทักษะด้านการเงินผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” เพื่อเสริมสร้างพลังแกร่งสู่กลุ่มเป้าหมายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และสู่ชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์
“พันธกิจหลักของมูลนิธิฯ ที่สำคัญ ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้และทักษะด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อย เจ้าของกิจการขนาดเล็กเพื่อให้สามารถตัดสินใจด้านการเงินได้อย่างเหมาะสม ให้ความรู้แก่เจ้าของกิจการ ผู้ด้อยโอกาสเพื่อลดความเสี่ยงและกับดักทางการเงินจากกลุ่มมิจฉาชีพและผู้ให้กู้นอกระบบอย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมทักษะความรู้แก่เด็กและผู้ด้อยโอกาส ให้ความช่วยเหลือชุมชน และสังคมตามโอกาสความจำเป็น ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการพัฒนาชุมชน ศิลปวัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม” โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงาน ได้แก่สร้างสรรค์เนื้อหาส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่น่าสนใจ เข้าใจง่าย ทันเหตุการณ์ กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงความรู้ทางการเงินได้โดยง่าย ผ่านการอบรมทั้งในรูปแบบชั้นเรียน และออนไลน์ และพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตรความรู้ทางการเงินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน พัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้”
นายรอย ออกุสตินัส กุนารา รองประธานมูลนิธิไทยเครดิต กล่าวเสริมว่า การเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน จะตอบโจทย์การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากผลสำรวจ 844 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม 2022-3 มกราคม 2023 ผ่านเพจเฟซบุ๊ค “ตังค์โต Know-how” ตามมาตรฐานการสำรวจระดับทักษะทางการเงินของคนไทยตามกรอบของ The Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) พบว่าคนไทยมีทักษะทางการเงินอยู่ที่ 79.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 60.5% แต่เมื่อวิเคราะห์ในเชิงลึก กลับพบว่าคนไทยมีพฤติกรรมด้านการออมเงินที่เหมาะสมเพียง 55.7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 70.4% ในขณะที่คนไทย 80.7% ประสบปัญหาเงินไม่พอใช้ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 35.3% นอกจากนี้ คนไทยอีก 54.6% มักจะมีการกู้ยืมเงินเมื่อเงินไม่พอใช้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 25.8%
จากผลสำรวจยังพบกว่า 15.8% เป็นผู้ไม่มีภาระหนี้สิน ในขณะที่คนมีหนี้สินสูงถึง 84.2% โดยเฉลี่ยมีหนี้สินคนละ 296,104 บาท แบ่งเป็นหนี้สินประเภทต่างๆ ได้แก่ จะมีหนี้สินเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 290,000 บาท สามารถแบ่งสัดส่วนหนี้สินของคนไทยพบว่า เป็นการกู้ยืมเพื่อการลงทุนการทำธุรกิจ 67.5% กู้ยืมเพื่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 31.9%, กู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย 17.6% กู้ยืมด้านยานพาหนะ 13.8% และกู้ยืมเพื่อการศึกษา 10.1% ซึ่งแหล่งกู้ยืมจากสถาบันการเงินถูกกฎหมาย 88.9% แต่ยังมีผู้กู้ยืมจากเงินกู้นอกระบบ 11.1%
สิ่งที่น่าเป็นกังวลคือ ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 13,000 - 25,000 บาท/เดือน จะมีภาระหนี้สินสูงถึง 75% ของรายได้ ในขณะที่ผู้รายได้สูง 40,000 บาท/เดือนขึ้นไปจะมีภาระหนี้สิน 20%-37% เท่านั้น เมื่อถามถึงรายได้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา พบว่ามีเพียง 35% เท่านั้นที่รายได้ไม่ลดลง ผู้ที่รายได้ลดลงตั้งแต่ 10% ไปจนถึงรายได้ลดลงมากกว่า 50% สูงถึง 45%
“เมื่อนำมาสรุปผลการสำรวจทักษะทางการเงินของคนไทย พบว่า 52% ฐานะการเงินแข็งแรงมากบริหารจัดการหนี้ได้ดี และอีก 11% ฐานะทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ สำหรับกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มผู้ที่กำลังมีปัญหาหนี้สิน เริ่มก่อหนี้เกินตัว รวมถึงผู้ที่มีหนี้สินอยู่ในขั้นอันตราย รวม 37% ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยการลดหนี้ที่ไม่จำเป็น หยุดก่อหนี้ใหม่ และปลดหนี้เก่าที่มีอย่างเร่งด่วนที่สุด จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ควรให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการออม รู้จักวิธีการออมเงินที่เหมาะสม รู้จักวิธีการบริหารจัดการรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จัดสรรเงินก่อนใช้ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นไม่ก่อหนี้สินจนเกินตัว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ” นายรอย กล่าวสรุป
สำหรับในปี 2566 มูลนิธิไทยเครดิต จะเดินหน้าดำเนินโครงการ “EMpower เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน” ในพื้นที่นำร่อง แบบบูรณาการครบทุกมิติ ทั้งการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ รวมถึงการส่งเสริมศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างชุมชนที่ดี แข็งแกร่ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงโครงการ “ตังค์โต Know-how” ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อส่งมอบความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชน เยาวชน รวมทั้งสิ้นกว่า 118,555 ราย จากนี้จะดำเนินโครงการภายใต้มูลนิธิไทยเครดิต เพื่อขยายและครอบคลุมในทุกมิติ และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในสังคม
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารมูลนิธิไทยเครดิตได้ที่ www.thaicreditfoundation.orgFB Page : ตังค์โต Know-how by Thai Creditและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-6975388
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี