วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569
ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์, นพ.ศรัณย์ นันทอารี, นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ และ นพ.ประวิทย์ จำรูญธเนศกุล แนะนำนวัตกรรมการรักษาโรคพาร์กินสัน
โรงพยาบาลกรุงเทพ จัดงาน “9 ปีสู่...ความหวังใหม่การผ่าตัดรักษาโรคพาร์กินสัน” พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมการรักษาโรคพาร์กินสันด้วย “เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า” ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยกว่า 90 ราย มีอาการดีขึ้น โดยมี นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์โรคพาร์กินสัน, นพ.ศรัณย์ นันทอารี ศัลยแพทย์โรคพาร์กินสัน และ นพ.ประวิทย์ จำรูญธเนศกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมชั้น 7 โรงพยาบาลวัฒโนสถ เมื่อเร็วๆ นี้
นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคพาร์กินสัน เปิดเผยว่า พาร์กินสันเป็นโรคทางสมองที่อาการของโรคจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว และยังเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองในส่วนของสมอง Substantia Nigra ตายลง และเนื่องจากเซลล์เหล่านี้มีหน้าที่หลั่งสารโดพามีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้กล้ามเนื้อทำการเคลื่อนไหวอย่างสมดุล นุ่มนวล และประสานกัน ผู้ป่วยจึงมีอาการผิดปกติทางประสาทส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวอันเป็นอาการแสดงของโรคพาร์กินสัน สาเหตุของโรคพาร์กินสัน ณ ปัจจุบัน ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ เนื่องจากอาการแสดงออกมาที่ไม่สม่ำเสมอทำให้การตรวจวินิจฉัยต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยดูจากประวัติการรักษา และผลการทดสอบทางประสาทวิทยา ผลข้อมูลที่ได้จากการสแกนสมอง CT Scan
สำหรับอาการหลักๆ ของผู้ป่วยพาร์กินสัน ได้แก่ อาการสั่น ที่มือ แขน ขา กรามและใบหน้า อาการกล้ามเนื้อเกร็ง แขนขาหรือลำตัวแข็งไม่สามารถขยับได้ อาการเคลื่อนไหวช้า และมีอาการเสียการทรงตัว เสียความสมดุลในการทรงตัว และกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน เมื่ออาการเหล่านี้หนักขึ้น ผู้ป่วยจะเดิน พูด หรือทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้อย่างยากลำบาก และมักจะเกิดกับคนอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยอาการเริ่มแรกจะแสดงออกมาเพียงเล็กน้อยและจะค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในผู้ป่วยบางรายอาการของโรคพาร์กินสันจะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นอุปสรรคขัดขวางการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการซึมเศร้าและอารมณ์เปลี่ยนแปลง การกลืน การเคี้ยวและการพูดที่ลำบากขึ้น มีปัญหาเกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะ ท้องผูก มีปัญหาผิวหนัง และนอนไม่หลับร่วมด้วย
ด้าน นพ.ศรัณย์ นันทอารี ศัลยแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลศิริราช เผยว่า การรักษาโรคพาร์กินสัน นอกจากการใช้ยาแล้ว ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดด้วยเทคนิค Deep Brain Simulation (DBS Therapy) โดยแพทย์จะฝังอุปกรณ์เข้าไปในร่างกายทั้งหมด อาทิ เครื่องกระตุ้นประสาท (Neurostimulator) เป็นอุปกรณ์ที่คล้ายกับเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ภายในบรรจุแบตเตอรี่และชิปคอมพิวเตอร์ ที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าเพื่อควบคุมอาการของโรคพาร์กินสัน สายนำ หรือลวดบางที่หุ้มด้วยฉนวนส่วนปลายมี 4 อิเล็กโทรด ทำหน้าที่นำสัญญาณไฟฟ้า สายนำส่วนหนึ่งจะถูกฝังเข้าไปในสมอง และส่วนที่เหลือจะถูกฝังอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณหนังศีรษะ และสายต่อ (Extension) หรือลวดหุ้มฉนวนใต้หนังศีรษะที่เชื่อมต่อกับสายนำ ผ่านหลังใบหูลงมาที่คอ และเชื่อมต่อกับเครื่องกระตุ้นประสาทที่ฝังอยู่บริเวณหน้าอกใต้กระดูกไหปลาร้า โดยแพทย์จะป้อนคำสั่งโปรแกรมเข้าไปในระบบกระตุ้นประสาทส่วนลึกตามลักษณะอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งมักจะไม่เหมือนกัน วิธีการนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่พบการดื้อยา และไม่มีภาวะเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน

เทคนิค Deep Brain Simulation (DBS Therapy) การฝังอุปกรณ์เข้าไปในร่างกาย เพื่อรักษาโรคพาร์กินสันแทนการทานยา
ทั้งนี้ การรักษาด้วยเทคนิค Deep Brain Simulation (DBS Therapy) เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัย และเกิดผลแทรกซ้อนน้อย ทำให้มั่นใจว่าไม่มีผลกระทบ อีกทั้งมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาการรักษา รวมถึงยังไม่พบผลข้างเคียงจากแบตเตอรี่ และสายไฟในระยะยาว ทำให้ผู้ป่วยลดความจำเป็นที่จะต้องใช้ยา Levodopa และยาตัวอื่นๆ ในปริมาณมาก และยังช่วยลดการเคลื่อนไหวซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยา อีกทั้ง ยังสามารถลดความไม่แน่นอนของอาการสั่น การเคลื่อนไหวช้าได้อีกด้วย ปัจจุบันเทคนิคนี้เริ่มรักษาในผู้ป่วยประมาณ 90 รายแล้ว
นพ.ประวิทย์ จำรูญธเนศกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพ เผยว่า การฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสัน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มุ่งเน้นไปที่วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของผู้ป่วยในการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ การทำกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการใช้มือและการทำกิจวัตรประจำวันให้ดีขึ้น การฝึกกลืนและการฝึกพูดให้ดีขึ้น และการดูแลทางด้านจิตใจร่วมไปด้วยในระหว่างฟื้นฟู การฟื้นฟูยังช่วยฝึกให้มีการชดเชยหรือทดแทนในส่วนที่เสียการทำงานไป ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิต ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถรับมือกับปัญหาและอยู่กับโรคได้ดีขึ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี