วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ด้วยความที่ต้องการเห็นลูกมีพัฒนาการที่ดี จึงหากิจกรรมให้ลูกได้ออกกำลังกายและได้แสดงออก โดยดูจากความต้องการของลูกเป็นสำคัญ (แม่)เวลาหนูมีความเห็นส่วนตัวที่ต่างจากแม่ หนูก็จะบอกแม่ว่าหนูเห็นแบบนี้ แต่หนูก็ฟังว่าแม่มีความเห็นแบบไหน แล้วเรามาหาทางออก
ร่วมกัน (ลูก)
ไลฟ์ วาไรตี สัปดาห์นี้ ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ชวนคุณไปสนทนากับ คุณอรวรรณ และนางสาวนพคุณ ยอดมาลัย (ปาย) แม่-ลูกที่ใช้หลักการร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมตัดสินใจภายในครอบครัว
![]()
l ทราบมาว่าน้องปายเป็นนักเปียโนระดับเยาวชนที่ไปร่วมแข่งขันระดับนานาชาติมาแล้วหลายเวที ขอถามว่าเริ่มเล่นเปียโนมาตั้งแต่อายุเท่าไรครับ แล้วทราบด้วยว่าปัจจุบันเป็นหัวหน้าวงโยธวาทิตของโรงเรียนสาธิตปัญญาภิวัฒน์ ช่วยเล่าให้ฟังว่าหน้าที่ของหัวหน้าวงโยธวาทิตมีอะไรบ้างครับ
น้องปาย : หนูเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ4 ขวบค่ะ แต่ก่อนจะหันไปเล่นเปียโน หนูเรียนบัลเลต์มาก่อน แต่เรียนได้ไม่กี่วัน หนูร้องไห้ เพราะหนูไม่ชอบ เนื่องจากเรียนบัลเลต์ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกายยากมาก ต้องทำตัวอ่อน ต้องพยายามยืนทรงตัวด้วยลักษณะต่างๆ ซึ่งต้องเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา หนูทดลองเรียนแล้วหนูไม่ชอบ แต่หนูเห็นห้องข้างๆ มีเพื่อนๆ นั่งเล่นดนตรีชนิดหนึ่ง ที่เมื่อใช้นิ้วมือกดลงไปบนคีย์บอร์ดก็มีเสียงต่างๆ ออกมา หนูจึงบอกแม่ว่า หนูไม่อยากเรียนบัลเลต์ แต่หนูอยากเรียนเปียโนแทน แม่จึงพาไปสมัครเรียนกับครูณัฐ ยนตรรักษ์ ค่ะ ก็เรียนมาเรื่อยๆ จนขณะนี้ก็ยังต้องเรียนเพิ่มเติมและฝึกซ้อมทุกวันค่ะ ส่วนเรื่องหัวหน้าวงโยธวาทิตของโรงเรียนสาธิตปัญญาภิวัฒน์หนูได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าวง หน้าที่ของหัวหน้าวงคือดูแลความเรียบร้อยภายในวง และประสานงานกับสมาชิกของวง รวมถึงประสานงานกับครูและโรงเรียนเวลาฝึกซ้อมและจัดการแสดงค่ะ
l น้องปายเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้บ้างครับ
น้องปาย : ที่หนูเล่นได้คือเปียโนกับคลาริเนตค่ะ
l ถามคุณอรบ้าง ทำไมช่วงแรกอยากให้ลูกเรียนบัลเลต์ แล้วช่วงที่ลูกมาขอเปลี่ยนไปเรียนเปียโน ตอนนั้นต้องคุยกันอย่างไรครับ
คุณอร : เบื้องต้นคืออยากให้ลูกได้มีพัฒนาการตามวัยของเด็ก อยากให้เขามีการเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น เพราะช่วงเขาเล็กมากๆ เราเลี้ยงดูเขาแบบไม่ได้ให้หยิบจับอะไรมากนัก เพราะเห็นว่าเขาเป็นเด็กตัวเล็ก พอเขาเริ่มโตขึ้นบ้าง ก็ต้องการให้เขาพัฒนากล้ามเนื้อ เพื่อให้มีพัฒนาการของชีวิตที่ดีตามวัยของเด็ก ก็จึงส่งไปเรียนบัลเลต์ แต่เมื่อลูกมาบอกว่าไม่ชอบบัลเลต์ แต่ชอบเปียโนมากกว่า ก็บอกว่าได้ ลูกลองไปเล่นเปียโนก่อนได้ หากลูกชอบจริงๆ ก็จะสนับสนุนให้เรียนต่อ โชคดีมากค่ะที่ปายรู้ตัวว่าชอบเปียโน แล้วเมื่อเขาไปเรียน เขาก็ชอบจริงๆ และเรียนรู้ได้เร็วพอสมควร แม้มือของปายจะค่อนข้างเล็กมาก เมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน แต่เขาก็ขยันฝึกซ้อม จนสามารถเล่นได้ดีมาก จนได้รับคัดเลือกไปแข่งบนเวทีต่างประเทศ แต่แรกๆ ก็ไม่คิดว่าลูกจะชอบเปียโนจริง แต่เมื่อส่งเขาไปเรียนกับครูณัฐ ก็ได้รับชมจากครูเสมอว่าปายตั้งใจเรียนดีมาก แม้ว่าโดยสรีระของปาย โดยเฉพาะมือนั้นเล็กมาก ครูณัฐยังเคยบอกว่าสอนปายให้เล่นเปียโนต้องใช้ความพยายามมาก เนื่องจากปายมีมือที่เล็ก แต่เมื่อสอนแล้วก็ดีใจที่ปายตั้งใจเรียนมาก และเรียนรู้ได้ค่อนข้างเร็ว
![]()
l กลับมาถามปาย เมื่อไปเริ่มเรียนเปียโนครั้งแรก จำความรู้สึกในวันแรกได้ไหมครับ
น้องปาย : หนูว่าสบายดีค่ะ นั่งเล่นเปียโนใช้นิ้วกดลงไปบนคีย์บอร์ดแล้วมีเสียงดังออกมาสนุกดีค่ะ หนูเคยคิดว่าเล่นเปียโนง่ายดี ง่ายกว่าสีไวโอลิน เพราะสำหรับหนู หนูมองว่าไวโอลินเล่นยากกว่าค่ะ หนูเล่นเปียโนแล้วมีความสุข ชอบค่ะ เรียนแล้วสนุก แค่เพียงใช้นิ้วกดลงไปบนคีย์บอร์ดก็มีเสียงต่างๆ ออกมาให้เราได้ฟังค่ะ
l ปัจจุบันปายเรียนเปียโนระดับไหนครับ เขาแบ่งเป็นกี่ระดับครับ หากเทียบกับการเรียนในโรงเรียนสายสามัญ จะถือว่าปายอยู่ระดับไหนครับ
น้องปาย : หนูอยู่เกรด 8 ค่ะ และหนูก็สอบตามหลักสูตร ABRSM ของ The Royal School of Music ประเทศอังกฤษได้แล้ว ซึ่งเกรด 8 ก็พอจะเทียบเท่ากับการเรียนโรงเรียนสามัญในชั้น ม. 6 ค่ะ ซึ่งเขาจะมีระดับสูงขึ้นไปอีก จนถึงระดับ Diploma ค่ะ
![]()
คุณอร : ก็ต้องถือว่าโชคดีของลูก และของเราด้วยค่ะ ที่น้องปายค้นพบตัวตนและรู้ว่าตัวเองชอบและต้องการเรียนอะไร ในฐานะแม่ ก็พยายามสนับสนุนให้ลูกได้เรียนและได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เรียนแล้วเขามีความสุข เราก็สบายใจแล้ว ปายบอกมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าชอบฟังดนตรีคลาสสิก ซึ่งเราเองก็ประหลาดใจในครั้งแรก แต่เมื่อมาดูในช่วงที่ตั้งท้องเขา เราก็ฟังดนตรีคลาสสิกตลอดเวลา เพราะเชื่อว่า ดนตรีจะช่วยทำให้ลูกในท้องมีอารมณ์ดี มีพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในท้อง ตอนสมัยอุ้มท้องปาย เราก็ฟังเพลงของโมสาร์ทอยู่บ่อยๆ แล้วก็ฟังของคีตกวีรายอื่นๆ ด้วย แล้วเมื่อคลอดปายออกมา ก็เห็นได้ชัดว่าปายเป็นเด็กอารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ไม่ร้องไห้กวนไม่โยเย เมื่อเข้าวัยเรียนก็มีสมาธิในการเรียนดีมาก เขาเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดีมาก จนได้รับทุนเรียนฟรีมาโดยตลอด และเขาก็ทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะด้านดนตรีให้กับโรงเรียนมาโดยตลอดเช่นกัน
l ได้ข่าวว่าน้องปายไปแข่งเปียโนที่ต่างประเทศเป็นระยะๆ ใช่ไหมครับ
น้องปาย : ค่ะ มีไปแข่งเป็นระยะๆ ค่ะ ล่าสุดก็ไปแข่งที่สิงคโปร์ และเคยไปแสดงที่ประเทศแถบยุโรปมาแล้ว โดยไปกับนักเรียนดนตรีของครูณัฐค่ะ
![]()
l การแข่งขันเล่นเปียโน เขากำหนดให้เราเล่นเพลงของคีตกวีคนใดเป็นพิเศษไหมครับ และกำหนดด้วยไหมว่าต้องเป็นเพลงยุคไหน เช่น บาโรก
หรือยุคคลาสสิก หรือยุคโรแมนติก
น้องปาย : เขาไม่ได้ระบุว่าต้องเล่นเพลงของคีตกวีคนไหน แต่ระบุว่าต้องเป็นดนตรีคสาสสิกเท่านั้น เป็นเพลงในยุคไหนก็ได้ เขาให้เล่นสองเพลง แต่ต้องมาจากคนละยุคกันค่ะ หนูเลือกเล่นเพลงแรกจากยุคบาโรก ส่วนเพลงที่สองเลือกเล่นเพลงจากยุคโรแมนติก โดยเพลงแรกเป็นของโยฮัน เซบาสเตียน บาคกับเพลงของโมสาร์ท
l เวลาแข่งขันแสดงดนตรี เครียดไหมครับ
น้องปาย : ตอนขึ้นไปแข่ง หนูไม่เครียดค่ะ แต่จะเครียดนิดหน่อยเวลาซ้อม เพราะต้องซ้อมให้หนักและต้องซ้อมให้ดีที่สุด เพื่อเวลาไปแข่งจะได้
ไม่เครียด เวลาแข่งขันหนูมองว่าเหมือนไปแสดงให้คนต่างๆ ได้ชมฝีมือของเรา ก็จึงไม่เครียดค่ะ หนูชอบแสดงให้คนชมค่ะ อยู่บนเวทีแล้วหนูสนุกค่ะ หนูคิดเสมอว่าซ้อมให้ดีที่สุด เวลาเราขึ้นไปแสดง เราจะได้ไม่ตื่นเต้น ไม่ประหม่า เพราะเราซ้อมมาดีแล้ว นักดนตรีที่เล่นหรือแสดงได้ดี มาจากการฝึกซ้อมที่ดี ซ้อมเป็นประจำ และฝึกซ้อมทุกวัน ยิ่งหนูมีข้อจำกัดด้านสรีระ หนูก็ยิ่งต้องฝึกซ้อมให้มากค่ะ ว่างจากซ้อมดนตรี หนูก็ไปทำบุญกับพ่อแม่ และยาย
![]()
l ปกติหนูซ้อมเปียโนวันละกี่ชั่วโมง หนึ่งอาทิตย์ซ้อมทุกวันไหม แล้วแบ่งเวลาอย่างไร เนื่องจากต้องเรียนหนังสือไปด้วย เรียนดนตรีไปด้วย และต้องไปแข่งเปียโนในต่างประเทศ แถมยังต้องเป็นหัวหน้าวงโยธวาทิตของโรงเรียนอีกด้วย
น้องปาย : หนูซ้อมเปียโนทุกวัน วันละประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ ต้องซ้อมทุกวันค่ะ เพื่อให้ฝีมือการเล่นพัฒนาขึ้นทุกวัน ซ้อมเวลาหลังจาก
รับประทานอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และซ้อมหลังจากทำการบ้าน อ่านหนังสือเรียนเรียบร้อยแล้วค่ะหนูพยายามจัดแบ่งเวลาเรื่องเรียนที่โรงเรียน โดยเน้นการเรียนก่อน ส่วนเรื่องเรียนเปียโน หนูก็ยังต้องเรียนเพิ่มและซ้อมทุกวัน แล้วเรื่องวงโยธวาทิตของโรงเรียนก็ต้องซ้อมเป็นประจำทุกสัปดาห์เช่นกันเพราะมีสมาชิกมากถึงเกือบ 70 คน เรื่องแบ่งเวลานั้น หนูก็ถามจากแม่ด้วย แล้วแม่ก็ช่วยดูเรื่องตารางเวลาให้ด้วย คือหนูมีแม่ค่อยช่วยเหลือให้คำปรึกษาค่ะ หนูคิดเสมอๆ ว่าต้องเน้นเรื่องเรียนก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องดนตรีเป็นสิ่งเสริม ทำให้ชีวิตมีกิจกรรมอื่นๆ ทำในยามว่างจากการเรียน
![]()
l ถามคุณอร ต้องทุ่มเทไปส่งลูกเรียนเปียโนมากมายแค่ไหน เพราะจากบ้านที่สนามบินน้ำเพื่อไปเรียนเปียโนที่โรงเรียนของครูณัฐแถวๆ ซอยภาวนา ลาดพร้าว ก็นับว่าห่างไกลกันพอประมาณ ต้องขับรถไปส่งลูกเรียนวันๆ หนึ่งใช้เวลากี่ชั่วโมงครับ
คุณอร : อย่างเช่นลูกเริ่มเรียนเปียโนแปดโมงเช้า เราก็ต้องออกจากบ้านไม่เกินเจ็ดโมงเช้า แต่ช่วงที่รถติดหนักมากคือช่วงเย็น เพราะบางวันใช้เวลาบนถนนหลายชั่วโมงเลย บางครั้งกลับถึงบ้านก็เกือบสามทุ่ม ยิ่งช่วงที่ถนนติวานนท์มีการก่อสร้างทางรถไฟฟ้า ก็ยิ่งติด แต่ก็คิดว่าเรามีหน้าที่รับส่งลูกไปเรียนเปียโน ก็ขับรถไป ไม่ต้องคิดมาก รถจะติดก็ติดไป เพราะเราเลี้ยงไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่เราต้องทำใจ แต่ก็เห็นใจลูกค่ะ เพราะเขาต้องเรียนหนังสือ ต้องเรียนดนตรี ต้องซ้อมดนตรี เลยต้องช่วยดูเรื่องตารางเวลาให้เขาค่ะ
![]()
l ถามน้องปายอีกครั้งว่า ในวันที่หนูต้องไปเรียนหนังสือ ต้องคุมวงโยธวาทิต และต้องไปเรียนเปียโน หนูแบ่งเวลาอย่างไรครับ
น้องปาย : เวลาเช้า หนูก็ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน วันไหนมีซ้อมดนตรีกับวงโยธวาทิตก็จะต้องอยู่ซ้อมจนถึงเวลา 6 โมงเย็น เมื่อกลับถึงบ้านก็ประมาณเกือบๆ หนึ่งทุ่ม ก็ต้องรีบทำการบ้านให้เสร็จเป็นอันดับแรก แล้วก็อาจจะพักผ่อนสักครู่ จากนั้นก็ซ้อมเปียโนวันละอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แต่หนูก็ต้องเน้นเรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอด้วยค่ะ หนูไม่นอนดึกเพราะต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน ส่วนวันไปเรียนเปียโนนั้นไม่ได้ไปทุกวัน ส่วนมากไปเรียนวันหยุดค่ะ
l คุณอรช่วยดูแลตารางการเรียน การซ้อมดนตรี และการทำกิจกรรมของลูกอย่างไรครับ
คุณอร : ที่ดูแลอันดับแรกคือเรื่องอาหารการกิน เรื่องการพักผ่อนของเขา และเน้นให้เขาเรียนหนังสือเป็นอันดับแรก แต่ก็ถือได้ว่าลูกแบ่งเวลาได้ดีพอสมควร เขามีวินัย เขาขยันฝึกซ้อม ยิ่งช่วงไหนใกล้จะแข่งขันเปียโน เขาก็ต้องซ้อมหนักขึ้น เราก็จะบอกเขาว่าอย่าเครียดนะลูก ทำเท่าที่เราทำได้ แล้วทำให้ดีที่สุด
l น้องปายวางแผนว่าอนาคตอยากทำอาชีพอะไรครับ
น้องปาย : จริงๆ แล้วหนูไม่ได้ต้องการเป็นนักดนตรีอาชีพค่ะ แต่เพียงชอบเล่นดนตรีเท่านั้น จริงๆ หนูอยากเรียนรัฐศาสตร์ อยากเป็นทูตค่ะ หรือไม่ก็เรียนนิติศาสตร์ค่ะ
คุณอร : คือบ้านเราคิดกันว่า ดนตรีเป็นส่วนเสริมให้ชีวิตมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่เรื่องการเรียนสำคัญที่สุด เราไม่ได้หวังผลในการเป็นนักดนตรี แม้ลูกจะไปแข่งขันที่ต่างประเทศ ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต การเล่นดนตรีเป็นการฝึกวินัยไปในตัว ดนตรีกับการเรียนต้องเสริมกัน เพื่อให้มีทั้ง IQ และ EQ ที่ดี เพื่อให้ชีวิตในอนาคตดำเนินไปได้ดี เรามองว่าดนตรีจะเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาไปตลอด หากเขามีอาชีพเป็นนักการทูต เขาก็จะทำอาชีพได้ดี โดยมีดนตรีเป็นส่วนประกอบของการทำงานและการใช้ชีวิต
l เวลาน้องปายไปแข่งตามเวทีระดับนานาชาติ เคยมีสักครั้งไหมที่คิดว่า เอ! หรือเราน่าจะเอาดีทางอาชีพดนตรีไปเลย เพราะแข่งมาแล้วหลายเวที
น้องปาย : จริงๆ หนูก็อยากแข่งไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะสนุกดี หนูมีความสุขเวลาเล่นดนตรี เวลาสมัครไปแข่งขันตามเวทีต่างๆ หนูมีความสุขค่ะ แต่ก็ต้องไม่ทิ้งการเรียนนะคะ หนูยังมองว่าดนตรีเป็นอาชีพเสริมของหนูค่ะ
คุณอร : ทางบ้านไม่ได้บังคับลูกเลยค่ะคิดอย่างเดียวคือสนับสนุนในสิ่งที่ดีที่เขาต้องการ เราก็ส่งเสริมไป เราคิดเพียงแค่ว่าให้ลูกมีชีวิตที่ดีมีความสุข ไม่สร้างปัญหาให้สังคม และไม่เป็นภาระของใคร เราให้ลูกเลือกเองว่าจะเรียนอะไร จะใช้ชีวิตแบบไหนที่ทำให้เรามีความสุขและไม่ทำให้ใครต่อใครเดือดร้อนเพราะเรา เราโชคดีค่ะ ที่ปายเป็นเด็กเรียนหนังสือดี สนใจการเรียน และทำกิจกรรมควบคู่กันไปเขาสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด จึงทำให้ได้ทุนเรียนดี
l เวลาลูกเริ่มโตขึ้น เป็นวัยรุ่นมากขึ้น แม่กับลูกเคยมีความเห็นในเรื่องใดๆ ไม่ลงรอยกันบ้างไหม แล้วแก้ปัญหาอย่างไรครับ ถามน้องปายก่อน
น้องปาย : เวลามีความเห็นไม่ตรงกัน หนูก็จะบอกแม่ว่า หนูคิดแบบนี้ แม้คิดว่าหนูคิดถูกหรือไม่ แล้วแม้จะมีอะไรเสนอแนะหนูบ้างไหม ซึ่งแม่ก็จะบอกว่า ถ้าเป็นแม่ แม่จะทำแบบนี้ หนูลองคิดดูสิว่าวิธีของแม่มันดีสำหรับหนูหรือไม่ คือ แม่จะสอนให้ใช้เหตุผลแล้วคิดวิเคราะห์ก่อนลงมือทำเรื่องใดๆ
คุณอร : คือว่าเราไม่บังคับเขาค่ะ เราคุยกันเราเสนอเขา แล้วให้เขาคิด เขาก็จะมีมุมมองของเขา หากเราเห็นว่าไม่น่าจะเหมาะ ก็จะบอกให้เขาลองมองมุมอื่นๆ แล้วคิดใหม่อีกที เราคุยกันทุกเรื่องค่ะเราฟังเขา เขาก็ฟังเรา แล้วเราก็หาทางออกด้วยกัน
l ลองเล่าให้ฟังได้ไหมว่า เรื่องไหนที่คิดไม่ตรงกัน แล้วต้องใช้เวลาคุยกันมากพอสมควร
น้องปาย : (คิดสักพักหนึ่ง) เรื่องแต่งตัวค่ะ เราคุยเรื่องนี้กันบ่อย เช่น หนูจะแต่งตัวแบบหนึ่ง แต่แม่ถามว่า หนูคิดว่าแต่งตัวแบบนี้เหมาะสมกับงานที่จะไปหรือ หนูก็จะต่อรองกับแม่ว่า ถ้าเช่นนั้น หนูเปลี่ยนไปสวมเสื้อที่แม่เสนอ แต่หนูขอสวมรองเท้าแบบที่หนูอยากสวมได้ไหม แล้วเราก็หาข้อตกลงร่วมกัน ปัญหาก็แก้ไขได้ ทุกอย่างลงตัว คือหนูไม่โต้แย้งแม่อย่างรุนแรง แต่อาจจะมีคำถามบางเรื่องส่วนแม่ก็ไม่ได้บังคับหนูจนหนูไม่มีทางเลือก เราคุยกันแล้วหาทางออกด้วยกันค่ะ
คุณอร : ก็เพราะเราอยู่ในครอบครัวเดียวกันเราจึงต้องพูดคุยกัน หารือกัน แล้วหาทางแก้ปัญหาในสิ่งที่เรามองไม่ตรงกัน เราเชื่อว่าการพูดคุยกันด้วยความรักและความหวังดีจะช่วยทำให้ทุกอย่างราบรื่นและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีได้เสมอ เราไม่เลี้ยงลูกด้วยการบังคับ แต่สอนให้เขาคิดว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะ แล้วเราก็ประคับประคองกันไปเรื่อยๆเป้าหมายของแม่คือ เห็นลูกมีความสุข เป็นคนดีของสังคม และประสบความสำเร็จในชีวิตตามแนวทางและความถนัดของเขา
คุณสามารถรับชมรายการไลฟ์ วาไรตี รายการที่ให้ทั้งสาระและความรู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. ทางโทรทัศน์ NBT ช่องหมายเลข 2 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ไลฟ์ วาไรตี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี