วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การนอนเป็นสิ่งสำคัญ โดยปกติเราใช้เวลานอนเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1 ใน 3 ของการใช้ชีวิต เพื่อให้ร่างกายพักผ่อน หลังจากการเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน แต่ยังมีบางคนที่ระหว่างการนอนหลับมีภาวะหายใจผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงสมองทำงานหนักและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในอนาคต
.jpg)
ข้อมูลจาก นายแพทย์ธนกร ทรรศนียศิลป์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบคนที่มีปัญหาการนอนกรนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการนอนกรนจะไม่เป็นอันตราย หากไม่มีภาวะการหายใจที่ผิดปกติหรือมีหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยโดยผู้ป่วยที่มีทางเดินหายใจแคบ ในเวลาหลับเมื่อหลับสนิทอาจจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ มีเสียงกรนติดขัดสะดุดไม่สม่ำเสมอ โดยบางช่วงจะมีช่วงกรนเสียงดังสลับกับเบาเป็นระยะๆ และจะมีช่วงหยุดกรนไปชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการหยุดหายใจ ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงตามมาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่สมองจะตื่นตัวและทำให้ทางเดินหายใจเปิดและกลับมาหายใจอีกครั้ง ซึ่งวงจรนี้จะเกิดขึ้นตลอดทั้งคืน เป็นผลให้ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้มากขึ้น ในระยะยาวถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคสมองได้
อาการการนอนผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์ คือ นอนกรนผิดปกติ, รู้สึกง่วงนอนตอนกลางวันมากผิดปกติ ทั้งที่นอนอย่างเพียงพอ, สะดุ้งตื่นกลางคืนเพราะรู้สึกสำลักน้ำลายหรือจมน้ำบ่อยๆ มีความรู้สึกเหมือนหายใจเหนื่อยกลางคืน สงสัยมีการหยุดหายใจขณะหลับ,มีคนสังเกตว่าพฤติกรรมผิดปกติขณะนอนหลับ เช่น นอนขากระตุก กัดฟัน ละเมอ หรือฝันร้าย
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อแยกว่าเป็นนอนกรนประเภทใด และสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ว่า มีภาวะหยุดหายใจ
ขณะหลับมากหรือไม่และตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ โดยมีรายละเอียดการตรวจดังนี้
l การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ ว่าหลับได้สนิทแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอน คลื่นสมองผิดปกติ เช่น ลมชักขณะหลับ
l การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ เพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่
l การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ
และหยุดหายใจหรือหายใจเบาหรือไม่
l การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้า-ออก ทางจมูกและปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่ เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน
l ตรวจเสียงกรน เพื่อดูว่ากรนจริงหรือไม่กรนดังแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะนอนท่าไหน
l การตรวจท่านอน ในแต่ละท่านอนมีการกรน หรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร
.jpg)
การทำ Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับชนิดมาตรฐาน (Standard PSG) ต้องทำในห้องปฏิบัติการนอนหลับ (Sleep laboratory) ควบคุมดูแลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง เพราะการตรวจค่อนข้างซับซ้อน และมีการติดอุปกรณ์ตามร่างกายหลายอย่าง การตรวจชนิดนี้สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนเป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทหรือไม่ และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจบ่อย อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) แล้วทำการปรับความดัน เพื่อให้ทราบค่าความดันที่เหมาะสมที่สุด ที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติขณะนอนหลับ จะทำการวัดตลอดทั้งคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป ระยะเวลาที่นอนหลับ
ถ้าน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ผลที่ได้จะเชื่อถือได้น้อยผลการตรวจการนอนหลับที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลการวัดระดับความลึกของการนอนหลับอาจจะผิดพลาดได้ ต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการอ่านคลื่นสมองตรวจเช็คผลซ้ำอีกครั้งด้วยจึงจะเชื่อถือได้
ส่วนการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ Sleep Test คือ อาบน้ำสระผมให้สะอาดก่อนเข้ารับการตรวจ, ทำจิตใจให้สบาย ไม่ต้องวิตกกังวล เนื่องจากไม่มีความเจ็บปวด, หลีกเลี่ยงการนอนกลางวันในวันที่จะมาตรวจ, ไม่ควรรับประทานอาหารหรือออกกำลังกาย ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง, หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ 12 ชั่วโมง, งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการตรวจ 24 ชั่วโมง, ถ้ามียาที่ต้องทานประจำควรปรึกษาแพทย์, ผู้ชายโกนหนวดให้เรียบร้อยผู้หญิงงดแต่งหน้าและทาเล็บก่อนมาตรวจและเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สำหรับล้างหน้าตอนเช้า ไม่ควรนำเครื่องประดับหรือของมีค่าติดตัวมาด้วย
.jpg)
แนวทางการรักษาหลังเข้ารับการตรวจ Sleep Test แล้วพบว่า มีความผิดปกติของภาวะนอนกรนโดยไม่พบการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วร่วมด้วย แนะนำจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เช่น ลดน้ำหนัก เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หลีกเลี่ยงการนอนหงายเพราะจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ และมีการติดตามประเมินอาการกับแพทย์เป็นระยะ
ส่วนกรณีของภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิน 15 ครั้งต่อชั่วโมง แพทย์จะรักษาด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ซึ่งเป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90-99% แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของวิธีนี้คือผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกไม่สะดวกสบายเพราะรู้สึกอึดอัดที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP ในขณะนอนหลับ การรักษาทางเลือกด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายอาจช่วยแก้ไขการหยุดหายใจทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้หรือลดการใช้เครื่อง CPAP ลงได้ ซึ่งการผ่าตัดปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และโครงสร้างความผิดปกติของโครงหน้า จมูก และปากของแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม การตรวจการนอนหลับหรือstandard PSG เป็นที่ยอมรับว่าเป็น Gold standard หรือการตรวจที่ดีที่สุดที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคของการนอน โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำการรักษาหรือแก้ไข อาจมีผลกระทบต่อสมอง หัวใจ และร่างกายส่วนอื่นๆ ได้บางรายเป็นรุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตขณะหลับได้
ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี