Logo วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
546.jpg
หน้าแรก / ผู้หญิง
น้อมรำลึก‘วันนวมินทรมหาราช’วันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

น้อมรำลึก‘วันนวมินทรมหาราช’วันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.
Tag : วันนวมินทรมหาราชวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2566 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พสกนิกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย


ภาพพระราชกรณียกิจที่ปรากฏแก่สายตาประชาชนทั้งในและนอกประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ที่ทรงครองราชย์ ต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเป็นคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงเป็นพระมิ่งขวัญและหลักยึดเหนี่ยวของพสกนิกรชาวไทย แม้เสด็จสวรรคตล่วงมาจนปัจจุบัน เหล่าพสกนิกรยังคงคำนึงถึงพระมหากรุณาธิคุณเสมอมาไม่เสื่อมคลาย และเพื่อให้วันคล้ายวันสวรรคต เป็นวันแห่งการร่วมรำลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน วันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2566 เป็นวันแห่งการเสด็จสวรรคต ครบ 7 ปี หรือ “สัตตมวรรษ” รัฐบาลจึงได้นำความกราบบังคมทูลพระมหากรุณาขอพระราชทานชื่อวันคล้ายวันสวรรคต และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกมีพระดำริประทานชื่อวันดังกล่าว ประกอบพระบรมราชวินิจฉัยว่า “วันนวมินทรมหาราช” ซึ่งแปลว่า “วันที่ระลึกถึงพระมหาราช รัชกาลที่ ๙ ผู้ยิ่งใหญ่”

การนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า “วันนวมินทรมหาราช” ตามที่รัฐบาลได้ขอพระราชทานพระมหากรุณา อีกทั้งรัฐบาลยังได้กำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันนวมินทรมหาราช” ที่หน่วยราชการภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนสามารถมาวางพวงมาลาถวายราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เพื่อร่วมรําลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน ตลอดรัชสมัย หนังสือแนวหน้า ขออนุญาตคัดเลือกเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “สัจธรรมแห่งแนวพระราชดำริ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดพิมพ์เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (86 พรรษา 5 ธันวาคม 2556) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (81 พรรษา 12 สิงหาคม 2556) มาเผยแพร่ให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตสู่ความสุขอย่างยั่งยืน

ทรงเริ่มวางรากฐานนำสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ย้อนไปเมื่อ 67 ปีก่อน ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติยังคงดำเนินไปอย่างเป็นวัฏจักร จนมนุษย์สามารถพยากรณ์ปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรายังน่ารื่นรมย์ คนส่วนใหญ่จึงไม่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างอาศัยเกื้อกูลกัน แต่พระมหากษัตริย์และพระราชินีของประเทศไทยทรงมองการณ์ไกลถึงผลร้ายของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย และความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างอาศัยเกื้อกูลกัน จึงทรงเริ่มวางรากฐานเพื่อนำสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นคำที่บัญญัติขึ้นมาในภายหลัง โดยทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาในทุกด้านและทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมายของการพัฒนา เพื่อให้เกิดความอยู่ดีกินดี และมีความสุขอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 67 ปีภายหลังจากทรงครองสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่กันมาตลอด พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงดำเนินการทุกวิถีทางด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงรักและห่วงใยราษฎรของพระองค์ เหมือน “พ่อและแม่ที่รักและห่วงใยลูกอยู่ตลอดเวลา” โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในทุกหนแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นป่าลึก ขุนเขา หรือต้องทรงพระดำเนินฝ่าหนองน้ำและลำธารอันยากลำบาก เพื่อช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนในทุกๆ เรื่องของราษฎร โดยเฉพาะผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ด้วยพระวิริยอุตสาหะและตรากตรำพระวรกายอย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และมิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบาก จนอาจกล่าวได้ว่า “ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน” อย่างแท้จริง เพื่อนำพาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความผาสุก ร่มเย็นสมดังพระราชปณิธานที่พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระปฐมบรมราชโองการนี้มีความหมายลึกซึ้ง แสดงถึงพระราชปณิธานตั้งมั่นที่จะทรงอุทิศบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขทั่วแผ่นดิน ทรงศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และคิดค้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือเหล่าพสกนิกรให้พ้นจากความยากจน ไปสู่ความพออยู่พอกินและมีความสุขขณะเดียวกันทรงอนุรักษ์ พิทักษ์รักษา และแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแผ่นดินตั้งแต่ท้องฟ้า ผืนดินจรดใต้ท้องทะเล เพื่อความสมดุลของสรรพชีวิตให้มีความยั่งยืน

สัจธรรมแห่งการทรงงานเพื่อความสุขของประชาชน การที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะทรง “เข้าใจและเข้าถึง” ความเดือดร้อนและความต้องการของราษฎร เพื่อที่จะทรงใช้ทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวงที่พระองค์มีอยู่มาช่วยเหลือหรือ “พัฒนา” เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้พ้นจากความยากจน โดยทรงยึดหลักการสำคัญคือ ความสอดคล้องกับภูมิสังคมที่แตกต่างกัน และจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนามีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนา รวมทั้งทรงยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และให้ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

หลักการสำคัญของพระองค์ทรงคำนึงถึงความสอดคล้องเกื้อกูลกันระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดมาตลอด ทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติและสภาวะตามธรรมชาติ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ จึงทรงนำความรู้จริงในความเป็นไปแห่งธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาใช้ในการแก้ไขปัญหา และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบปกติ ทรงใช้หลัก “ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ” อันเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยทรงใช้หลักอธรรมปราบอธรรม คือการใช้สิ่งที่ไม่พึงปรารถนามาหักล้างกันให้มีผลออกมาเป็น “ธรรม” ได้ ตลอดจนทรงอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนโดยการใช้วิธีปลูกป่าในใจคน และใช้หญ้าแฝกแก้ไขปัญหาดินพังทลาย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงใช้ “การบริหารแบบบูรณาการ” โดยทรงมีวิธีคิดอย่างเป็นระบบครบวงจร ทำตามลำดับขั้น และจัดบริการรวมที่จุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกและประโยชน์แก่ประชาชน และไม่ว่าจะทรงงานใดก็ตามทรงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงทรงทำทุกวิถีทางเพื่อ“มุ่งผลสัมฤทธิ์” เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์คือความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ไม่ทรงคำนึงถึงผลกำไรที่เป็นตัวเงินไม่ทรงยึดติดตำรา เป็นการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพแห่งธรรมชาติ และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน และหัวใจสำคัญของการทรงงาน คือพระองค์โปรดที่จะทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาของทุกโครงการ

ทรงมีพระราชดำริว่า การพัฒนาก็คือการทำสงครามกับความยากจน หากสามารถช่วยให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีได้จึงจะถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เป็น “ชัยชนะของการพัฒนา” อย่างแท้จริง พระองค์จึงทรงงานอย่างหนักในการต่อสู้กับความยากจน เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ให้สามารถพึ่งตนเองได้อันจะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

พระราชทาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เส้นทางสู่ความยั่งยืน จุดหมายของการพัฒนาที่มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีความ “กินดีอยู่ดี” หรือ “พออยู่พอกิน” นั้น เป็นพระราชดำรัสที่ทรงชี้แนะให้ประชาชนนำมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตมาเกือบ 40 ปีแล้ว และต่อมาพระราชทานให้ใช้คำว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยในปัจจุบันได้มีภาคส่วนต่างๆ น้อมนำไปปฏิบัติเป็นจำนวนมาก

การพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ตลอดจนใช้หลักวิชาความรู้ มีคุณธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความเพียร อย่างรอบคอบ ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและในการกระทำ ทำงานอย่างมีความสุข รู้ รัก สามัคคี ก็จะนำไปสู่ความก้าวหน้าอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคมสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์สุขอย่างยั่งยืนจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยือนราษฎรทั่วประเทศ เป็นการทรงงานเพื่อรับทราบทุกข์สุข และปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริงของประชาชน ด้วยการศึกษาข้อมูลจากสภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตที่แท้จริง ตามสภาพทางภูมิศาสตร์และภูมิสังคมของแต่ละภูมิภาค เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด จนมีคำกล่าวว่า “ไม่มีที่ไหนในประเทศไทยที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ไปไม่ถึง”

นับเป็นการทรงงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับความยากจน ความด้อยโอกาสทางการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งทำให้ราษฎรจมอยู่กับความทุกข์ยาก พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ไปโอบอุ้มและดึงเขาเหล่านั้นขึ้นมาให้ได้พบกับความสุขในชีวิตอย่างยั่งยืน ต่อมาได้ขยายไปสู่โครงการพัฒนาด้านต่างๆ ครอบคลุมวิถีชีวิตทุกด้านของประชาชน ซึ่งขอยกตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่นับเป็นโครงการแรกที่สำคัญใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งผลสำเร็จที่นำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนพอสังเขป ดังนี้

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก คือ โครงการถนนห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานเมื่อปี 2495 เพื่อให้ราษฎรใช้สัญจรและนำผลผลิตออกมาจำหน่ายยังชุมชนภายนอกได้สะดวก ปีถัดมาได้พระราชทานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแห่งแรก โดยมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และในปี 2498 มีพระราชดำริให้ศึกษาทดลองการทำฝนเทียมหรือฝนหลวง เพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งให้แก่พสกนิกรทรงใช้ความวิริยอุตสาหะถึง 14 ปี จึงประสบความสำเร็จในปี 2512 หลังจากนั้นได้พระราชทานฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งให้แก่ราษฎรจวบจนถึงปัจจุบัน

ปี 2506 ได้พระราชทานโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 1 ที่บ้านแม้วดอยปุย ตำบลหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กชาวเขา ซึ่งนับเป็น โรงเรียนพระราชทานแห่งแรก และปี 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต ทูลเกล้าฯ ถวายปลานิลจึงทรงทดลองเลี้ยงในสวนจิตรลดา จนได้ผลดีจึงพระราชทานปลานิลแก่ประชาชน เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ จนถึงวันนี้ปลานิลได้กลายเป็นปลายอดนิยมของคนไทยทีเดียว

ปี 2512 มีพระราชดำริพัฒนาให้ ชาวเขาปลูกกาแฟแทนฝิ่น จากนั้นได้เสด็จฯ ไปทรงแนะนำและทรงให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2515 ได้พระราชทานความช่วยเหลือชาวเขาและชาวไร่ด้านเกษตรกรรม และจัดให้มีตลาดรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรในราคายุติธรรม อีกทั้งทรงจัดตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 ณ อำเภอฝาง ซึ่งนับเป็น โรงงานหลวงพระราชทานแห่งแรก จากนั้นสินค้าภายใต้ชื่อ “ดอยคำ” ก็แพร่หลายในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ปี 2516 ทรงเปิดโรงเรียนร่มเกล้าแห่งแรกที่บ้านหนองแคน ตำบลดงหลวง จังหวัดนครพนม อันเป็นการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของประเทศ โดยขณะนั้นเป็นทางผ่านของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และได้พระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และในปี 2518 พระราชทานพระราชทรัพย์ให้จัดสร้างสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง อันเป็น สหกรณ์การเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกก่อนที่จะมีสหกรณ์การเกษตรเกิดขึ้นอีกมากมายในเวลาต่อมา

ปี 2519 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” เพื่อส่งเสริมงานศิลปาชีพให้เป็นอาชีพเสริมแก่ราษฎร รวมทั้งทรงก่อตั้งโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาและศูนย์ศิลปาชีพทั่วประเทศ โดยมีการดำเนินงานนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ช่วยให้ราษฎรมีรายได้ดี จนบางครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลัก

ปี 2522 มีพระราชดำริให้จัดตั้ง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกที่เขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จในด้านการเกษตรกรรมและการพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจนำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งต่อมาได้พระราชทานศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ในภาคต่างๆ รวมเป็น 6 แห่ง จนถึงปี 2556 มีผลการศึกษาวิจัยถึง 1,240 เรื่อง

ปี 2525 มีพระราชดำริให้จัดตั้ง โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองเป็นครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมให้เป็นบริเวณต้นน้ำลำธาร กักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เดิมไว้ ขณะเดียวกันก็ปลูกป่าเสริมด้วย โดยราษฎรเป็นผู้ลงแรงปลูกและดูแลบำรุงเลี้ยง บนพื้นดินที่ทรงซื้อและทรงเช่าพระราชทาน รวมทั้งพระราชทานเงินเดือนแก่ราษฎรผู้ยากจนที่เข้าโครงการ ช่วยให้มีอาชีพและรายได้เลี้ยงครอบครัว เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ โครงการนี้ได้ขยายไปอีกหลายพื้นที่ มีราษฎรเข้าร่วมโครงการและถวายที่ดินเป็นจำนวนมาก

ปี 2531 มีพระราชดำริให้พัฒนาบริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี เพื่อศึกษาและจัดทำเป็นศูนย์สาธิตการทำเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างเป็น
รูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งนับเป็นจุดกำเนิดของ เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก ประชาชนได้ใช้เป็นที่ศึกษาดูงานจนเกิดความเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองเป็นจำนวนมาก

ปี 2534 มีพระราชดำริให้ ศึกษาและใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ จนถึงปัจจุบันมีการส่งเสริมและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกไปแล้ว 4,500 ล้านกล้า อนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่กว่า 10 ล้านไร่ทั่วประเทศ และมีการวิจัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกกว่า 200 เรื่อง

ปี 2535 เสด็จฯ ไปสำรวจพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยัง จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่งเสริมให้ราษฎรพัฒนาอาชีพการเกษตรทฤษฎีใหม่ และระหว่างปี 2546-2549 ได้พัฒนาให้มีความจุมากขึ้น และผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่มาเพิ่มเติมให้พื้นที่ลุ่มน้ำลำพะยัง และได้พระราชทานภาพร่างฝีพระหัตถ์ตัวยึกยือ เป็นแนวทาง พัฒนาลุ่มน้ำก่ำ จังหวัดสกลนคร-นครพนม โดยการสร้างประตูระบายน้ำเป็นตอนๆ กักเก็บน้ำได้รวม 68.3 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 165,000 ไร่

นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่แห่งแรก ที่บ้านทันสมัย ตำบลมหาชัย อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เพื่อให้คน ป่า และสัตว์ป่า สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างอาศัยเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับประชาชน เพื่อมีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้ประชาชนหยุดการบุกรุกทำลายป่าไม้ และช่วยดูแลรักษาให้มีสภาพสมบูรณ์ดังเดิม จนปัจจุบันได้ขยายการดำเนินงานไปในหลายพื้นที่ช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่บนแผ่นดินไทย

ปี 2536 มีพระราชดำริให้ พัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แก้ปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าไปในลำน้ำ ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรและนาร้าง 1.9 ล้านไร่ แบ่งเขตทำกินระหว่างการเลี้ยงกุ้งที่ใช้น้ำเค็มและการเกษตรที่ใช้น้ำจืด อันเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในพื้นที่ นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้ สร้างเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร แก้ปัญหาน้ำท่วม ชะล้างดินเปรี้ยว และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 185,000 ไร่

ปี 2537 มีพระราชดำริให้ พัฒนาลุ่มน้ำห้วยบางทราย จังหวัดมุกดาหาร โดยสร้างอ่างเก็บน้ำ 7 แห่ง ความจุรวม 24.5 ล้านลูกบาศก์เมตรส่งน้ำได้ 8,900 ไร่ พัฒนาอาชีพแบบบูรณาการและฟื้นฟูป่าไม้ และจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ช่วยเหลือการประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อีกทั้งพระราชทาน โครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร (หลัก 22) นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) เพื่อให้บริการด้านความรู้ ปัจจัยการผลิต พัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตประชาชนลาว 9 หมู่บ้าน เป็นการขยายผลการพัฒนาสู่สากล และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ต่อมา สปป.ลาว ได้ขยายผลโครงการไปยังแขวงอื่นๆ ทั่วประเทศ

ปี 2542 มีพระราชดำริให้สร้าง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ความจุ 960 ล้านลูกบาศก์เมตรช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 174,500 ไร่ รวมทั้งช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และกรุงเทพฯ และโปรดเกล้าฯ ให้กองทัพภาคที่ 3จัดตั้ง หมู่บ้านยามชายแดนแห่งแรกขึ้น ในพื้นที่บ้านมะโอโคะ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และบ้านปางคองอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านจัดตั้งใหม่บนเขา เพื่อให้ชาวเขาที่อยู่ตามแนวชายแดนร่วมปกป้องรักษาประเทศ ด้วยการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งที่อยู่อาศัยและการพัฒนาอาชีพ และต่อมาจัดตั้งเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ช่วยสร้างความผาสุกให้แก่ราษฎรชาวเขา อีกทั้งสร้างสำนึกรักป่า และที่สำคัญยิ่งคือช่วยปกป้องรักษาแผ่นดินไทยตามแนวชายแดนเป็นอย่างดี

ปี 2546 มีพระราชดำริให้สร้าง เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก ความจุ 939 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร 75,000 ไร่และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และภาคเหนือตอนล่าง นอกจากนี้ มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ ณ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ขึ้นเป็นแห่งแรก โดยขณะนี้มีจำนวน 17 แห่ง กระจายอยู่ใน 6 จังหวัดทางภาคเหนือช่วยสร้างความผาสุกให้แก่ราษฎรในพื้นที่เป็นอย่างมากชาวไทยภูเขาได้มีอาชีพเกษตรตามหลักวิชาการแผนใหม่ทดแทนการทำไร่เลื่อนลอย มีอาชีพ รายได้ และความเป็นอยู่ดีขึ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปี 2554-2555 นอกจากโครงการที่มีพระราชดำริดังตัวอย่างข้างต้น ยังมีโครงการที่ทรงรับฎีการาษฎรไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงปี 2554-2555 มีจำนวน 79 โครงการกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทุกภูมิภาค

4,350 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ประมวลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านต่างๆ จนถึงเดือนกันยายน 2555 รวมแล้วมีจำนวนถึง 4,350 โครงการ และจะเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคทุกจังหวัดของประเทศ ประเภทที่มีจำนวนมากที่สุดคือ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 2,955 โครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความหมายที่พระองค์มีพระราชดำริว่า “น้ำคือชีวิต” ซึ่งทรงให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ทั้งในมิติของน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย

โครงการที่มีจำนวนมากรองลงมาตามลำดับ ได้แก่ โครงการพัฒนาด้านสวัสดิการสังคมและการศึกษา 395 โครงการ โครงการพัฒนา
ส่งเสริมด้านอาชีพ 325 โครงการ โครงการพัฒนาแบบบูรณาการและอื่นๆ 234 โครงการ โครงการพัฒนาด้านการเกษตร 165 โครงการ โครงการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม 145 โครงการ โครงการพัฒนาด้านคมนาคมและการสื่อสาร 76 โครงการ และโครงการพัฒนาด้านสาธารณสุข 55 โครงการ

หากพิจารณาถึงการกระจายตัวของโครงการไปในภูมิภาคต่างๆ แล้ว ปรากฏว่ามีโครงการใน ภาคเหนือ มากที่สุดถึง 1,660 โครงการรองลงมาตามลำดับได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,088 โครงการ ภาคใต้ 822 โครงการ ภาคกลาง 766 โครงการ และ ไม่ระบุภาค 14 โครงการ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เป็นการเรียนรู้ที่มีรากฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย แนวพระราชดำริอันเป็นสัจธรรมแห่งการพัฒนาเกิดจากพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ลุ่มลึก และรอบด้าน ทรงแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า จวบจนวันนี้ได้ปรากฏผลสัมฤทธิ์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในทุกๆ ด้าน

ผู้ทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนอย่างยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงงานเพื่อประชาชนที่พระองค์ทรงรักอย่างต่อเนื่อง
ผลที่ได้รับจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายดังกล่าว รวมทั้งจากการที่พระองค์ทรงร่วมมีบทบาทในการแนะนำแนวทางเพื่อพัฒนาประเทศมาโดยตลอด ย่อมเป็นประจักษ์พยานว่า การทรงงานพัฒนาประเทศเพื่อต่อสู้กับความยากจนของพระองค์ได้ประสบชัยชนะแล้วอย่างงดงาม

จึงกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยและประชาชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งยังแผ่ไพศาลไปยังนานาประเทศ การทรงงานพัฒนาของพระองค์ได้หยั่งรากการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยอย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันทรงสอนให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเกิดการเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง อันนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

พระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยอุตสาหะที่หนังสือเล่มนี้ได้นำมาเสนอ เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของแนวพระราชดำริและโครงการพัฒนาเท่านั้น ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “การทรงงานช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ เป็นการวางรากฐานการพัฒนาสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” ควรค่าที่พสกนิกรชาวไทยจะน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และน้อมนำมาแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินชีวิตสู่ความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved