แนวหน้า Talk : ‘เกียรติ สิทธีอมร’  เสียงเตือนจากโลกถึงไทย  ‘เงินดิจิทัล’เกมนี้เสี่ยงสูง..คุ้มไหม?

แนวหน้า Talk : ‘เกียรติ สิทธีอมร’ เสียงเตือนจากโลกถึงไทย ‘เงินดิจิทัล’เกมนี้เสี่ยงสูง..คุ้มไหม?

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ดิจิทัล วอลเล็ต” หรือโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ด้านหนึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มีข้อถกเถียงถึงความคุ้มค่า รวมถึงสุ่มเสี่ยงกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง แต่อีกด้านหนึ่งในทางการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมถอยเพราะพรรคการเมืองจำเป็นต้องทำให้ได้ตามที่เคยหาเสียงกับประชาชนไว้

รายการ “แนวหน้า Talk” หลายตอนที่ผ่านมาแขกรับเชิญหลายท่านได้กล่าวถึงประเด็นการแจกเงินดิจิทัล รวมถึง เกียรติ สิทธีอมร คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในตอนที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2566 โดย เกียรติ มองว่า มีประเด็นทางกฎหมายในเรื่องสิ่งที่หาเสียงไว้กับสิ่งที่กำลังจะทำว่าเป็นคนละเรื่อง ซึ่งที่จะทำขณะนี้ไม่ใช่งบประมาณปกติ ไม่ใช่รายได้เพิ่ม


จึงมีคำถามว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะว่าอย่างไร ผิดหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยชี้แจงไว้กับ กกต. นั้นรวมถึงการกู้เงินด้วย เพราะบอกว่าใช้งบประมาณ ซึ่งหากงบประมาณขาดดุลก็ต้องกู้เงิน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการบอกว่าเป็นงบเฉพาะกิจพิเศษ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 53 ที่ระบุว่า ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนและ
ต่อเนื่องเพื่อแก้วิกฤต

แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่อยู่ในวิกฤต โดยตัวอย่างของสถานการณ์ที่เรียกว่าวิกฤต เช่น ต้มยำกุ้ง ในปี 2540 อัตราแลกเปลี่ยนเละเทะ คนหยุดลงทุนและแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันจึงยังไม่เข้าข่ายวิกฤตรวมถึงกฎหมายวินัยการคลังยังระบุด้วยว่า ต้องไม่สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน ซึ่งวันนี้งบประมาณปี 2567 ยังไม่นำเข้าสู่การพิจารณาแต่อย่างใด

ขณะที่ในมาตรา 56 ระบุว่า การกู้เงินให้กระทำได้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน ต้องดำเนินการโดยไม่อาจใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายได้ ซึ่งจริงๆ สามารถจัดทำใส่เข้าไปในงบประมาณประจำปีที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ อีกทั้งมาตรา 57 ยังกล่าวถึงการกู้เงินตามมาตรา 53 และ 56 ให้กระทำได้เฉพาะการใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคม แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าหากทำแล้วจะคุ้มค่าอย่างไร มีแต่คำว่าพายุหมุนเพียงอย่างเดียว จึงมีคำถามว่า คิดนโยบายอื่นที่ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือ

“ไปดูในโลกนี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่สนใจ ผมก็ไปดูว่าทุกครั้งที่เลือกตั้ง ประเทศไหนเขาใช้นโยบายอะไร? อย่างไร? วิธีคิดนี้ถามว่าเราเคยเห็นไหมในโลกที่เขาทำ?เคยนะ! มี 2 แบบ แบบหนึ่งเขาเจอวิกฤตจริงๆ ไปช่วย ตอนนั้นยุค Depression (ถดถอย) อย่างนั้นโอเค ทำครั้งเดียวให้คนรอดตาย เราเจออีกประเภทหนึ่ง พูดง่ายๆ ประเทศเจ๊งไปแล้ว ที่ทำวิธีนี้ ประชานิยมแบบนี้ เอาเงินแจกแบบนี้ ขึ้นค่าแรงแบบนี้ อาร์เจนตินาก็เป็นแล้ว เวเนซุเอลาก็เคยเจอมาแล้ว ตัวอย่างก็เห็นหมดแล้ว ทำไมเรายังต้องไปเดินถนนเส้นนี้ที่สร้างความเสี่ยงให้ประเทศ” เกียรติ กล่าว

เกียรติ กล่าวต่อไปว่า เรื่องใครๆ ก็อยากได้เงินนั้นถูกจริตคนทั้งโลก อยู่ดีๆ มีคนบอกจะเอาเงินมาให้ไม่มีใครที่จะไม่เอา แต่ไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไร ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของนักการเมืองและพรรคการเมือง ไม่ใช่จะพาประเทศไปอย่างไรก็ได้ อย่างตนเองนั้นเห็นว่าหากมีงบประมาณ 5 แสนล้านบาท เอาไปทำอะไรที่ดีกว่านี้ได้มากมาย เช่น เรื่องพลังงาน เรื่องดอกเบี้ย เรื่องการเงิน แก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบ ฯลฯ ซึ่งก็
ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว แต่ได้ผลทางเศรษฐกิจมากกว่า 5 แสนล้านบาท

ส่วนที่พรรคก้าวไกลตั้งข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยตั้งใจให้นโยบายดิจิทัล วอลเล็ต ไปสะดุดในขั้นตอนต่างๆ เพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้ตนเองมองว่าอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบเพราะรับปากแล้วไม่ทำ ประชาชนก็ต้องเห็น แต่ก็อาจเป็นข้ออ้างที่จะใช้ในการไม่เดินบนถนนเส้นนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองเคยเสนอว่า ถ้าหาคนสัก 10 ล้านคน ที่รายได้น้อยจริงๆ แล้วให้เงินคนกลุ่มนี้คนละ 2 หมื่นบาท ก็ไม่ติดใจเพราะช่วยเขาได้มาก ตนเองเคยถูกเชิญไปพูดเรื่องพลังงานในต่างประเทศ ก็มีคำถามจากที่นั่นว่าประเทศไทยรวยขนาดนั้นเลยหรือ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเลยหรือ

“มันมีอีกคำถามหนึ่ง เขาบอกคนในรัฐบาลมีผลประโยชน์กับคนค้าปลีกหรือเปล่า จะเจ้าสัวหรือไม่เจ้าสัวแต่อันนั้นคนก็มองเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่เขาได้ ผมไม่ได้บอกว่าเขาไม่ควรได้รับประโยชน์จากการค้าปลีก แต่นายกฯ เคยพูดเองตอนช่วงหาเสียงเลือกตั้ง บอกผมได้บอกแล้ว ห้างสรรพสินค้าให้เตรียมของไว้ ในที่สุดแล้วไม่รู้จะเชื่ออะไร รวมทั้งที่เพิ่งแถลงครั้งที่แล้วด้วย เราเชื่ออะไรได้บ้าง แล้วการเป็นนักการเมือง เป็นพรรคการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ ถ้าเชื่อไม่ได้มันหมดนะ” เกียรติ กล่าว

ส่วนความคาดหวังจากโครงการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทที่จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างมากในระยะเวลา 6 เดือน เรื่องนี้ เกียรติ บอกว่า ไม่กล้าจินตนาการเพราะเชื่อว่าจะมีอุปสรรคจำนวนมาก เช่น การที่คนทำมาหาค้าขายสุจริตต้องไปลงทะเบียนดิจิทัล ถามว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นของบริษัทใคร ซึ่งที่ผ่านมา “มีคนในบางประเทศ คิดง่ายๆ ว่าเงินดิจิทัลเปรียบเหมือนการไม่ต้องพึ่งงบประมาณ” โดยสร้างสกุลเงิน (Currency) ใหม่ขึ้นมาให้นำไปใช้กัน แล้วกว่าจะกลับมาขึ้นเงินจะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน แล้วค่อยไปว่ากันต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป

และที่รัฐบาลบอกว่าต้องไปกู้เงินมาทำโครงการ เพราะในที่สุดแล้วการทำเงินดิจิทัลนั้นผิดกฎหมาย ซึ่ง “ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ในขั้นทดลองสกุลเงินดิจิทัล” เป็นหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่เป็นเจ้าภาพ บุคคลอื่นใดรวมถึงรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าไปทำในส่วนนี้ได้ “อย่างไรก็ตาม แม้กรณีของไทยจะยังไม่ได้ข้อพิสูจน์ แต่ในกระแสโลกก็เริ่มถอยห่างจากเงินดิจิทัลกันแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง” เต็มไปด้วยการฉ้อโกงและการฟอกเงิน อย่างในเมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีธนาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย

อีกทั้งต้องบอกว่า “ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม” ไม่ใช่ว่าทุกคนรู้เรื่องเงินดิจิทัลกันหมดแล้ว จริงอยู่ว่าเรื่องนี้ทันสมัย แต่ทั้งโลกก็ค้นพบว่ามันมีปัญหาเพราะกลายเป็นเงินตราอีกสกุลหนึ่ง แต่เป็นสกุลเงินที่ไม่มีกฎหมายรองรับ “ลองคิดง่ายๆ ว่ามีคน 5 ล้านคนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน แจกคนกลุ่มนี้คนละ 1 หมื่นบาทก็ใช้งบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท”คำถามคือเงินที่แจกไปปลายทางจะไปอยู่ที่ใครเพราะไม่สามารถตรวจสอบได้

ดังนั้นโดยสรุปเกี่ยวกับดิจิทัล วอลเล็ต 1.กกต. ต้องออกมาแสดงท่าที ว่าตอนที่หาเสียงกับที่กำลังจะทำนั้นเป็นคนละเรื่องกัน 2.ไม่เชื่อว่าจะออกเงินกู้พิเศษได้ เพราะปัจจุบันไม่ได้มีสถานการณ์ที่เป็นวิกฤต แต่เรื่องนี้อาจเป็นหน้าที่ของกฤษฎีกา หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความ และ 3.เราเสียเวลากันมามากพอแล้ว เพราะจริงๆ ยังมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว นอกจากนั้น องค์กรระดับโลกที่ประเมินสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจก็ยังส่งสัญญาณเตือนถึงประเทศไทย

“S&P (Standard & Poor), Fitch Ratings ที่เป็นคนทำประเมินทั้งหมด เขาก็ส่งสัญญาณชัดแล้วนะ เขาบอกถ้าประเทศไทยไปในแนวนี้ก็ต้องทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะกำลังในการชำระหนี้เป็นตัวใช้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ ทีนี้โอกาสเท่าที่ผมฟังดู เท่าที่อ่านทุกบทความของพวกประเมินทั้งหลาย เขาบอกถ้าไปในแนวนี้แล้วไปกู้เพิ่มก็เพิ่มเพดานหนี้ที่ต้องใช้ แล้วถ้ามันไม่ใช่พายุหมุน ซึ่งโอกาสเป็นพายุหมุนแทบไม่มี

มันหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่ากำลังการชำระหนี้ของเราจะลดลงเพราะหนี้เราเพิ่มขึ้น ก็ลดความน่าเชื่อถือ พอทรุดลงเกิดอะไรขึ้น? ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นทันที มันก็เป็นลูกโซ่ ฉะนั้นเกมนี้ไม่ใช่เรื่องในประเทศอย่างเดียว เป็นเรื่องที่จะกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกด้านเศรษฐกิจชัดเจนมาก ผมคิดว่าถ้าผมพูดได้ กรุณาอย่าดื้อเถอะครับ เพราะดื้อไปความเสี่ยงสูงมาก” เกียรติ กล่าว

อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า “อย่าไปคิดว่านโยบายไหนเป็นของพรรคใด แต่ให้คิดว่านโยบายใดดีกับประเทศที่สุดก็ทำนโยบายนั้น” อย่างตนเองเคยพูดเรื่องนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ นโยบายเกี่ยวกับยาง-ปาล์ม หากรัฐบาลจะทำก็ไม่หวง “แต่นายกฯ จะกล้าทำหรือไม่ เพราะหากทำแล้วอาจเสียเพื่อนที่เป็นขาใหญ่” แต่ก็อยากให้ทำเพราะ “ประเทศชาติต้องมาก่อนพรรค-พรรคต้องมาก่อนคน” ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นวิถีที่คนในพรรคประชาธิปัตย์ยึดถือ

ซึ่งนโยบายแจกเงินดิจิทัล หากอธิบายง่ายๆ ให้ชาวบ้านฟัง ที่บอกว่าการกู้หนี้ก็เพื่อให้มีรายได้เพิ่ม คำถามคือนโยบายนี้จะสร้างรายได้เพิ่มได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องเพียงชั่ววูบ และจากนั้นไปอีก 4-5 ปี ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้ หากเป็นการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดน่าจะอยู่ที่1.5-2 หมื่นล้านบาทต่อปี ยังไม่ต้องนับเรื่องที่บอกว่าจะใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้านสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ขึ้นมา แต่เงินจำนวนนี้สามารถนำไปก่อสร้างถนนใหม่ได้หลายเส้นทางส่วนที่บอกว่าเป็นการดูแลคนจน ก็ไม่แน่ใจว่านโยบายนี้จะใช้ทฤษฎีใดมาอธิบายแล้วประชาชนสบายใจ

สุดท้ายกับความเห็นที่ว่า “ให้รัฐบาลเขาทำไปก่อนอย่าเพิ่งไปด้อยค่า ถ้ามันจะเป็นอย่างไรไว้อีก 4 ปีข้างหน้าเลือกตั้งค่อยว่ากันใหม่” เกียรติ ให้มุมมองว่า “อย่าไปด้อยค่าคนที่ออกมาเตือน เพราะเขาก็ห่วงใยประเทศเหมือนกัน และในความห่วงใยนั้นก็อยู่บนหลักทฤษฎี” ในขณะที่ฝ่ายผลักดันนโยบายไม่ได้มีทฤษฎีใดๆ มายืนยันว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นดีกับประเทศจริงหรือ

และเอาเข้าจริง “คนในรัฐบาลมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าคนวิพากษ์วิจารณ์” หาก 4 ปี ทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่รับปากไว้ คำถามคือจะทำอย่างไรต่อไป เอาเงินมาคืนได้หรือไม่ หรือแค่บอกว่าก็ไม่ต้องเลือกคนเดิม-พรรคเดิมเข้ามาอีก “การทำนโยบายทุกเรื่องต้องประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้ชัด” แต่ปัจจุบันยังไม่มีการประเมิน ไม่มีการอธิบายด้วยหลักเหตุและผล และในเชิงวิชาการว่าทำแล้วดี
กับประเทศอย่างไร เรื่องนี้ในประเทศไทยก็มีกฎหมายกำหนด และการไม่ทำก็เท่ากับไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

“มันไม่ใช่ว่าผมเป็นนักการเมืองแล้วผมจะทำอะไรกับงบประมาณก็ได้ แล้วผมไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าผมโกง แต่จริงๆ แค่นโยบายที่อาจจะสร้างผลกระทบและความเสียหายอย่างมากกับประเทศทั้งประเทศ นี่คือเหตุผลที่คนออกมาพูด เพราะเขาห่วง แล้วทำไมคุณไม่ปรับ
ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นในเมื่อคนท้วงติงมากมายพอสมควรจากทุกแวดวง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งข้าราชการที่นั่งอยู่ในกระทรวงการคลังด้วย เพราะผมทราบว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง เขาชัดเจนว่าอันนี้มันเป็นปัญหานะ ถ้ายังดันทุรังกันไป ผมคิดว่าก็ชอบที่ประชาชน
คนไทยทุกคนต้องเรียกร้องความรับผิดชอบกับคนที่ตั้งใจจะทำมากกว่าแค่การเลือกตั้ง” เกียรติ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top