โซไซตี้ : สดช. แถลงผลสำเร็จ DCH ระยะที่ 2  ต่อยอด Soft Power ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

โซไซตี้ : สดช. แถลงผลสำเร็จ DCH ระยะที่ 2 ต่อยอด Soft Power ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สดช. แถลงผลสำเร็จโครงการ “ต่อยอด Soft Power ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล” แปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดงานแถลงความสำเร็จของ “โครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2” ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการถ่ายทอดเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ นาฏศิลป์ และประเพณีต่างๆ ของไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนท์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเหล่านี้ให้คงอยู่สืบต่อไปในทุกยุคทุกสมัย โดยในระยะที่ 2 มีกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม ได้แก่ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผ่านกระบวนการปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ (Policy Lab) เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อร่วมมือกันออกแบบและจัดทำมาตรการ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์มีการจัดประชุม Policy Lab ไปแล้วจำนวน 3 ครั้ง และกิจกรรมที่ 2 คือ การจัด Hackathon กิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์

โดย สดช. ได้หยิบยกประเด็น แฟชั่นไทยมาเป็นธีมในการแข่งขันภายใต้หัวข้อ “Hackulture 2023 Illuminate Thai อัปเวลแฟชั่นไทยด้วยดิจิทัล” มุ่งเน้นในการถ่ายทอดแฟชั่นไทยสู่รูปแบบดิจิทัล ทั้งสาขาเทคโนโลยี และสาขาสื่อมัลติมีเดีย แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประเภทประชาชนทั่วไป มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแข่งขันจากทั่วประเทศรวมกว่า 60 ทีม จำนวนทั้งสิ้น 287 คนมีผู้เข้าร่วมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจำนวน 40 ทีมซึ่งได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติการสร้างสรรค์ผลงาน การถ่ายทอดเรื่องราวและฝึกปฏิบัติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ DigitalContent และมีการจัดการแข่งขันรอบนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายและมอบรางวัลไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา


ภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการ สดช.

ทีมผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ ได้แก่ ทีม Fash.Design รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยส่งผลงานเข้าแข่งขันในสาขาเทคโนโลยี ประเภทประชาชนทั่วไป นำเสนอแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วยเหลือผู้ประกอบการชุดไทยท้องถิ่นและชุดไทยดั้งเดิม ที่ขาดทักษะด้านออนไลน์และภาษาต่างประเทศ ด้วยเทคโนโลยี AI สร้าง Virtual Model และดิสเพลย์ที่สวยงาม แปลได้70 ภาษา และเชื่อมต่อ e-commerce กว่า 30 แพลตฟอร์มทั่วโลก เพื่อปลุกพลัง Soft Power แฟชั่นไทยให้ก้าวไกลสู่ตลาดสากล

ภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลคือสิ่งสำคัญที่จะรักษาวัฒนธรรม ซึ่งเป็นมรดกของไทยให้คงอยู่สู่ลูกหลาน เมื่อรักษาแล้วจะทำอย่างไรในการต่อยอดให้กลายเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอยู่ใน 6 ยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคมดิจิทัล รวมไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรม Digital Content”

“โครงการนี้ทำให้คนได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์กับวัฒนธรรมแล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบต่างๆซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน เรื่องการส่งเสริม Soft Power เราตั้งเป้าไว้ว่า ปี 2570 เราจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ GDP ด้านดิจิทัลไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายอันดับ IMD ในปี 2566 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 35 แผนดิจิทัลที่สดช. เสนอรัฐบาล คือไทยจะเป็นอันดับที่ 30 ในปี 2570 หรืออันดับที่ 2 ในอาเซียน”

สุวิชา บุญช่วยรอด ผอ.ศูนย์พัฒนานโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนั้น สดช. ยังได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ ในการส่งเสริมการนำเข้าข้อมูลวัฒนธรรมไทยสู่ระบบดิจิทัล ได้แก่ ระบบสารสนเทศด้านวัฒนธรรมและแผนที่วัฒนธรรม (Cultural Map Thailand) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และ Platform คลังข้อมูล “วัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ” (นวนุรักษ์) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) อีกด้วย

ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนา หัวข้อ “การพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ” โดยตัวแทนจากภาครัฐอาทิ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในมุมมองการใช้ Soft Power เพื่อต่อยอดสร้างผลประโยชน์เชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น จุดแข็งและจุดอ่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content เพื่อส่งเสริม Soft Power รวมไปถึงตัวแทนจากภาคเอกชนกับการใช้ Soft Power ในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ส่วนประเด็นที่น่าสนใจจากเวทีเสวนาครั้งนี้ เช่น เนื้อหาของมรดกวัฒนธรรมไม่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที ต้องรีครีเอทให้กลายเป็นสิ่งใหม่ เพื่อนำไปต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ เช่น วรรณคดีอิเหนาก็น่าสนใจอยากให้มีคนนำไปต่อยอดด้วยดิจิทัล ภาครัฐยินดีที่จะให้ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา นำข้อมูลเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อมีการนำเอามรดกทางวัฒนธรรมไปใช้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นผลประโยชน์ทางอ้อม เช่น ละครเรื่องพรหมลิขิต ทำให้ผู้คนไปท่องเที่ยวที่อยุธยา ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทรงพลังอย่างมาก และสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ ก็คือ การผลักดันให้อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อาทิ การขายสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัล เป็นต้น

 

ผู้บริหาร สดช. และแขกผู้มีเกียรติ
ผู้บริหาร สดช. และแขกผู้มีเกียรติ
กิจกรรมเสวนา “การพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ”
กิจกรรมเสวนา “การพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ”
สมาชิกทีม Fash.Design
สมาชิกทีม Fash.Design
ผลงานของทีม Fash.Design
ผลงานของทีม Fash.Design

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top