รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาที่ต้องเคี้ยวกับยาที่ห้ามเคี้ยว

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาที่ต้องเคี้ยวกับยาที่ห้ามเคี้ยว

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.30 น.
Tag :

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมฉลากยาบางชนิดจึงบอกให้ต้องเคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน แต่บางชนิดบอกว่าห้ามเคี้ยว วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันดีกว่า

ยาที่มีฉลากระบุว่า เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน แล้วดื่มน้ำตาม ยาจำพวกนี้ที่ใช้บ่อยที่มักมีคำแนะนำแบบข้างต้น ได้แก่ ยาลดกรด และยาขับลมแก้ท้องอืดการเคี้ยวยาให้ละเอียดจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของยา ช่วยให้ยาแตกกระจายตัวได้ง่ายขึ้น ทำให้ยาทำปฏิกิริยากับกรด หรือแก๊สในกระเพาะอาหารได้ดี มีประสิทธิภาพและออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น ช่วยให้การสะเทินกรดหรือขับลมดียิ่งขึ้น


อีกกรณีหนึ่งที่พบคือยาที่ใช้จับฟอสเฟตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ในกรณีนี้คำแนะนำพิเศษบนฉลากยาจะเป็น เคี้ยวยาให้ละเอียดพร้อมอาหารคำแรก หรือข้อความที่สื่อใกล้เคียงความหมายนี้ เนื่องจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง เพราะไตเสียความสามารถในการกำจัดฟอสเฟตส่วนเกินที่ร่างกายได้รับจากอาหาร ซึ่งหากปล่อยให้ระดับฟอสเฟตในเลือดสูงเป็นเวลานาน จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหินปูนสะสมที่ผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงการป่วยและตายในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังบางรายจึงจำเป็นต้องได้รับยาลดระดับฟอสเฟตในเลือด ได้แก่ ยา แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมอะซีเตต อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ แลนทานัมคาร์บอเนต ยาที่กล่าวถึงนี้ต้องเคี้ยวพร้อมอาหารคำแรกทุกตัว แต่มียาจับฟอสเฟตเพียงตัวเดียวที่ไม่ต้องเคี้ยวพร้อมอาหารคำแรกก็คือ ยาชื่ออเซเวลาเมอร์คาร์บอเนต ดังนั้นผู้ใช้ยาหรือผู้ดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยจะต้องอ่านฉลากให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการใช้ยา

นอกจากยาที่ต้องเคี้ยวก่อนกลืนแล้ว ก็มียาที่ห้ามบดหรือเคี้ยวด้วย หลายคนไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว ก็ตั้งข้อสงสัยว่า กรณีใดที่คนเราจะอยากบดหรือเคี้ยวยา โดยปกติก็คงไม่ทำกัน แต่กรณีคนที่กลืนยาเม็ดไม่ได้ เช่น เด็กที่โตเกินกว่าจะกินยาน้ำ แต่ยังกลืนยาเม็ดไม่คล่อง ผู้ใหญ่ที่กลืนได้แต่ยาเม็ดเล็กๆ ถ้ายาเม็ดใหญ่เกินกว่าพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ก็มีปัญหาการกลืนยา หรือบางคนกลืนได้แต่ยาเม็ดกลมๆ พอเป็นยาแบบแคปซูลก็มักจะติดคอกลืนไม่ค่อยได้ และกลุ่มที่เป็นปัญหาหนักมากคือผู้ป่วยติดเตียง ให้อาหารผ่านสายยาง กลุ่มนี้ก็ต้องให้ยาผ่านสายให้อาหาร จึงมีความจำเป็นต้องบดยาละลายน้ำใส่หลอดฉีดเข้าสายให้อาหาร แต่ถึงอย่างนั้นเวลาได้รับยามาแล้วถ้าบนฉลากเขียนว่า ให้กลืนยาทั้งเม็ด ห้ามเคี้ยวหรือบดยา ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตราย หรือยานั้นจะเสียสภาพและไม่สามารถให้ผลทางการรักษาได้

โดยปกติยาที่ห้ามบดหรือเคี้ยวจะมี 2 สาเหตุหลักๆ คือ ยานั้นถูกเคลือบไว้เพื่อให้แตกตัวที่ลำไส้ ซึ่งเหตุที่ต้องเคลือบยาไว้ เนื่องจากตัวยาชนิดนั้นอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือตัวยาไม่ทนกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ยาเสียสภาพในกระเพาะอาหารได้ การบดหรือเคี้ยวยาก็จะไปทำลายตัวเคลือบยานั้น ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา หรือทำลายฤทธิ์ยาตัวอย่างยาที่พบบ่อย ได้แก่ ยายับยั้งการหลั่งกรดเพื่อใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารกลุ่ม proton pump inhibitors เช่นโอมีพราโซล หรือยาแก้ปวดลดอักเสบไดโคลฟีแนค เป็นต้น

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องห้ามบดหรือเคี้ยวยาก็คือ ยาถูกออกแบบให้ออกฤทธิ์เนิ่น หรือออกฤทธิ์ได้นานจากที่ต้องกินยาวันละ 3-4 ครั้ง ก็ทำให้สะดวกขึ้นคือกินเพียงวันละครั้ง ยาเหล่านี้มักมีชื่อย่อต่อท้ายว่า SR (sustained release), CR (controlled release) หรือ ER (extended release) เป็นต้น ความหมายคือ ยาถูกออกแบบมาให้ออกฤทธิ์เนิ่น กินไป 1 โดส ยาก็จะค่อยๆ ปลดปล่อยตัวยาออกจากเม็ดยา ทำให้มีฤทธิ์ครอบคลุมระยะเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งตามปกติอาจจะต้องกินยา 3 ครั้งแล้วถ้าเราไปบดละลายน้ำ แล้วฉีดให้ผู้ป่วยทางสายให้อาหารในมื้อเดียว หรือหักเม็ดรับประทาน ก็จะเหมือนกับผู้ป่วยได้รับยาเกินปริมาณที่ควรรับใน 1 มื้อ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์สูงมาก แถมเมื่อยาหมดฤทธิ์เพราะเสียความสามารถในการออกฤทธิ์เนิ่นไปแล้ว ก็จะไม่มีตัวยาควบคุมอาการป่วยที่เป็นอีกด้วย เรียกว่าเสียทั้งประสิทธิภาพ และเกิดอันตรายจากการใช้ยาได้ 

แต่ที่น่าเห็นใจมากคือ ผู้ป่วยติดเตียงที่อาจไม่สามารถสื่อสารกับผู้ดูแลได้ว่ากำลังเกิดอาการผิดปกติขึ้นกับร่างกายของเขาอย่างไร บางครั้งกว่าจะทราบว่าเกิดปัญหาขึ้นก็อาจจะอยู่ในระดับรุนแรงแล้ว ทั้งนี้ยาประเภทนี้อาจมีข้อยกเว้นที่ทำให้หักได้ แต่ก่อนกระทำการใดๆ ต้องถามเภสัชกรก่อน

โดยสรุป การอ่านฉลากยาให้ละเอียดมีความสำคัญมาก ยาบางชนิดต้องเคี้ยวก่อนกลืน ต้องเคี้ยวพร้อมอาหารคำแรก ขณะที่ยาหลายชนิดห้ามเคี้ยวหรือบด กรณีต้องเคี้ยวก่อนมีการระบุชัดเจนในฉลาก แต่กรณีห้ามบดเคี้ยวบางชนิดอาจจะไม่ได้ระบุบนฉลาก เพราะคนปกติที่ใช้ยาไม่ได้บดหรือเคี้ยวยาอยู่แล้ว ดังนั้น ก่อนบดหรือเคี้ยว หรือแม้กระทั่งจะหักยาเป็นครึ่ง หรือหนึ่งส่วนสี่เม็ด ถ้าเป็นไปได้ควรตรวจสอบกับเภสัชกรที่จ่ายยาก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ หากผู้ป่วยไม่สามารถกลืนยาทั้งเม็ดได้ จะได้หาทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับแต่ละราย เช่น บางรายจ่ายยาเม็ดชนิดเดิมที่บดได้ เพียงแต่ต้องให้ยาบ่อยขึ้น บางรายต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดเดิมในรูปแบบน้ำ หรือบางรายก็ต้องเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่น กรณีที่คุณผู้อ่านกำลังสงสัยว่ายาที่บริหารด้วยการบดหรือเคี้ยวอยู่นั้นมีปัญหาหรือไม่ สามารถสอบถามได้ที่เภสัชกรผู้จ่ายยา หรือสอบถามที่ line @guruya ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ

รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top