วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
กรมอนามัย จับมือหลายองค์กร จัดเวทีเด็กไทย กินอย่างไร สุขภาพดี รู้เท่าทันการตลาดอาหารหวานมันเค็ม หวังพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก เกิดความตระหนักถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่ม พบเด็กไทยอ้วนสูงสุดในรอบ 20 ปี มีน้ำหนักเกินมากถึง 2 เท่า หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก (อาหารที่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง) ฉบับแก้ไขหลังประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว
ล่าสุด คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและผลักดันร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์สำหรับเด็ก และคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์สำหรับเด็ก ได้วิเคราะห์ว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว มีผลกระทบต่อเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง โดยตรง จึงได้จัดให้มีงานประชุม “เด็กไทย กินอย่างไร สุขภาพดี รู้เท่าทันการตลาดอาหารหวานมันเค็ม” โดยมีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย องค์การยูนิเซฟ แผนงาน WHO CCS-NCD และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมจัดเวทีเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองและเด็ก เกิดความตระหนักถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.และผลกระทบจากการตลาดอาหารที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็ก

ดร.นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า แม้ประเทศไทยมีมาตรการควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในเด็ก แต่สิ่งสำคัญ คือ การสร้างให้เด็กไทยมีความรู้เท่าทันการตลาดอาหาร แต่ยังพบปัญหาโรคอ้วนในเด็กที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
“การเกิดโรคอ้วนสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินอาหารรสหวานมันเค็ม เช่น ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม รวมทั้งการตลาดที่ไปกระตุ้นให้เด็กซื้อและบริโภคอาหารเหล่านั้นเพิ่มขึ้น เช่น การโฆษณา ฉลากรูปการ์ตูน การแลก แจก แถมของเล่น การชิงโชคชิงรางวัล”
รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า เพื่อลดปัญหาโรคอ้วนในเด็กอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ที่ในขณะนี้ผ่านขั้นตอนประชาพิจารณ์กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและปรับแก้ไขเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้บริหารเพื่อเสนอเข้ากระบวนการทางกฎหมาย สำหรับการพัฒนาร่างอนุบัญญัติภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังคงต้องหารือจากภาคส่วนต่างๆต่อไป
ขณะที่นางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม กล่าวว่า สภาพวิถีชีวิตในปัจจุบันหลายครอบครัวไม่มีเวลาในการคัดเลือกสรรหาอาหารให้เด็กมากพอ ด้วยความเร่งรีบจึงคิดแค่อิ่มท้องก็พอ ไม่ต้องมีคุณค่ามากนัก ฉะนั้นเราจะต้องมาแก้ปัญหาให้ผู้ปกครองเข้าถึงและเลือกอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพของลูกได้โดยง่าย ราคาไม่แพงมากนัก ผู้ปกครองเองก็ต้องเป็นตัวอย่างของการบริโภคภายในบ้าน ฝึกวินัยการกินอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพต่อลูกหลานของตัวเอง เลือกอาหารที่มีโภชนาการเหมาะสม เพียงพอ ปลอดภัย

ด้าน ดร.นงนุช จินดารัตนาภรณ์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชา กรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงงานวิจัยการติดตามการตลาดอาหารและเครื่องดื่มในเด็กของประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ว่า การตลาดอาหารมีผลต่อการซื้อการบริโภคอาหารของเด็กไทย พบว่ากว่าร้อยละ 50 ของเด็กไทยพบเห็นการตลาดจากรูปการ์ตูนหรือคนดังบนซองอาหารหรือขนมหรือขวดเครื่องดื่ม รองลงมาคือ ใช้พรี เซ็นเตอร์ เป็นดารานักแสดง นักร้อง นักกีฬา หรืออินฟลูเอนเซอร์โปรโมทอาหารเหล่านี้ ส่วนอันดับสาม คือ ป้ายลดราคาอาหาร และ การมีของแจกของแถม แลก ชิงโชค ชิงรางวัล ส่งสินค้าฟรี
สำหรับช่องทางที่เด็กไทยพบเห็นการตลาดอาหารมากที่สุดนั้น ดร.นงนุช ระบุว่าสื่อโซเชียลและวีดีโอแชร์ เช่น YouTube, Facebook, Instagram, TikTok, Twitter (หรือ X) รองลงมาคือ สื่อโทรทัศน์ เช่น ช่อง 3,7,One31, GMM25, Mono29 อันดับที่สาม คือ สื่อกลางแจ้ง เช่น โรงเรียน ป้ายโฆษณา ร้านสะดวกซื้อ
“ด้านผลกระทบการตลาดอาหารที่มีต่อเด็กไทย พบว่า การตลาดอาหารทำให้เกิดความชื่นชอบต่อผลิตภัณฑ์อาหาร และส่งผลให้เด็กต้องการบริโภคมากขึ้นร้อยละ 45 เกิดการร้องขอให้ซื้อมากขึ้นร้อยละ 39 และต้องการรับประทานอาหารนั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 โดยเด็กไทยมีโอกาสที่จะซื้อและบริโภคตามแบรนด์ที่ชื่นชอบ ร้อยละ 54 และร้อยละ 51 ตามลำดับ”
ส่วน น.ส.วิลสา พงศธร ที่ปรึกษาด้านการศึกษา ขององค์การยูนิเซฟ(UNICEF) สำนักงานภาคพื้นเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวถึงเด็กวัย 11-25 ปี หรือ GEN-Z มีการใช้โซเชียลหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งเสี่ยงต่อกลยุทธ์ต่างๆในยุค AI มีการตรวจจับ หากมีการกดติดตาม หรือกดไลท์ สินค้าหรืออินฟลูเรนเซอร์ขนมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ด้วยความฉลาดของ AI สินค้านั้นๆ ก็จะมาให้เห็นซ้ำเรื่อยๆ
ทั้งนี้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 16 ว่าด้วยเด็กควรได้รับความเป็นส่วนตัว หรือ มาตรา 36 เด็กควรได้รับความคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์ทุกรูปแบบ และมาตรา 17 ว่าด้วยรัฐควรจะต้องปกป้องเด็กจากข้อมูลข่าวสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเด็ก ฉะนั้นหากมี พ.ร.บ. ที่ควบคุมการตลาดอาหารที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในทุกช่องทางจะทำให้เกิดการคุ้มครองสิทธิเด็กในหลายมิติ
-(016)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี