วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ว่าที่ ร.ต.อานุภาพ เกษรสุวรรณ์
อธิบดีกรมการท่องเที่ยวคนใหม่
กับภารกิจพัฒนากรมท่องเที่ยวให้ยั่งยืน
ว่าที่ร้อยตรีอานุภาพ เกษรสุวรรณ์ หนุ่มใหญ่รูปหล่อจากลุ่มน้ำปิงพื้นเพเป็นคนอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้มีหัวทางศิลปะ รักการขีดๆ เขียนๆ มาแต่เด็กคนนี้ ใฝ่ฝันที่จะเป็นนักออกแบบ เดินตามฝันตัวเองด้วยการเป็นข้าราชการน้ำดีที่สำนักงานผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จากข้าราชการชั้นผู้น้อยก็เจริญก้าวหน้าสู่ตำแหน่งระดับ “อธิบดีกรมการท่องเที่ยว” ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันเลยระหว่างงานผังเมืองกับการท่องเที่ยว ซึ่งเขาเพิ่งก้าวมารับตำแหน่งนี้ได้ไม่ถึงปี แต่ชีวิตก็มีอะไรเข้ามาท้าท้ายสามารถอยู่เสมอ จึงน่าสนใจไม่น้อยที่จะไปทำความรู้จักกับผู้บริหารหนุ่มคนนี้
หลังจากเรียนหนังสือที่บ้านเกิดจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ว่าที่ร้อยตรีอานุภาพ จึงได้เข้ามาเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ในสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ เมื่อจบปริญญาตรีก็เข้ารับราชการที่สำนักงานผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จากนั้นไม่นานจึงเรียนต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาการออกแบบชุมชนเมือง หลังจากติดอาวุธทางปัญญาเพิ่มเติมแล้ว จึงย้ายไปหาประสบการณ์ใหม่ที่สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร แล้วย้ายมาสังกัดกรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในหน้าที่ความรับผิดชอบออกแบบวางผังสนามกีฬาตามจังหวัดต่างๆ จนเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็น “ผู้อำนวยการกรมพลศึกษา” กระทั่งเมื่อ 11 ปีที่แล้ว มีการจัดตั้งกระทรวงใหม่ กรมพลศึกษาได้ถูกโอนย้ายไปสังกัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
แล้วจากนายช่างสถาปนิกนักผังเมือง ก้าวมาเป็นอธิบดีกรมการท่องเที่ยวได้อย่างไร ว่าที่ร้อยตรีอานุภาพ เฉลยว่า
“ผมถูกย้ายจากส่วนงานพลศึกษา มาเป็นผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กระเถิบมาเป็นรองอธิบดีและรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการท่องเที่ยวคนก่อน ก็ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับงานนี้มาพอสมควร นอกจากเรื่องบริหารงานภายในกรมและวิสัยทัศน์การพัฒนาแล้ว ผมคิดว่าผมได้ใช้ความรู้ความชำนาญด้านสถาปัตย์ของตัวเองมากทีเดียว เพราะงานพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเป็นเรื่องของมุมมองความงาม การพักผ่อน และการสร้างความประทับใจ
ดังนั้น การออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ งานก่อสร้างต่างๆ ก็จำเป็นต้องใช้สายตาทางศิลปะมาประเมินว่าทำแล้วจะงามหรือแย่ อีกทั้ง เรื่องการเสนอแนะและการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดไปจนถึงแปลนงานกับหลายๆ ฝ่ายก็ทำได้ง่ายยิ่งขึ้นนะ ก็รู้สึกดีที่ความรู้และประสบการณ์ที่ผมมีเอื้อประโยชน์กับงานในตำแหน่งอย่างไม่น่าเชื่อเลยเหมือนกัน”
เมื่อถามถึงหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว ท่านอธิบดี สรุปให้ฟังว่า นอกจากการกระตุ้นให้เกิดรายได้แล้วยังต้องกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนด้วย อ้างอิงจากหน้าที่ขององค์กรโดยตรง
“กรมการท่องเที่ยว แต่เดิมคือสำนักพัฒนาการท่องเที่ยวมาก่อน มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐานการบริการด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งสนับสนุนการประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม และก่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ซึ่งก่อนหน้านี้มีหน้าที่วางแผนงานและติดตามประเมินผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี้เอง ที่กรมการท่องเที่ยวเกิดการเปลี่ยนแปลงบทบาททำให้มีภารกิจเพิ่มขึ้น กลายเป็นหน่วยงานที่ต้องทำงานภาคปฏิบัติด้วยอีกอย่างหนึ่ง ต้องลงไปพัฒนามาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวและให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการดูแลและส่งเสริมการท่องเที่ยว เรียกว่าภาระงานมากขึ้น แต่ก็ทำให้กรมสามารถทำงานได้ครอบคลุมและคล่องตัวยิ่งขึ้น และหน้าที่อีกอย่างคือ การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศในส่วนของกิจการภาพยนตร์”
ท่านอธิบดี เล่าอีกว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง ก็ได้รับภารกิจพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นให้เกิดรายได้ให้ถึงปีละ 2.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2558 แต่ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และชุมชน กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ ยกระดับมาตรฐานการพัฒนาสินค้าและบริการ ที่พัก ร้านอาหาร การขนส่ง การนำส่ง ให้ผู้ประกอบการและชุมชน นำเอามาตรฐานที่กรมการท่องเที่ยวตั้งไว้ไปปฏิบัติ นำไปสู่การผลักดันให้สัมฤทธิผลตามนโยบายที่ได้ตั้งไว้
อีกภารกิจหนึ่งคือ วาระครบรอบ 11 ปีแห่งการพัฒนากรมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เกิดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ให้คนไทยท่องเที่ยวไทยมากขึ้น กับโครงการไปรษณียบัตรประกวดคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ใน 11 จังหวัด (11 Miracle Thailand Destination) คัดเลือกที่ท่องเที่ยวจาก 11 จังหวัด จังหวัดละ 4 แหล่ง มาให้ประชาชนร่วมประกวดและคัดเลือกสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม โดยส่งไปรษณียบัตร 11 Miracle Thailand Destination เลือกแหล่งท่องเที่ยวที่ตนประทับใจที่สุดของแต่ละจังหวัดพร้อมกับเขียน 3 คำโดนใจมาร่วมประกวด ชิงรางวัลท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ที่ขยายระยะเวลาการรับไปรษณียบัตรถึง 30 เมษายน 2557
“โครงการนี้เราอยากประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในประเทศ อยากให้คนไทยช่วยกันเน้นย้ำว่าบ้านเรามีของดีมากมาย เรามีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ทำรายได้มหาศาล แต่มีทุนต่ำมาก เพราะเรามีสถานที่ดี ทรัพยากรธรรมชาติแสนวิเศษ วัฒนธรรมอันดี อัธยาศัยไมตรีของคนไทยเป็นเสน่ห์ที่ทำให้มีคนจำนวนมากจากทั่วโลกมาเที่ยว แต่เหนือสิ่งอื่นใดความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราช่วยกันกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวไทยมากขึ้น เรื่องรายได้ที่จะหมุนเวียนไปสู่ชุมชนก็ไม่จำเป็นต้องรอจากคนอื่นอย่างเดียว และเมื่อได้เที่ยว ผมเชื่อว่าทุกคนจะเกิดความประทับใจ และเข้าใจคุณค่า จากนั้นความรู้สึกหวงแหนอยากช่วยกันดูแลแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งวัฒนธรรมดีๆ ให้คงอยู่กับบ้านเมืองของเราไปนานๆ จะเกิดขึ้น นี่คือความยั่งยืนที่เราช่วยกันสร้างได้”
การมานั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะโดยหน้าที่คงทำให้เขาคนนี้เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทยได้ครบ จนน่าอิจฉา แต่ในความเป็นจริง ท่านอธิบดีหนุ่มตอบว่า
“ผมชอบการไปเที่ยวนะ แต่พูดตามตรงว่าด้วยภารกิจในหน้าที่มากมายทำให้หลังๆ มานี่ แทบไม่มีเวลาไปเที่ยวส่วนตัวที่เป็นการพักผ่อนจริงๆ เลย นอกจากไปที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตามภาระงาน ผมได้ไปหลายๆ ที่ ไปไหนเจออะไรมา ก็พยายามสังเกตและคิดตลอดเวลาว่ามีอะไรน่าสนใจ อะไรไม่ดี ต้องแก้ไขยังไง และก็นำประสบการณ์จากตรงนั้นไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการคิดงาน แต่ทั้งชีวิตที่ผ่านมาและตามภาระหน้าที่ตรงจุดนี้ทำให้ผมได้ไปมาหลายที่มาก ถ้าให้บอกว่าประทับใจที่ไหน ต้องบอกว่าหลายที่มาก แต่ที่หนึ่งในดวงใจเลยเนี่ย ผมชอบเชียงใหม่บ้านเกิดของผมเอง เพราะพื้นดินถิ่นอากาศ วัฒนธรรมและผู้คน หล่อหลอมให้ผมเป็นผมขึ้นจนทุกวันนี้นะ”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี