รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฝุ่นกับปัญหาสุขภาพ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ฝุ่นกับปัญหาสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

สภาพอากาศในช่วงนี้เรียกว่าวิกฤตก็น่าจะได้ ทุกคนคงรับรู้ได้ เพราะส่งผลให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ และคันหน้าตา และคันตัว ยิ่งคนที่มีคนที่ปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว ยิ่งประสบความเดือดร้อนหนัก เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ที่เมื่อสูดฝุ่นเข้าไปในระบบทางเดินหายใจมาก ๆ ก็อาจทำให้โรคกำเริบได้

ดังนั้น ถ้าหากเป็นไปได้ก็ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ริมถนนใหญ่ บริเวณที่มีการจราจรคับคั่ง การก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ทราบอยู่แล้วว่าสภาพอากาศเลวร้าย มีปริมาณ PM 2.5 หนักมาก ๆ เพราะฉะนั้น หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน ก็ต้องสวมใส่หน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นได้ระดับ N95 หรือเทียบเท่า เพราะหน้ากากอนามัยธรรมดาไม่เพียงพอกับการกันฝุ่นขนาดจิ๋ว ส่วนคนที่ชอบออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ ต้องงดไปก่อนในระยะที่ฝุ่นพิษระบาดหนัก


ในช่วงนี้ ดูเสมือนว่าบางวันอากาศเย็นสบาย บางคนก็เปิดประตูหน้าต่างรับลม บางคนเปิดหน้าบ้านแล้วนอนรับลมเย็น ต้องขอบอกตรง ๆ ว่า ในภาวะที่มีฝุ่นพิษมาก ๆ เช่นนี้ ขอร้องว่าอย่าเปิดหน้าต่างบ้านแล้วนอน และขอแนะนำว่าต้องเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดบ้านให้มากขึ้น และต้องดูดฝุ่น ถูพื้นให้บ่อยขึ้น หากสามารถติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่มีคุณภาพได้ ก็จะช่วยให้มีอากาศดีภายในบ้าน แต่ถ้าพักอาศัยอยู่ในเขตที่สภาพอากาศไม่ดีมาก ๆ ก็ต้องสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นตลอดเวลา แม้แต่เวลาอยู่ในบ้าน เพื่อความปลอดภัยกับสุขภาพ ขอย้ำว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืดหรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง อาจเกิดอาการกำเริบของโรคได้ง่ายขึ้น จึงจำเป็นต้องเตรียมยาพ่นขยายหลอดลมไว้ให้พร้อม พกยาติดตัวไว้ตลอดเวลา รวมถึงตรวจสอบซ้ำว่ามียาสำรองเพียงพอหรือไม่ แต่หากมีอาการกำเริบบ่อยกว่าปกติ ต้องรีบไปพบแพทย์ก่อนนัดเพื่อประเมินการรักษาว่าต้องปรับหรือเพิ่มยาหรือไม่

คนที่มีอาการแพ้ เช่น เจอฝุ่นแล้วน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จาม และภูมิแพ้ระบบผิวหนัง มีอาการคันตามร่างกายเมื่อสัมผัสฝุ่น อาจต้องรับประทานยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีนเป็นประจำ แทนที่จะรับประทานตามอาการ การรับประทานยาตามอาการอาจจะทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่ากับการกินยาเป็นประจำ เพื่อป้องกันการแพ้ โดยยาแก้แพ้เบื้องต้นที่แนะนำให้รับประทานคือ ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ง่วง หรือง่วงน้อย เนื่องจากยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่รับประทานแล้วง่วงอาจจะมีผลข้างเคียงที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากเกินไป ไม่ว่าจะทำให้เกิดอาการปากแห้ง คอแห้ง หรือง่วงนอนจนไม่สามารถทำงานที่เกี่ยวกับการขับรถ ควบคุมเครื่องจักร หรือทำงานในที่สูงได้ นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคบางโรค เช่น ต้อหิน ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น

ปัจจุบัน ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ง่วงมีอยู่หลายชนิด เช่น เซทิริซีน (Cetirizine) เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) เฟโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ลอราทาดีน (Loratadine) เดสลอราทาดีน (Desloratadine) ไบลาสทีน (Bilastine)

สำหรับผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ก่อนใช้ยาแก้แพ้ใด ๆ ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพื่อเลือกชนิดและขนาดของยาให้เหมาะสม เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด รวมถึงไม่เกิดปัญหายาตีกับยารักษาโรคเรื้อรังที่กำลังใช้อยู่

เมื่อเราคงไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นพิษและฝุ่นต่าง ๆ ได้ ก็ต้องอยู่กับมันด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของเรา

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top