533.jpg
LIFE & HEALTH : รู้จัก RAMAAI (ระไม) CXR Solution: AI สัญชาติไทยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอด

LIFE & HEALTH : รู้จัก RAMAAI (ระไม) CXR Solution: AI สัญชาติไทยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอด

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
Tag : LIFE&HEALTH

การ เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เป็นการตรวจพื้นฐานที่แพทย์ใช้บ่อยมาก เพราะช่วยเห็นภาพรวมของปอด หัวใจ และโครงสร้างในทรวงอกได้รวดเร็ว ประโยชน์ของการเอกซเรย์ปอด เช่น ตรวจหาโรคปอด เช่น วัณโรค หรือ ปอดบวม, ดูความผิดปกติของหัวใจและทรวงอก, ตรวจหาก้อนเนื้อหรือมะเร็งปอด, ประเมินอาการไอ เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงชญานิน นิติวรางกูร ผู้ช่วยคณบดี ฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray หรือ CXR) เป็นการตรวจทางรังสีที่ทำบ่อยที่สุดในโลก และเป็นด่านแรกของการวินิจฉัยโรคปอด หัวใจ และภาวะฉุกเฉินทางทรวงอกแทบทุกชนิด แต่ในประเทศไทย ภาพจำนวนมหาศาลนี้กลับต้องรอการอ่านจากรังสีแพทย์ที่มีไม่ถึง 2,000 คนทั่วประเทศ และกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เป็นหลัก


 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะเพิ่มจำนวนรังสีแพทย์ได้เร็วพอหรือไม่ แต่คือเราจะออกแบบระบบอย่างไรให้ “ความเชี่ยวชาญ” เดินทางไปหาผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างทั่วถึง และนี่คือจุดที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้เร่งให้วงการแพทย์ไทยต้องหาคำตอบอย่างเป็นรูปธรรม และ โครงการ RAMAAI (ระไม) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งวิกฤตนั้น

RAMAAI CXR Solution หรือที่ทีมผู้พัฒนาเรียกสั้นๆว่า “ระไม” คือ AI สัญชาติไทยที่นำการพัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เกิดจากความร่วมมือของแพทย์ วิศวกร และนักวิจัยไทย ภายใต้เป้าหมายที่ใหญ่กว่าการสร้างผลิตภัณฑ์หนึ่งตัว นั่นคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ที่ประเทศไทย “เป็นเจ้าของ” ได้จริง

RAMAAI ไม่ใช่การซื้อสิทธิ์ใช้งาน AI จากต่างประเทศ แต่คือองค์ความรู้แบบครบวงจรที่สร้างขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่การเตรียมข้อมูล การพัฒนาโมเดล การตรวจสอบทางคลินิก ไปจนถึงการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์

  • โจทย์ที่ AI ต้องตอบ: ไม่ใช่แค่ “อ่านฟิล์มเก่ง” แต่ต้อง “เหมาะกับคนไทย”

ข้อจำกัดสำคัญของระบบ AI ทางการแพทย์ที่พัฒนาในต่างประเทศ คือการถูกฝึกด้วยข้อมูลจากประชากรกลุ่มอื่นที่มีลักษณะทางกายวิภาค ความชุกของโรค และรูปแบบการให้บริการสุขภาพต่างจากประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “วัณโรค” ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วพบน้อยมากจนข้อมูลฝึกสอนไม่เพียงพอ แต่ในประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อสำคัญที่ต้องคัดกรองเป็นประจำ การนำ AI จากต่างประเทศมาใช้กับบริบทไทยโดยตรงจึงอาจพลาดในจุดที่สำคัญที่สุด

 

RAMAAI CXR solution ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้ภาพเอกซเรย์ทรวงอกมากกว่าสองล้านภาพจากผู้ป่วยไทย ผ่านการตรวจสอบและยืนยัน (verification) โดยรังสีแพทย์เฉพาะทางในประเทศ ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือหลักการพื้นฐานของ AI ทางการแพทย์ที่เรียกว่า data representativeness หาก AI ไม่เคยเห็นโรคในรูปแบบที่ผู้ป่วยจริงเป็น ย่อมไม่สามารถตรวจจับได้อย่างน่าเชื่อถือ

  • ·ขีดความสามารถของ RAMAAI CXR Solution: จากคัดกรองโรคทั่วไปสู่ “Zero TB”

RAMAAI CXR Solution ในเวอร์ชันปัจจุบันสามารถช่วยคัดกรองและชี้แนะความผิดปกติบนภาพเอกซเรย์ทรวงอกได้ถึง 16 ภาวะ ครอบคลุมกลุ่มโรคที่พบบ่อยและมีความสำคัญเชิงสาธารณสุขของประเทศไทย อาทิ วัณโรคปอด ที่เป็นจุดบอดของ AI ต่างชาติส่วนใหญ่, ก้อนและรอยโรคที่สงสัยมะเร็งปอด ซึ่งการตรวจพบในระยะแรกส่งผลโดยตรงต่ออัตราการรอดชีวิต, ภาวะปอดอักเสบและการติดเชื้อในปอด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของผู้สูงอายุไทย, ภาวะหัวใจโตและสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลว, ภาวะถุงลมโป่งพองและภาวะปอดแฟบ, ภาวะลมรั่วและน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด

จุดที่ทำให้ RAMAAI แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ AI CXR ในตลาดโลก คือโมดูลที่เรียกว่า “Zero TB Module” ความสามารถในการตรวจจับวัณโรคในระยะแพร่กระจาย (active tuberculosis) ซึ่งเป็นภาวะที่แม้แต่รังสีแพทย์ที่มีประสบการณ์ก็ยังวินิจฉัยยาก และเป็นช่องว่างที่ระบบ AI เชิงพาณิชย์จากต่างประเทศแทบไม่มีใครเข้าไปแตะ เพราะข้อมูลฝึกสอนในประเทศต้นทางไม่เพียงพอ

 

นอกจากนี้ ทีมพัฒนายังให้ความสำคัญกับการขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล เช่น IEC 62304 สำหรับวงจรชีวิตซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ และระบบบริหารคุณภาพเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นหาก RAMAAI CXR solution จะถูกใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับประเทศ หรือส่งออกไปยังต่างประเทศในอนาคต ปัจจัยเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่จริง ๆ แล้วเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “โครงการวิจัยที่น่าภูมิใจ” กับ “ผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนระบบสาธารณสุขได้จริง

  • จากห้องวิจัยสู่เตียงผู้ป่วย: ปัจจัยสู่การใช้งานจริง

บทเรียนสำคัญของ AI ทางการแพทย์ทั่วโลกคือ การพัฒนาโมเดลที่ให้ค่าความแม่นยำสูงในห้องวิจัยเป็นเพียงก้าวแรก ก้าวที่ยากกว่าคือการนำไปใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมคลินิก ซึ่งต้องผ่านด่านทั้งด้านการขึ้นทะเบียน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การเชื่อมต่อกับระบบ PACS และ HIS ของโรงพยาบาล การอบรมบุคลากร และการสร้างความไว้วางใจจากผู้ใช้

RAMAAI CXR solution ได้ผ่านด่านเหล่านี้และขยายการติดตั้งไปยังหน่วยบริการในหลายระดับ ตั้งแต่ รพ.รามาธิบดี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ไปจนถึง รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งเป็น รพ.ชุมชนในพื้นที่ชายแดน การกระจายตัวแบบนี้เองที่สะท้อนเจตนารมณ์ของโครงการได้ชัดที่สุด

ขั้นตอนสำคัญต่อไปคือการขยายผลผ่าน Medical AI Consortium โดย RAMAAI CXR solution จะได้รับการติดตั้งใน รพ. ในความดูแลของกรมการแพทย์ กว่า 14 แห่งอย่างเป็นระบบ การดำเนินการนี้ไม่ใช่เพียงการกระจายเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทางการแพทย์ระดับประเทศที่ทำให้ รพ. ทุกแห่งในเครือข่ายสามารถเข้าถึงเครื่องมือช่วยวินิจฉัยในระดับเดียวกัน

รูปแบบการใช้งานมีหลากหลาย ตั้งแต่การเชื่อมต่อตรงกับระบบ PACS ของโรงพยาบาล ไปจนถึงการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และแอปพลิเคชันที่แพทย์ไทยคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เป็นการออกแบบที่ตระหนักถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาลขนาดเล็ก และช่วยให้ AI ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่

  • มิติเชิงระบบ: AI กับการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการวินิจฉัย

หัวใจของการวิเคราะห์ผลกระทบของ RAMAAI CXR solution อยู่ที่มิติของความเท่าเทียม ในขณะที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่มีรังสีแพทย์เฉพาะทางทรวงอกพร้อมอ่านฟิล์มได้ตลอด 24 ชั่วโมง โรงพยาบาลชุมชนจำนวนมากมีรังสีแพทย์เพียง 1 ท่าน หรือไม่มีเลย ทำให้ผู้ป่วยอาจต้องรอผลวินิจฉัยเป็นวัน ๆ

เมื่อ AI สามารถให้การประเมินเบื้องต้นได้ภายในไม่กี่วินาที บทบาทของเทคโนโลยีจึงเปลี่ยนจาก “เครื่องมือในเมือง” เป็น “สะพานเชื่อมความเชี่ยวชาญ” สู่พื้นที่ห่างไกล แพทย์ทั่วไปในโรงพยาบาลชุมชนไม่ได้ถูกบังคับให้ตัดสินใจโดยลำพังอีกต่อไป แต่มีเครื่องมือช่วยจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วย (triage) และชี้จุดที่ควรให้ความสนใจ ขณะที่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของมนุษย์เช่นเดิม

 

ในมุมนี้ บทบาทของแพทย์ไม่ได้ถูก “แทนที่” แต่ถูก “ขยาย” ให้ครอบคลุมผู้ป่วยได้มากขึ้น เร็วขึ้น และแม่นยำขึ้น ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ทั้งด้านการตีความผลจาก AI ด้านจริยธรรม และด้านการสื่อสารกับผู้ป่วยในยุคที่การตัดสินใจทางคลินิกมีเครื่องจักรเข้ามาร่วมด้วย

  • ข้อกังวลที่ต้องพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา

ต้องยอมรับว่า AI ทางการแพทย์ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ข้อกังวลสำคัญประกอบด้วย ความเสี่ยงต่อการพึ่งพา AI มากเกินไป (automation bias) ที่อาจทำให้แพทย์ละเลยการตรวจซ้ำ, ความเสี่ยงต่อประสิทธิภาพที่ลดลงเมื่อนำไปใช้ในประชากรหรือเครื่องเอกซเรย์ที่ต่างจากชุดฝึกสอน (performance drift), คำถามด้านความรับผิดชอบทางกฎหมายเมื่อ AI ให้ผลผิดพลาด

แนวทางที่ทีม RAMAAI ได้พยายามป้องกันคือการปฏิบัติตามกรอบธรรมาภิบาล AI ทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมสากล รวมถึงการสร้างระบบติดตามประสิทธิภาพของ AI หลังเริ่มใช้งาน (post-deployment surveillance) เพื่อให้มั่นใจว่าโมเดลยังคงทำงานได้ตามมาตรฐานเมื่อบริบทของข้อมูลและประชากรเปลี่ยนแปลงไป

  • จากโรงเรียนแพทย์สู่ประชาชน: แบบอย่างการถ่ายทอดนวัตกรรม

หนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของ RAMAAI CXR Solution คือการพิสูจน์ว่าการวิจัยในโรงเรียนแพทย์สามารถก้าวข้ามขอบเขตของ “งานวิจัยในห้องเรียน” และสร้างนวัตกรรมคุณภาพที่ส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยในระดับประเทศ เส้นทางจากห้องปฏิบัติการไปสู่เตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลชุมชนห่างไกล แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างของการ “แปลงนวัตกรรม” ที่ประเทศไทยสามารถทำได้

การที่ RAMAAI เริ่มต้นจากทีมงานในโรงเรียนแพทย์และขยายสู่ Medical AI Consortium ที่ครอบคลุมโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ทั่วประเทศ เป็นตัวอย่างของ “ระบบนวัตกรรมที่เชื่อมต่อกัน” ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และระบบบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างนวัตกรรมที่มีผลกระทบอย่างยั่งยืน

  • โอกาสของไทยในเวทีภูมิภาคและอธิปไตยทางเทคโนโลยี

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศที่พึ่งพา AI ทางการแพทย์จากต่างประเทศทั้งหมดย่อมเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านต้นทุน ความต่อเนื่องของการให้บริการ และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ป่วย การที่ประเทศไทยสามารถพัฒนา RAMAAI CXR Solution ได้สำเร็จจนถึงระดับใช้งานจริง จึงมีนัยสำคัญเกินกว่าการเป็นผลงานวิชาการ แต่เป็นการยืนยันว่าประเทศกำลังพัฒนาก็สามารถเป็น “ผู้สร้าง” เทคโนโลยีขั้นสูงได้ ไม่ใช่เพียง “ผู้ใช้”

บริบทของโรคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นวัณโรค ปอดอักเสบ หรือโรคจากมลพิษทางอากาศ มีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยมากกว่าบริบทของยุโรปหรืออเมริกาเหนือ RAMAAI จึงมีโอกาสขยายตัวสู่ประเทศเพื่อนบ้านในฐานะแพลตฟอร์ม AI ทางการแพทย์ที่ “เข้าใจโรคในภูมิภาค” ได้อย่างแท้จริง และอาจเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างระบบนิเวศ AI ทางการแพทย์ที่ไม่ต้องผ่านตัวกลางจากประเทศพัฒนาแล้ว

  • บทสรุป: เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องของ “คน”

RAMAAI CXR Solution ไม่ใช่เพียงซอฟต์แวร์ แต่เป็นกรณีศึกษาของการนำเทคโนโลยีมาตอบปัญหาเชิงระบบ ปัญหาการขาดแคลนรังสีแพทย์ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการวินิจฉัย และปัญหาการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สิ่งที่ทำให้ RAMAAI น่าจับตามอง ไม่ใช่เพราะเป็น AI ที่เก่งที่สุดในโลก แต่เพราะเป็น AI ที่ออกแบบมาเพื่อคนไทย ด้วยข้อมูลคนไทย โดยทีมคนไทย และสำหรับระบบสุขภาพไทย

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top