537.jpg
ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้ที่หลงใหลในความงามของปราสาทโบราณของญี่ปุ่นต่างยกย่องว่าปราสาทฮิเมจิ เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ คือหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ต้องไปเยือนให้ได้เมื่อได้ไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น เนื่องจากความงดงามของปราสาทสูงเจ็ดชั้น บวกกับความเก่าแก่ เพราะมีอายุกว่า 600 ปี แถมในบริเวณปราสาทยังมีต้นซากูระอีกเป็นพันต้น ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวในช่วงซากูระบาน ก็จะพบกับความงดงามและอ่อนหวานของดอกซากูระที่บานสะพรั่ง

ปราสาทฮิเมจิรอดพ้นจากการทำลายล้างโดยระเบิดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงรอดพ้นจากภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อ 2538 นับว่าผู้ก่อสร้างปราสาทนี้ได้คำนวณการก่อสร้างได้อย่างเยี่ยมยอด จึงทำให้ตัวปราสาทไม่พังทลายเพราะแรงไหวสั่นของแผ่นดิน


องค์การ UNESCO ยกย่องให้ปราสาทนี้เป็นมรดกโลก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่นด้วย โดยถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทขนาดใหญ่ที่งดงามมากที่สุดของญี่ปุ่น โดยปราสาทอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคุมาโมโตะ 

ด้วยความที่ปราสาทฮิเมจิมีสีขาวสว่างใส ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงเรียกชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ 

สถาปัตยกรรมของปราสาทแห่งนี้นับได้ว่าเป็นต้นแบบการก่อสร้างปราสาทญี่ปุ่น โดยเฉพาะฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ภายในบริเวณปราสาท ส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีสิ่งรักษาความปลอดภัยมั่นคงให้ตัวปราสาทอีกมากมาย เช่น ช่องวางปืนใหญ่ และช่องสำหรับโยนหินออกจากปราสาทเพื่อให้ตกไปยังข้าศึก

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือ ทางเดินเข้าสู่อาคารหลักทำเป็นเขาวงกต ส่วนประตูและกำแพงในปราสาทถูกออกอย่างดีและมั่นคงมากเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย ทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ตัวอาคารหลัก ส่วนระหว่างทางเดินบางแห่งก็ทำเป็นทางตันเพื่อลวงศัตรู เพราะขณะที่ศัตรูกำลังหลงทางก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักทันที

ประวัติของการสร้างปราสาทแห่งนี้ระบุว่าเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1346 โดยอากามัตสึ ซาดาโนริ แต่หลังจากนั้นก็มีการต่อสู้แย่งชิงปราสาทมาโดยตลอด แต่ในช่วงแรกปราสาทไม่ได้ถูกสร้างเป็นอาคารสูงดังในปัจจุบัน จนมาถึงช่วงหลังสงครามเซกิงาฮารา ค.ศ. 1601 โซกุนโตกุงาวะ อิเอยาสึ ยกปราสาทฮิเมจิให้อิเคดะ เทรูมาซะ จากนั้นจึงได้ก่อสร้างต่อเติมอีกเป็นเวลา 8 ปี จนปราสาทปรากฏเหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน 

ครั้นหมดยุคเอโดะ ปราสาทฮิเมจิถูกนับเป็นหนึ่งในสมบัติชิ้นสุดท้ายของไดเมียวโทซามะ โดยในขณะนั้น ปราสาทถูกปกครองโดยทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ค.ศ. 1868 รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น จึงส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทตระกูลอิเกดะ เทรูมาซะเข้ายึดปราสาท แล้วขับไล่ผู้ครอบครองรายเดิมออกไป

เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ปราสาทฮิเมจิยังคงดำรงอยู่ได้ แม้จะถูกทิ้งสหรัฐฯ จงใจทิ้งระเบิดใน ค.ศ. 1945 คือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปรากฏว่าพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทเสียหายหนัก แต่ทว่าตัวปราสาทยังคงดำรงอยู่ 

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือสวนญี่ปุ่นทั้ง 9 แห่ง ที่เป็นสวนแบบเอโดะ แต่ละสวนจะมีสไตล์ต่างกัน ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวชมในแต่ละฤดูก็จึงได้สัมผัสความงดงามต่างกันไปตามช่วงฤดูกาล

การเดินทางจากสถานีรถไฟฮิเมจิไปยังตัวปราสาทก็แสนสะดวก เพราะใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น โดยทางเดินก็จะมีสวนดอกไม้สวยงาม และมีปฏิมากรรมที่ทำจากโลหะเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น สาวน้อยเริงระบำ นักดนตรี และภาพแนวอีโรติกเล็ก ๆ ประดับอยู่ริมทางเดิน แถมบนทางเดินก็ยังประดิษฐ์ประดอยฝาท่อระบายน้ำเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฮิเมจิ คือนกกระสาขาวโบยบินเป็นฝูง

หากคุณสนใจเที่ยวชมเมืองญี่ปุ่นแบบละมุมละไม ไม่เร่งไม่ร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกสัมผัสขนบประเพณีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น และเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิก 6-12 คนเท่านั้น โปรดติดต่อ Mr. Flower แนวหน้า 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top