วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
รัฐบาลเดินหน้าสร้างความปลอดภัยทางถนน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับมือกรมการขนส่งทางบก ลงนาม MOU เชื่อมข้อมูลใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ตามแนวคำพิพากษาเน้นมาตรฐานสากล ตามหลักนิติธรรม เพื่อบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ แก้ไขอุบัติเหตุบนถนน เริ่มบังคับใช้ใบสั่งใบแรก 1 สิงหาคม 2569 หากค้างชำระไม่ได้รับป้ายภาษีจริง
วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) เวลา 16.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียติ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมผู้บริหารสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 แนบท้ายบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเชื่อมโยงข้อมูล ทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ว่าด้วยการจราจรทางบก ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับ กรมการขนส่งทางบก
การลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ที่กำหนดแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ.2565-2570 เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้เหลือ 12 คนต่อประชากร 1 แสนคนสอดคล้องกับแนวทางขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งของหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ คือการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ

โดยปัจจุบันพบว่าประเทศไทยมีสถิติอุบัติเหตุที่สูงขึ้นต่อเนื่อง เกิดความสูญเสียจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเพราะขาดวินัยจราจร การบังคับใช้กฎหมายที่ขาดประสิทธิภาพ มีประชาชนค้างชำระใบสั่งจราจร หลายสิบล้านใบ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน และนักท่องเที่ยว อีกทั้งในอดีต ผลความสำเร็จของ การเชื่อมข้อมูลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก เมื่อครั้งก่อน ทำให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ภาพรวมของอุบัติเหตุในยุคนั้นลดลง อย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลจึงให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมการขนส่งทางบก ร่วมหารือแนวการทางบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบการเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจรให้สอดคล้องตามแนวคำพิพากษา ศาลปกครอง เป็นไปตามหลักนิติธรรมและมีความเป็นสากล ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบใบสั่งของตนเองได้ในการชำระค่าปรับ เพิ่มข้อมูลสำเนาใบสั่ง สำเนาเอกสารแจ้งเตือน สำเนาหลักฐานการส่งไปรษณีย์ตอบรับ ข้อมูลของเจ้าพนักงานจราจรที่ออกใบสั่ง
ทั้งนี้ เป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับประชาชนที่มาเสียภาษีประจำปีที่ขนส่ง หากปรากฏว่ามีข้อมูลใบสั่งค้างชำระ สามารถตรวจสอบและชำระค่าปรับที่ค้างชำระกับนายทะเบียนขนส่งได้ทันที และเป็นการเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพกับเจ้าของรถที่ค้างชำระใบสั่งจราจร แม้จะชำระภาษีแล้วแต่จะยังไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีฉบับจริงจนกว่าจะชำระค่าปรับครบถ้วนเสียก่อน

โดยข้อมูลการเชื่อมโยงใบสั่งค้างชำระนั้น จะเริ่มบังคับใช้กับใบสั่งจราจรที่ออกให้กับผู้ขับขี่ที่กระทำผิดกฎจราจร ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ไม่มีผลย้อนหลัง ซึ่งกระบวนการตามกฎหมายของใบสั่งจราจร ข้อมูลของผู้ไม่ชำระใบสั่งที่จะมีผลต่อการต่อภาษีประจำปีที่จะส่งไปยังกรมการขนส่งทางบกนั้น หากไม่ชำระใบสั่งใบแรกหลัง 1 สิงหาคม 2569 จะมีหนังสือแจ้งเตือนตามกฎหมายไป และหากยังไม่ชำระตามหนังสือ แจ้งเตือนอีก ในระยะเวลาประมาณ 60-90 วันนับจากวันออกใบสั่ง ข้อมูลการไม่ชำระใบสั่งนั้นจะเชื่อมโยงไปยังกรมการขนส่งทางบก คาดว่าประมาณช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2569 ประชาชนที่จะไปต่อภาษีที่ขนส่งจะเริ่มทราบข้อมูลการค้างชำระใบสั่งในระบบได้
การลงนาม MOU ในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการข้อมูลเพื่อสร้างมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นสากล ตามหลักนิติธรรม ตามแนวคำพิพากษาศาลปกครอง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ สร้างวินัยจราจร สร้างความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน สร้างมาตรฐานสากล ความอุ่นใจปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เกิดความยั่งยืนด้านความปลอดภัยทางถนนให้ประเทศชาติต่อไป
นอกจากนี้ ในงานยังมีนิทรรศการเสริมสร้างวินัยจราจร ความปลอดภัยบนท้องถนน เช่น นิทรรศการจุดตัดทางรถไฟของกองบังคับการตำรวจนครบาล 4, นิทรรศการการบังคับใช้กฎหมายของกองบังคับการตำรวจจราจร, นิทรรศการของ DGA และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี