537.jpg
เรื่องนี้มีประวัติ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี 'อันคนเราถึงเศร้าโศกเพียงไร ก็เบาใจเมื่อเขารู้เท่าทุกข์'

เรื่องนี้มีประวัติ : เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี 'อันคนเราถึงเศร้าโศกเพียงไร ก็เบาใจเมื่อเขารู้เท่าทุกข์'

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.20 น.
Tag :

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ผู้เรียกตนเองว่า ขุนนางสามัญชน แต่ได้รับบทบาทต่าง ๆ นานามากมายเหลือคณานับ ทั้งขุนนางในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประธานรัฐสภาคนแรกของสยาม เป็นรัฐมนตรีกระทรวงธรรมการคนแรกในรัฐบาลคณะราษฎร เป็นครู เป็นนักการศึกษา นักประพันธ์ นักสิทธิมนุษยชน นักกีฬา และนักการสาธารณสุข ฯลฯ


 

 

เรื่องนี้มีประวัติประจำสัปดาห์นี้ได้รับเกียรติบอกเล่าประวัติช่วงสำคัญในชีวิตของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจากลูกหลานของท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร. ศิวาวุธ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นทีทิพย์ กฤษณามระ และยังได้สาระสำคัญอื่น ๆ จากหนังสือชื่อ สนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

 

 ดร. ศิวาวุธ และ ดร. นทีทิพย์ บอกว่า อันที่จริงแล้วเราเป็นลูกหลานของท่าน เราไม่อยากกล่าวเยินยอสรรเสริญท่านให้มากจนเกินไป เพราะผู้คนที่ไม่เข้าใจอาจจะมองว่าเรายกย่องเยินยอท่านจนเกินจริง แต่เราเพียงต้องการให้คนไทยรับรู้ถึงผลงานต่าง ๆ นานาที่ท่านได้ทำไว้ให้แผ่นดิน ซึ่งงานทั้งปวงของท่านเป็นรูปธรรม จับต้องได้จริง มีหลักฐานชัดเจน

 

แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราในฐานะลูกหลานซึ่งไม่ทันเห็นท่าน แต่เราได้รับการปลูกฝังบอกเล่าจากพ่อแม่ของเรา ซึ่งเป็นลูกของท่านเจ้าพระยาฯ ว่า ท่านเน้นให้ลูก ๆ ทุกคนรักการเรียน รักการศึกษา รักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีกันให้จงหนัก แม้ท่านจะมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน แต่ท่านก็ให้ความรักกับภรรยาและลูก ๆ ทุกคนอย่างเสมอเหมือนกัน ลูกทุกคนไม่ว่าจะเกิดจากภรรยาคนไหนก็จะได้รับการอบรมบ่มเพาะจากท่านเจ้าพระยาฯ เสมือนเหมือนกันทุกคน และท่านเน้นให้ลูก ๆ ทุกคนมีการศึกษา ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ต้องไม่ละเลยเรื่องการหาความรู้

 

หนังสือสนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย จึงได้ขอเชิญนักเขียนจากหลากหลายวงการอาชีพมาร่วมกันเขียนเรื่องของท่าน โดยที่ลูกหลานของท่านไม่ได้เข้าไปร่วมเขียนด้วยมากนัก ดังเห็นได้จากนักเขียนที่มีมากมายหลายชื่อ เช่น ชมัยภร บางคมบาง ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน ดร. รสิตา สินเอกเอี่ยม ดร. สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ ดร. อนุชิต กุลวานิช พลพัทธ์ ภูรีสถิตย์ พิรฎา อุตตโมทย์ นิกร แซ่ตั้ง และกมลาสวาท ยามะรัต แต่ก็มีทายาทของท่านเจ้าพระยาฯ ร่วมเขียนบางในบางบท เช่น สนั่นชาติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ดร. กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา จุฑา เทพหัสดิน ณ อยุธยา และตัวของเราเอง (หมายถึง ดร. นทีทิพย์) 

 

 

 

ตลอดช่วงชีวิตของท่านเจ้าพระยา คือตั้งแต่ พ.ศ. 2419 ถึง 2486 ท่านได้ผ่านพบสิ่งต่าง ๆ มาอย่างนับไม่ถ้วน ท่านเริ่มรับราชการในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ครั้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ แล้วก็เป็นนักการเมืองในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้เป็นประธานรัฐสภาคนแรก และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนแรกของรัฐบาลคณะราษฎร

 

 

 

 

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือปูชนียบุคคลคนหนึ่งทางการศึกษาของสยาม เป็นผู้ทำแผนการศึกษาของชาติโดยทำเป็นองค์รวม เป็นผู้ริเริ่มสร้างมาตรฐานวิชาชีพครู และการพลศึกษา อาชีวศึกษา เน้นการรู้หนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง เน้นความรู้คู่คุณธรรมและจริยธรรม เน้นด้านสุขอนามัย ส่งเสริมความสามัคคีของคนในสังคม เริ่มตั้งแต่ภายในครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ และนานาชาติ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ยึดหลักประชาธิปไตย

 

ย้อนไปเมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตั้งพระทัยปฏิรูปการปกครองสยาม เพื่อให้พัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ เพื่อให้สยามรอดพ้นจากภัยการล่าอาณานิคมโดยมหาอำนาจตะวันตก จึงทรงปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนสร้างชาติ และพระราชกรณียกิจนี้ได้สืบต่อไปยังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และก็สามารถกล่าวได้ว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือผู้หนึ่งที่ถวายงานด้านพัฒนาการศึกษาของสยามในยุคนั้น

 

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นบุตรของพระยาไชยสุรินทร์ เจ้ากรมพระคลังข้างที่ มารดาคือคุณหญิงอยู่ เมื่อท่านอายุ 6 ปี บิดาถึงแก่อนิจกรรม ครอบครัวประสบความยากลำบากเพราะฐานะตกต่ำ ท่านต้องช่วยมารดาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการรับจ้างทำงานสารพัด และช่วยมารดาเลี้ยงดูน้อง แต่มารดาของท่านก็ไม่ปล่อยให้ท่านไร้การศึกษา ท่านจึงได้เข้าเรียนประโยค 1 เมื่ออายุ 12 ปี ที่โรงเรียนบพิตรพิมุข ครั้งตกเย็นท่านกลับบ้าน ท่านก็สอนหนังสือน้อง ต่อมาท่านได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ระหว่างเรียนก็ออกหนังสือพิมพ์ประจำสัปดาห์ของโรงเรียน โดยเขียนด้วยลายมือ แล้วไปเรียนต่อที่โรงเรียนสุนันทาลัย แล้วไปเรียนต่อโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ต่อมาได้เป็นนักเรียนทุนรุ่นแรก จำนวน 3 คน โดยระหว่างเรียนก็ยังทำหนังสือพิมพ์รายคาบ ชื่อวิทยาจารย์ โดยรับหน้าที่บรรณาธิการ นักเขียน ผู้จัดการวารสาร ทั้งนี้วารสารดักล่าวยังคงมีอยู่สืบเนื่องมาจากปัจจุบัน ชื่อ สามัคยาจารย์สมาคม (คุรุสภา) หลังจากสำเร็จการศึกษาก็ทำหน้าที่อบรมครูตามแบบสมัยใหม่ จนถึงปี พ.ศ. 2439 ได้รับทุนหลวงกระทรวงธรรมการรุ่นแรก ไปศึกษาวิชาครูที่ Borough Road College ประเทศอังกฤษ แล้วกลับมารับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทรัชกาลที่ 5 

 

 

ครั้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 ทรงพัฒนาสยามให้เป็นประเทศที่สองในเอเชียที่มีการศึกษาภาคบังคับ (ประเทศแรกในเอเชียคือญี่ปุ่น) โดยเป็นการศึกษาภาคบังคับให้เด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือด้วยความเสมอภาค

หากจะเล่าแบบรวบรัดก็ต้องบอกว่าท่านพัฒนาการศึกษายุคใหม่ของสยามมาตั้งแต่ต้น และมีส่วนถวายงานการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 และออกพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร พ.ศ. 2461 และออกพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464  และทำแผนการศึกษาให้มีวิชาวิสามัญ (อาชีวศึกษา) ควบคู่กับวิชาสามัญ โดยให้สอนด้านหัตถกรรม กสิกรรม และพาณิชยกรรม และนำกีฬาฟุตบอลเข้ามาในสยามตั้งแต่ พ.ศ. 2443 โดยผ่านการพลศึกษา

 

 

ใน พ.ศ 2460 ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ครั้น พ.ศ. 2468 ปลายปี รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขึ้นทรงราชย์ ต่อมาประเทศสยามเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำขั้นวิกฤต รัฐบาลประกาศตัดงบประมาณด้านการศึกษา ทั้ง ๆ ที่กระทรวงธรรมการในขณะนั้นได้รับงบประมาณน้อยมากอยู่แล้ว แต่ต้องดูแลงานด้านการศึกษาทุกระดับประเภท และยังต้องดูแลงานด้านมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลอีกด้วย ท่านจึงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ดังนั้น วันที่ 30 กันยายน 2469 ท่านจึงถวายบังคมลาออกจากราชการ ในช่วงนั้นเองที่ธิดาของท่านก็ขอลาออกจากการเป็นครูโรงเรียนราชินีและวชิราวุธวิทยาลัย แล้วตั้งโรงเรียนสตรีจุลนาค แล้วท่านก็ไปช่วยสอนหนังสือให้ด้วย แต่ในปี 2470 รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท่านเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดระเบียบองคมนตรี

 

 

ครั้งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลำดับที่ 2 และได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาคนแรก แต่หลังจากนั้นเพียงสองเดือน รัฐบาลคณะราษฎรขอให้ท่านไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ แต่การเมืองในขณะนั้นวุ่นวายสับสนมาก มีความขัดแย้งต่าง ๆ นานาเกิดขึ้นเป็นประจำ มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีสองครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จน 21 มิถุนายน 2476 ก็เกิดรัฐประหารอีกครั้ง

 

 

ต่อมาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2480 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกท่านเป็นคณะผู้สำเร็จราชการ ในรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่ทรงเป็นยุวกษัตริย์ และยังทรงศึกษาอยู่ในประเทศตะวันตก แต่ท่านขอไม่รับตำแหน่ง โดยท่านให้เหตุผลว่าวิตกว่าจะทำไม่ได้ดี อย่างไรก็ตามเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคือผู้ที่รับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในราชวงศ์จักรีถึง 4 พระองค์ คือรัชกาลที่ 5, 6, 7 และรัชกาลที่ 8 จึงกล่าวได้ว่าช่วงชีวิตของท่านอยู่บนรอยต่อของประวัติศาสตร์สยามและของโลกไปพร้อม ๆ กัน เป็นช่วงเวลาที่สยามและโลกพบกับความผันผวนมากมาย ทั้งการล่าอาณานิคม การพัฒนาของโลกสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยาม สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และช่วงการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก

 

 

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ใช้นามว่าครูเทพ ในการประพันธ์ และการศึกษา ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญในอักษรศาสตร์และการศึกษา หลายคนจดจำท่านได้ดีในบทเพลงกราวกีฬา กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน

ดร. นทีทิพย์เล่าให้ฟังว่าเมื่อได้ศึกษางานของท่านเจ้าพระยาฯ แล้ว ก็ทำให้เห็นว่าท่านคือผู้จุดประกายวิทยาในยุคมือที่มีโรคระบาดคุกคามสยาม โดยท่านเน้นเรื่องสุขะศึกษาธิการธรรม ในยุคโบราณนั้นกรุงเทพฯ มีโรคระบาดคุกคามไทยอย่างหนัก เช่น โรคอหิวาตกโรค กาฬโรค ไข้ทรพิษ จนถึงขนาดนายแพทย์ฮิวจ์ แคมป์เบล ไฮเอต ชาวตะวันตกที่เข้ามารับราชการในสยามเพื่อแก้ปัญหากาฬโรคระบาดในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตสำเพ็ง ให้ความเห็นว่าเป็นแหล่งโสโครกที่มีการระบาดของกาฬโรค และยังมีจดหมายกราบทูลไปยังพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาลว่า กรุงเทพพระมหานครเป็นเมืองที่โสโครกที่สุดในบรรดาพระนครในประเทศตะวันออก ทั้งนี้เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีจึงหาทางคลี่คลายปัญหาด้วยหลักศุขาภิบาล โดยเขียนหนังสือ การศุขาภิบาลสำหรับบุทคลและครอบครัว ความรู้เรื่องการต่อสู้กับข้าศึกที่เราแลไม่เห็นตัว

นอกจากนั้น ยังมีบทความแสดงให้เห็นว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นผู้ที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ แต่แม้ท่านจะเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพของสตรีว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ท่านก็ยังคงแสดงความเห็นเชิงตักเตือนผู้หญิงว่าต้องระมัดระวังตัว ไม่ควรมีความเสียหายในเรื่องเพศก่อนวัยอันควร ไม่ปล่อยตัวให้บังเกิดความเสียหาย ดังพบในกวีนิพนธ์เรื่อง นรี-นรุปฐาก ที่มีความว่า

พลาดอื่นจะคืนสินิทธ์อาจ

ผิวพลาดเสน่ห์นัว

ยากแท้จะแก้ทุมลมัว            

 บมิหายระคายคง

หากคุณสนใจหนังสือสนั่นคิด เรื่องเล่าผ่านยุคสมัยจากสยามสู่ไทย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี กรุณาติดต่อหาซื้อที่ มูลนิธิเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี โทรฯ 0 2160 8634

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top