542.jpg
Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

Life&Health : เปิดบทบาทเภสัชกรใน CAR T-Cell Therapy จากห้องปฏิบัติการสู่การรักษาโรคมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.36 น.
Tag :

CAR T-Cell Therapy เป็นเทคโนโลยีการรักษามะเร็งขั้นสูง โดยนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) จากเลือดผู้ป่วยหรือผู้บริจาคมาดัดแปลงในห้องปฏิบัติการ ให้มีตัวรับพิเศษที่เรียกว่า Chimeric Antigen Receptor หรือ CAR เพื่อให้ทีเซลล์รู้จักและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง เทคโนโลยีนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) และถูกเรียกว่า “ยาที่มีชีวิต” เนื่องจากผลิตเฉพาะรายบุคคล และสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นาน

ข้อมูล ภญ.ณัฐพร ลิขิตสกุลชัย เภสัชกรคลินิก ศูนย์เซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน CAR T-cell therapy ถูกนำมาใช้รักษามะเร็งทางโลหิตวิทยาในหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ดื้อต่อการรักษามาตรฐาน และได้รับการบรรจุในแนวทางการรักษามาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญคือต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้นทุนการรักษาที่สูง


 

ประเทศไทยได้พัฒนาองค์ความรู้ด้าน CAR T-cell อย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายสถาบันการแพทย์และมหาวิทยาลัยร่วมวางรากฐานงานวิจัยด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด หนึ่งในก้าวสำคัญคือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อุษณรัสมิ์ อนุรัฐพันธ์และคณะ ได้พัฒนา CD19-specific CAR T-cell ของไทยขึ้นเป็นรายแรก โดยเริ่มการศึกษาในระยะหลอดทดลองตั้งแต่ ปี พ.ศ.2557 และดำเนินการศึกษาต่อเนื่องมาจนถึงระยะคลินิก จนประสบความสำเร็จในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดบีเซลล์ (B-ALL) ที่ดื้อต่อการรักษาหรือกลับเป็นซ้ำ ต่อมารองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ใจ นิภารักษ์
และคณะ ได้ต่อยอดแพลตฟอร์มดังกล่าวสู่การศึกษารักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดบีเซลล์ในผู้ใหญ่ (B-cell Lymphoma)
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทางเลือกการรักษาจำกัด

การพัฒนา CAR T-cell สัญชาติไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ผ่านการจัดตั้งบริษัทเจเนพูติก ไบโอ จำกัด (Genepeutic Bio) เมื่อปี พ.ศ. 2563 ร่วมกับ สวทช. และ TCELS เพื่อพัฒนาหน่วยผลิตเซลล์และยีนบำบัดตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) แห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ CD19-specific CAR T-cell ของรามาธิบดีและ Genepeutic Bio อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย สำหรับขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากนี้คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม CAR T-cell ชนิดอื่น ๆ เช่น GD2-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งนิวโรบลาสโตมาในเด็ก (Neuroblastoma) และ BCMA-specific CAR T-cell สำหรับมะเร็งไขกระดูกชนิดมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple myeloma) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาขั้นสูงในอนาคต

จุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกำหนดให้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ที่มีส่วนผสมของยีน เซลล์ หรือเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางถึงสูง รวมถึง CAR T-cell ถือเป็น “ยา” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการยกระดับและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากประกาศฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 2567 ที่ได้วางหลักการให้ ATMPs เป็นยาไว้แล้ว

ประกาศดังกล่าวทำให้การวิจัย การผลิต และการนำ CAR T-cell มาใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้ระบบกำกับดูแลด้านยาอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้งมาตรฐานการผลิต คุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการติดตามผลหลังการใช้

ทั้งนี้ แม้ CAR T-cell ที่มุ่งเป้าโปรตีน CD19 เหมือนกัน แต่หากมีความแตกต่างด้านโครงสร้าง เช่น ลำดับกรดอะมิโนของ scFv หรือชนิดของ costimulatory domain จะถือเป็นผลิตภัณฑ์คนละชนิดในทางเภสัชกรรมและกฎหมาย จึงต้องมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตนเอง ไม่สามารถอ้างอิงผลการศึกษาข้ามผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง

เมื่อ CAR T-cell ถูกกำกับดูแลในฐานะยา “เภสัชกร” จึงมีบทบาทสำคัญตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. ดูแลคุณภาพตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต

• ควบคุมกระบวนการผลิตให้สะอาดปลอดภัย — เภสัชกรกำกับดูแลทุกขั้นตอนการผลิต CAR T-cell ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล (เรียกว่า GMP) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

• ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนปล่อยให้ใช้ — ก่อนนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับผู้ป่วยจริง ต้องผ่านการตรวจสอบหลายด้าน เช่น การทดสอบเอกลักษณ์ การทดสอบประสิทธิภาพ จำนวนเซลล์มีชีวิตอยู่ในสัดส่วนที่เพียงพอ ไม่มีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราปนเปื้อน เปรียบเสมือนการตรวจสอบคุณภาพยาก่อนส่งถึงมือผู้ป่วยทุกครั้ง

2. ดูแลการจัดเก็บและขนส่งด้วยความเย็นจัด

• เก็บรักษาในอุณหภูมิเย็นจัดมาก — ผลิตภัณฑ์ CAR T-cell ต้องเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่เย็นจัดกว่าตู้แช่แข็งทั่วไปมาก
(ต่ำกว่า -150 องศาเซลเซียส) เพื่อคงสภาพผลิตภัณฑ์ไว้ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ เภสัชกรมีหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ

• ควบคุมคุณภาพระหว่างการขนส่ง — เมื่อต้องเคลื่อนย้าย
ผลิตภัณฑ์จากสถานที่ผลิตมาถึงโรงพยาบาล ต้องมั่นใจว่าอุณหภูมิเย็น จัดถูกรักษาไว้ตลอดเส้นทาง ไม่มีช่วงใดที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนอาจทำให้ผลิตภัณฑ์เสียหาย

3. ดูแลขั้นตอนการเตรียม บริหารผลิตภัณฑ์ให้ผู้ป่วย และเฝ้าระวังและดูแลอาการไม่พึงประสงค์

• เตรียมร่างกายผู้ป่วยก่อนรับผลิตภัณฑ์ — ร่วมวางแผนการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อ “เคลียร์พื้นที่” ในร่างกาย ช่วยให้ CAR T-cell
ที่ให้เข้าไปสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

• ตรวจสอบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ป่วยคนนั้นจริง — เนื่องจาก CAR T-cell ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย (ไม่ใช่ยาที่ใช้ร่วมกันได้) เภสัชกรต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผลิตภัณฑ์ตรงกับตัวผู้ป่วยแน่นอน ป้องกันความผิดพลาดที่ร้ายแรง

• เตรียมความพร้อมก่อนใช้งาน — ก่อนบริหารให้
ผู้ป่วย ต้องนำผลิตภัณฑ์มาละลายอย่างถูกวิธีและถูกเวลา เพราะเมื่อละลายแล้วจะมีเวลาใช้งานได้จำกัด ต้องบริหารผลิตภัณฑ์ให้
ผู้ป่วยภายในเวลาที่กำหนด

• ควบคุมขั้นตอนการให้ยา — ดูแลความถูกต้องของวิธีบริหารผลิตภัณฑ์ทางหลอดเลือดดำ พร้อมเตรียมทีมและอุปกรณ์ให้พร้อมรับมือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

• เฝ้าระวังและจัดการอาการไม่พึงประสงค์เฉพาะทาง — ติดตามภาวะหลั่งสารไซโตไคน์มากเกินไป (CRS) ที่ทำให้ไข้สูง ความดันโลหิตต่ำ หรือหายใจลำบาก และภาวะทางระบบประสาทจากภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้น (ICANS) ที่ทำให้สับสนหรือพูดลำบาก ซึ่งมักเกิดร่วมกัน พร้อมจัดเตรียมยารักษา เช่น tocilizumab และ corticosteroid รวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ

4. จัดทำทะเบียนผู้ป่วยและติดตามผลระยะยาว

• บันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ — จัดทำทะเบียนเก็บข้อมูลผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายในระยะยาว ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

• ติดตามความปลอดภัยในระยะยาว — CAR T-cell สามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน จึงต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง เช่น ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจนติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

5. การกำกับดูแลและขึ้นทะเบียนยา จัดเตรียมเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนยาอย่างถูกต้อง — รวบรวมข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณา เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ CAR T-cells ของไทยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

การที่ CAR T-cell ได้รับการกำกับดูแลในฐานะ “ยา” จึงเป็นทั้งก้าวสำคัญของระบบกฎหมายยาไทย และสะท้อนบทบาทใหม่ของเภสัชกรในฐานะกำลังสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการผลิตจนถึงการดูแลผู้ป่วยจริง

กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

นับตั้งแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงรับกองทุนโรคมะเร็งในเด็กไว้ในพระอุปถัมภ์ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทรงมี พระเมตตาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศใน รพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือของกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ คือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา
รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ
ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุน คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร. 0-27183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตรงกับวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานและขอถวายพระพรให้ทรงหายจาก พระอาการประชวรโดยเร็ววัน

ผศ.(พิเศษ) ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top