วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
โรคภูมิแพ้ (Allergy) ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหากเป็นแล้วจะต้องทนอยู่กับอาการนี้ไปตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบัน มีการรักษาด้วย “วัคซีนภูมิแพ้” ซึ่งเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้โดยตรง ทำให้สามารถลดอาการของโรคและเพิ่มโอกาสในการหายขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์ รอดสวาสดิ์ อายุรแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ภาวะภูมิแพ้เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองไวต่อสารบางชนิดมากผิดปกติ โดยเกิดความผิดพลาดในการสร้างอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E หรือ IgE) ต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ภายในเวลาไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังการสัมผัส ผ่านทางการหายใจ ผิวหนัง หรือการรับประทาน

โรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
โรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ ที่มักมีอาการคันจมูก จาม คัดจมูก และคันตา อันเนื่องมาจากไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือเกสรดอกไม้
โรคหืดจากภูมิแพ้ ทำให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก และมีเสียงหวีด โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสสัตว์เลี้ยง
โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีอาการคันและผิวแห้งกำเริบเป็นระยะ
การแพ้พิษแมลงกลุ่มผึ้ง ต่อ แตน และมด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะช็อกหรือ Anaphylaxis ที่อันตรายถึงชีวิต
โรคแพ้อาหาร ซึ่งในผู้ใหญ่มักพบการแพ้อาหารทะเลจำพวกกุ้ง ปู ปลาหมึก หอย รวมถึงข้าวสาลีและผลไม้ โดยแสดงอาการตั้งแต่คันใน
ช่องปาก ลมพิษ ไปจนถึงอาการแพ้รุนแรง
การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ในปัจจุบัน แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างอาการและการสัมผัสสาร
ก่อภูมิแพ้ จากนั้นจึงทำการทดสอบภูมิแพ้ (Allergy Test) เพื่อค้นหาหลักฐานการไวต่อสารก่อภูมิแพ้ (IgE sensitization) ซึ่งทำได้ 3 วิธีหลัก คือ
การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test) โดยสะกิดสารสกัดบนผิวหนังและรออ่านผลใน 15–20 นาที ซึ่งผู้ป่วยต้องงดยาแก้แพ้ก่อนตรวจ
การเจาะเลือดตรวจสารเฉพาะภูมิแพ้ (Serum specific IgE) ซึ่งยาแก้แพ้ไม่มีผลต่อการตรวจและหาชนิดสารได้หลากหลายกว่า
การทดสอบโดยการกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Challenge Test) ด้วยการให้
ผู้ป่วยสัมผัสสารที่สงสัยโดยตรง โดยวิธีนี้จำเป็นต้องทำในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัย

เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา แพทย์จะมี 3 แนวทางหลักในการดูแลผู้ป่วย เริ่มจากการรักษาตามมาตรฐานของโรคนั้นๆ เช่น การพ่นจมูกด้วย
ยาสเตอรอยด์ ร่วมกับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เพื่อลดการกำเริบ แม้ว่าในชีวิตประจำวันอาจจะทำได้ยาก เช่น การจัดการกับไรฝุ่นหรือการเลิกเลี้ยงสัตว์ และแนวทางที่สามที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารสกัดก่อภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) หรือ วัคซีนภูมิแพ้
วัคซีนภูมิแพ้ เป็นวิธีที่ให้สารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อปรับระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดภาวะทนต่อสารก่อภูมิแพ้ (Tolerance) นำไปสู่การควบคุมโรคได้ระยะยาวและมีโอกาสหายขาดได้ในที่สุด ปัจจุบันวัคซีนภูมิแพ้มีรูปแบบการรักษาที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยอย่างหลากหลาย ทั้งชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (SCIT) ,ชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT) ซึ่งในประเทศไทยมีใช้เฉพาะสำหรับการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่นเท่านั้น และชนิดรับประทาน (OIT)
“โรคที่สามารถรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ได้ ครอบคลุมทั้งโรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบ โรคหืด และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โดยสามารถใช้ได้ทั้งวิธีฉีดใต้ผิวหนังและอมใต้ลิ้น ส่วนกลุ่มที่แพ้พิษแมลงจะรักษาด้วยวิธีฉีดใต้ผิวหนัง และกลุ่มโรคแพ้อาหารจะรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดรับประทาน” นายแพทย์พงศ์สวัสดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มต้นเข้ารับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการประเมินและยืนยันผลโดยแพทย์เฉพาะทางด้าน
โรคภูมิแพ้ เพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุที่แท้จริง และร่วมกันพิจารณาเลือกรูปแบบวัคซีนที่เหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อตัวผู้ป่วยแต่ละราย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี