542.jpg
SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน  ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับกระจูดพัทลุงสู่งานคราฟต์รักษ์โลก

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ยกระดับกระจูดพัทลุงสู่งานคราฟต์รักษ์โลก

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.
Tag :

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืน ผ่าน Sustainable Craft Business Model เพื่อยกระดับศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยยกกระจูดวรรณี (VARNI Craft) จังหวัดพัทลุง เป็นต้นแบบความสำเร็จในการสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมท้องถิ่น ตามกรอบ ESG ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ธุรกิจสร้างสรรค์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้วิสัยทัศน์ “Nurturing Thai Crafts to Global Trends” โดยใช้โมเดลธุรกิจ Sustainable Craft Business Model เป็นกรอบการยกระดับผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยแบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การสืบสานองค์ความรู้และทุนวัฒนธรรม การยกระดับทักษะของช่างฝีมือ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตอย่างรับผิดชอบ การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน ตลอดจนการสร้างแบรนด์และขยายตลาด เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ควบคู่กับการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน


ทั้งนี้ Sustainable Craft Business Model คือการต่อยอดความสำเร็จแนวคิดการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการดำเนินงานของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์ นักออกแบบ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และตลาดเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบ ESG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคม การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบโมเดลนี้ไม่เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติเพื่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยพลิกโฉมงานคราฟต์ไทยสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม นอกจากนี้ยังช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศงานคราฟต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะในมิติการขับเคลื่อนนวัตกรรมหมุนเวียนอย่างเป็น
รูปธรรม และสร้างความแตกต่างให้งานคราฟต์ไทยกลายเป็น “แบรนด์รักษ์โลก” อย่างแท้จริง ตลอดจนช่วยสร้างโอกาสในการเจาะตลาดประเทศต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด

ด้าน นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า แบรนด์กระจูดวรรณี (VARNI Craft) จังหวัดพัทลุง ซึ่งก่อตั้งโดย นายมนัทพงศ์ เซ่งฮวด ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT นับเป็นหนึ่งในต้นแบบการนำ Sustainable Craft Business Model ไปประยุกต์ใช้จริง (Model in Practice) โดยต่อยอดภูมิปัญญาการจักสานกระจูด
ของชุมชนทะเลน้อยสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ผ่านการพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Signature Pattern) การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานยุคใหม่ และการยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้แก่เครือข่ายผู้ผลิตในชุมชน และขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

จุดเด่นของ VARNI Craft เป็นการพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การอนุรักษ์แหล่งวัตถุดิบ การพัฒนาทักษะของช่างฝีมือ การสร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุ แม่บ้านและคนรุ่นใหม่ การถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้และกิจกรรม Workshop ตลอดจนการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ VARNI Craft ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวคิด Zero Waste มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียวัตถุดิบ และต่อยอดเศษกระจูดให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้ง
ดำเนินการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รวมถึงเครื่องหมาย Net Zero Product จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งสะท้อนศักยภาพของงานหัตถกรรมไทยในการก้าวสู่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล

ความสำเร็จของ “กระจูดวรรณี” ภายใต้โมเดลนี้ ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงการพลิกโฉม “ต้นกระจูด” ซึ่งเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงวัชพืชริมผืนน้ำในเขตทะเลน้อยให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าของชุมชนผ่านกระบวนการอัปไซเคิล และการใส่ความคิดสร้างสรรค์ จนสามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับการยกระดับด้วยการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI อันมีลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจาก “กระจูด” ที่เติบโตในระบบนิเวศเฉพาะของพรุพัทลุงน้อยและทะเลน้อย จะมีคุณสมบัติพิเศษคือ เส้นใยมีความเหนียว ทนทาน นุ่มมือ และมีสีสันตามธรรมชาติที่สวยงาม เมื่อนำมาผสานกับภูมิปัญญาการจักสานที่สืบทอดกันมา จึงกลายเป็นสินค้าคราฟต์ที่มีทั้งเรื่องราวทางวัฒนธรรมและคุณภาพในระดับสากล

“การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย SACIT พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนและขยายผล “Sustainable Craft Business Model” ไปสู่กลุ่มผู้สร้างสรรค์ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริม
การนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่มาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของหัตถศิลป์ไทยในเวทีโลก ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นับเป็นพลังสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจและความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว” นางสาวแสงระวี กล่าวทิ้งท้าย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top