Logo วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
546.jpg
หน้าแรก / ผู้หญิง
ผู้เชี่ยวชาญเตือน 'สายเฮลท์' อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ 'ลำไส้-สมอง' WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน 'สายเฮลท์' อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ 'ลำไส้-สมอง' WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.
Tag : สายเฮลท์ Low Sugar
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ช็อก!! ดื่ม Zero Sugar ทุกวัน สารทดแทนความหวาน' อาจไม่เฮลท์ตี้อย่างที่คิด ผู้เชี่ยวชาญเตือน'สายเฮลท์'อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบลำไส้-สมอง WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

เราอยู่ในยุคที่สั่งชานมไข่มุกหวาน 0% หยิบน้ำอัดลมสูตร Zero ดื่มกาแฟหวานน้อย หรือยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อดื่มกาแฟที่ใส่“สารให้ความหวาน”แทนน้ำตาลแต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า  ขณะที่ตัวเลขการบริโภคน้ำตาลที่แท้จริงของเราลดลง ทำไมสถิติคนเป็นเบาหวานและโรคอ้วน กลับไม่ได้ลดตามไปด้วย หรือเพราะเป็นความหวานแบบลวงตา


รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ มาตังคสมบัติ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยาย How Sweeteners effect Gut microbiome ตอนหนึ่งในเวทีสรุปผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานปี 2568 โครงการบูรณาการภาคีเพื่อขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาล และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ โดยมองว่าการที่คนไทยพยายามจะลดน้ำตาล  เปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานต่างๆ วัตถุประสงค์ก็เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เบาหวาน ความดัน หัวใจ โรคอ้วน และโรคฟันผุ ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตสินค้าก็พยายามออกผลิตภัณฑ์มาตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่ต้องการลดหวาน ลดน้ำตาล โดยการออกผลิตภัณฑ์สูตรน้ำตาลน้อย(Low Sugar)

“ผลิตภัณฑ์ Low Sugar อาจจะลดปริมาณน้ำตาลลงก็จริง แต่ระดับความหวานยังคงเท่าเดิม เพราะถูกทดแทนด้วยสารให้ความหวาน ซึ่งเทรนด์นี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเก็บภาษีน้ำตาล ภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่มพากันเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมากขึ้น”

สอดคล้องกับตลาดอุตสาหกรรมสารให้ความหวานทั่วโลก (Global Sweetener Market) ระหว่างปี 2022-2032  ก็เริ่มเห็น อุตสาหกรรมสารให้ความหวานมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปีจากกระแสคนรักสุขภาพ เรียกว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก"ยุคน้ำตาลครองเมือง" ไปสู่"ยุคหวานทางเลือก"  

Sweetener ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่

สารให้ความหวาน ปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม ได้แก่

1.น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar Alcohols) เช่น ไซลิทอล (Xylitol) , ซอร์บิทอล (Sorbitol) , มอลทิทอล (Maltitol) และอิริทริทอล (Erythritol) มีรสหวานใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย และยังให้พลังงานอยู่ แต่น้อยกว่าน้ำตาลทรายทั่วไป  

2. สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน หรือให้พลังงานต่ำมาก(Non-nutritive Sweeteners) ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น แอสปาแตม (Aspartame), ซูคราโลส, อะเซซัลเฟม-เค (Acesulfame-K) มักพบในน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาล (Zero/Light) รวมถึง หญ้าหวาน (Steviol glycosides) และหล่อฮังก้วย (Monk Fruit)

สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน   ​เป็นสารให้ความหวานที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) รับรอง และจัดอยู่ในกลุ่ม GRAS (Generally Regarded As Safe) หมายความว่า มีความปลอดภัยโดยทั่วไปเมื่อใช้ตามปริมาณที่กำหนด โดยมีตัวเลขระบุความหวานเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายปกติ ดังนี้

​ขัณฑสกร (Saccharin): หวานกว่าน้ำตาล 200 - 700 เท่า

​แอสปาแตม: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​ซูคราโลส: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​อะเซซัลเฟม-เค: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​Neotame: หวานกว่าน้ำตาล 7,000 - 13,000 เท่า

​Advantame: หวานกว่าน้ำตาล 20,000 เท่า

​หญ้าหวาน: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​หล่อฮังก๊วย: หวานกว่าน้ำตาล 100 - 250 เท่า

​ ขณะที่กลุ่มสารให้ความหวานเพิ่มเติม ที่ได้รับการรับรองจาก อย.ไทย (Thai FDA) ​ได้แก่ ​อะลิแทม (Alitame) เป็นสารกลุ่มไดเปปไทด์ (Dipeptide) ที่มีโครงสร้างคล้ายกับแอสปาร์แตม และ​ไซคลาเมต (Cyclamates) หวานกว่าน้ำตาล 30 - 50 เท่า จะเห็นว่า สารให้ความหวานเหล่านี้เกือบทั้งหมด มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายปกติหลายเท่าตัว (ตั้งแต่ 30 เท่า ไปจนถึงสูงสุดคือ 20,000 เท่า) ทำให้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้โดยไม่เพิ่มพลัง งานให้กับร่างกาย

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเสริมถึงสารให้ความหวานที่หน่วยงานประเทศต่างๆ ให้การรับรองนั้นแตกต่างกัน ฉะนั้น สูตรเครื่องดื่มไดเอทของไทยก็อาจจะต่างกับสูตรเครื่องดื่มไดเอทที่สหรัฐฯ เพราะที่สหรัฐฯ มักจะใช้แอสปาแตม ส่วนไทยใช้ซูคราโลส กับอะเซซัลเฟม-เค รสชาติก็จะแตกต่างกัน

“จริงๆสารให้ความหวานโครงสร้างไม่เหมือนกัน อาจไปทำอะไรที่แตกต่างกันในร่างกายมนุษย์ก็ได้ ฉะนั้นเราอาจต้องคำนึงถึงชนิดของสารให้ความหวานด้วย แม้สารให้ความหวานจะได้รับการรับรองว่า ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษ ถ้าบริโภคในระดับที่ได้รับการรับรองก็ตาม”

WHO ไม่แนะนำให้ใช้สารให้ความหวาน เพื่อคุมน้ำหนัก

สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โฆษณาว่า "ไม่มีน้ำตาล" ในไทยที่ใช้สารให้ความหวานและได้รับเครื่องหมาย "ทางเลือกสุขภาพ" (Healthier Choice) ถามว่า แท้จริงแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่?  ในเมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์นี้ คือ ต้องดีต่อสุขภาพ

ลองสืบค้นดูหลักฐาน ผลการศึกษา หรือผลการวิจัยในปัจจุบัน จะพบว่าการใช้สารให้ความแทนน้ำตาล  บ่งบอกอะไรหลายอย่าง และเราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพได้ไม่มากก็น้อย

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวจากองค์การอนามัยโลก ออกมาประเมินความเสี่ยงและอันตรายของแอสปาแตม ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน โดยจัดกลุ่มความเสี่ยงเฝ้าระวังว่า อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ได้ แต่ยังไม่หลักฐานที่แน่ชัดหรือยืนยันได้เต็มร้อย (Group 2b) ขณะที่ เมื่อปี 2023 องค์การอนามัยโลก ไม่แนะนำ ให้คนทั่วๆไป เด็ก สตรีมีครรภ์ ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เป็นวิธีการควบคุมน้ำหนักหรือเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs (ไม่รวม Sugar Alcohols)  และยังมีรายงานวิจัยเรื่อง "Health effects of the use of non-sugar sweeteners: a systematic review and meta-analysis" เป็นรายงานที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก เมื่อปี 2022 พบว่าสารให้ความหวาน ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคเบาหวาน หัวใจ และหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีผลเสียต่อสตรีมีครรภ์ ทั้งยัง มีการศึกษาผลต่อสมอง พบว่าคนที่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นประจำมีความเสี่ยงการเกิดโรคสมองตีบ หรืออุดตัน โรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม และมีการศึกษาเมื่อปี 2025 พบว่าคนอายุน้อยกว่า 60 ปี บริโภค low calorie sweetener มีความสัมพันธ์ต่ออัตราการลดลงของสมรรถภาพทางสมอง หรือมีความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมมากกว่าคนไม่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวาน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประโยชน์เพียงข้อเดียวของสารให้ความหวานที่มีผลงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน คือ การช่วยลดความเสี่ยงโรคฟันผุ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ไซลิทอล และอิริทริทอล เนื่องจากจุลินทรีย์ในช่องปากไม่สามารถนำน้ำตาลเหล่านี้ไปเปลี่ยนเป็นกรดที่ทำลายผิวฟันได้

กระทบจุลินทรีย์ในลำไส้

นอกจากนี้ มีผลการศึกษาชี้ว่า การบริโภคสารให้ความหวานส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota) โดยเข้าไปเปลี่ยนแปลงกลุ่มจุลินทรีย์ดังกล่าว ทั้งนี้ ในขณะที่มนุษย์มีจำนวนยีนประมาณ 2 หมื่นยีน จุลินทรีย์ในลำไส้กลับมีจำนวนยีนรวมกันมากกว่า 3.3 ล้านยีน ส่งผลให้เมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไป ร่างกายจะสามารถย่อยได้เพียงบางส่วน ส่วนสารอาหารที่เหลือซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่น ไฟเบอร์และกากใย จุลินทรีย์ในลำไส้จะเป็นผู้ทำหน้าที่ย่อยสลายแทน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ไว้ทิ้งท้ายด้วยว่า "นอกจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และอาหารการกินแล้ว หากเราอยากให้จุลินทรีย์ดีชนิดไหนเติบโตในลำไส้ เราก็ต้องเลือกรับประทานอาหารที่เอื้อต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้น ดังนั้น เวลาที่รับประทานอาหาร จึงไม่ใช่แค่การกินเพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อสารอาหารไปเลี้ยงจุลินทรีย์ในลำไส้ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง

ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน  กล่าวว่า เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มีจุดยืนชัดเจนในการส่งเสริมให้ลดพฤติกรรมการติดรสหวาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การลดน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้ 'สารให้ความหวานแทนน้ำตาล'ด้วย ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯไม่สนับสนุนการใช้สารทดแทนความหวาน เนื่องจากห่วงใยในผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และหญิงตั้งครรภ์

“ปัจจุบันเริ่มมีผลการศึกษาที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ซึ่งผลวิจัยในปัจจุบันยังมีทั้งที่พบและไม่พบความเชื่อมโยงดังกล่าว แต่ประเด็นที่น่าจับตามองและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ข้อบ่งชี้ที่ว่าสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการทำงานของแบคทีเรียดีในลำไส้

ถึงแม้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะได้รับการรับรองว่าปลอดภัย บริโภคได้ในปริมาณที่กำหนด แต่ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ เลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รสหวานตามธรรมชาติและไม่ปรุงรสหวานเพิ่ม เลือกดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีรสหวาน เน้นการลดอาหารและเครื่องดื่มรสหวานดีกว่าการแทนน้ำตาลด้วยสารให้ความหวาน"ทพญ.ปิยะดา กล่าว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved