Logo วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
542.jpg
หน้าแรก / ผู้หญิง
ผู้เชี่ยวชาญเตือน 'สายเฮลท์' อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ 'ลำไส้-สมอง' WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน 'สายเฮลท์' อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบ 'ลำไส้-สมอง' WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.
Tag : สายเฮลท์ Low Sugar
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ช็อก!! ดื่ม Zero Sugar ทุกวัน สารทดแทนความหวาน' อาจไม่เฮลท์ตี้อย่างที่คิด ผู้เชี่ยวชาญเตือน'สายเฮลท์'อย่าหลงกับคำว่า Low Sugar เสี่ยงกระทบลำไส้-สมอง WHO ไม่แนะใช้คุมน้ำหนัก

เราอยู่ในยุคที่สั่งชานมไข่มุกหวาน 0% หยิบน้ำอัดลมสูตร Zero ดื่มกาแฟหวานน้อย หรือยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อดื่มกาแฟที่ใส่“สารให้ความหวาน”แทนน้ำตาลแต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า  ขณะที่ตัวเลขการบริโภคน้ำตาลที่แท้จริงของเราลดลง ทำไมสถิติคนเป็นเบาหวานและโรคอ้วน กลับไม่ได้ลดตามไปด้วย หรือเพราะเป็นความหวานแบบลวงตา


รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ มาตังคสมบัติ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยาย How Sweeteners effect Gut microbiome ตอนหนึ่งในเวทีสรุปผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานปี 2568 โครงการบูรณาการภาคีเพื่อขับเคลื่อนการลดบริโภคน้ำตาล และส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ โดยมองว่าการที่คนไทยพยายามจะลดน้ำตาล  เปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานต่างๆ วัตถุประสงค์ก็เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) เบาหวาน ความดัน หัวใจ โรคอ้วน และโรคฟันผุ ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตสินค้าก็พยายามออกผลิตภัณฑ์มาตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่ต้องการลดหวาน ลดน้ำตาล โดยการออกผลิตภัณฑ์สูตรน้ำตาลน้อย(Low Sugar)

“ผลิตภัณฑ์ Low Sugar อาจจะลดปริมาณน้ำตาลลงก็จริง แต่ระดับความหวานยังคงเท่าเดิม เพราะถูกทดแทนด้วยสารให้ความหวาน ซึ่งเทรนด์นี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเก็บภาษีน้ำตาล ภาคอุตสาหกรรมเครื่องดื่มพากันเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมากขึ้น”

สอดคล้องกับตลาดอุตสาหกรรมสารให้ความหวานทั่วโลก (Global Sweetener Market) ระหว่างปี 2022-2032  ก็เริ่มเห็น อุตสาหกรรมสารให้ความหวานมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดทุกปีจากกระแสคนรักสุขภาพ เรียกว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก"ยุคน้ำตาลครองเมือง" ไปสู่"ยุคหวานทางเลือก"  

Sweetener ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่

สารให้ความหวาน ปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม ได้แก่

1.น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar Alcohols) เช่น ไซลิทอล (Xylitol) , ซอร์บิทอล (Sorbitol) , มอลทิทอล (Maltitol) และอิริทริทอล (Erythritol) มีรสหวานใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย และยังให้พลังงานอยู่ แต่น้อยกว่าน้ำตาลทรายทั่วไป  

2. สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน หรือให้พลังงานต่ำมาก(Non-nutritive Sweeteners) ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น แอสปาแตม (Aspartame), ซูคราโลส, อะเซซัลเฟม-เค (Acesulfame-K) มักพบในน้ำอัดลมสูตรไม่มีน้ำตาล (Zero/Light) รวมถึง หญ้าหวาน (Steviol glycosides) และหล่อฮังก้วย (Monk Fruit)

สารให้ความหวานกลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน   ​เป็นสารให้ความหวานที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) รับรอง และจัดอยู่ในกลุ่ม GRAS (Generally Regarded As Safe) หมายความว่า มีความปลอดภัยโดยทั่วไปเมื่อใช้ตามปริมาณที่กำหนด โดยมีตัวเลขระบุความหวานเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายปกติ ดังนี้

​ขัณฑสกร (Saccharin): หวานกว่าน้ำตาล 200 - 700 เท่า

​แอสปาแตม: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​ซูคราโลส: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​อะเซซัลเฟม-เค: หวานกว่าน้ำตาล 200 เท่า

​Neotame: หวานกว่าน้ำตาล 7,000 - 13,000 เท่า

​Advantame: หวานกว่าน้ำตาล 20,000 เท่า

​หญ้าหวาน: หวานกว่าน้ำตาล 600 เท่า

​หล่อฮังก๊วย: หวานกว่าน้ำตาล 100 - 250 เท่า

​ ขณะที่กลุ่มสารให้ความหวานเพิ่มเติม ที่ได้รับการรับรองจาก อย.ไทย (Thai FDA) ​ได้แก่ ​อะลิแทม (Alitame) เป็นสารกลุ่มไดเปปไทด์ (Dipeptide) ที่มีโครงสร้างคล้ายกับแอสปาร์แตม และ​ไซคลาเมต (Cyclamates) หวานกว่าน้ำตาล 30 - 50 เท่า จะเห็นว่า สารให้ความหวานเหล่านี้เกือบทั้งหมด มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายปกติหลายเท่าตัว (ตั้งแต่ 30 เท่า ไปจนถึงสูงสุดคือ 20,000 เท่า) ทำให้ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถให้ความหวานทดแทนน้ำตาลได้โดยไม่เพิ่มพลัง งานให้กับร่างกาย

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเสริมถึงสารให้ความหวานที่หน่วยงานประเทศต่างๆ ให้การรับรองนั้นแตกต่างกัน ฉะนั้น สูตรเครื่องดื่มไดเอทของไทยก็อาจจะต่างกับสูตรเครื่องดื่มไดเอทที่สหรัฐฯ เพราะที่สหรัฐฯ มักจะใช้แอสปาแตม ส่วนไทยใช้ซูคราโลส กับอะเซซัลเฟม-เค รสชาติก็จะแตกต่างกัน

“จริงๆสารให้ความหวานโครงสร้างไม่เหมือนกัน อาจไปทำอะไรที่แตกต่างกันในร่างกายมนุษย์ก็ได้ ฉะนั้นเราอาจต้องคำนึงถึงชนิดของสารให้ความหวานด้วย แม้สารให้ความหวานจะได้รับการรับรองว่า ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษ ถ้าบริโภคในระดับที่ได้รับการรับรองก็ตาม”

WHO ไม่แนะนำให้ใช้สารให้ความหวาน เพื่อคุมน้ำหนัก

สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่โฆษณาว่า "ไม่มีน้ำตาล" ในไทยที่ใช้สารให้ความหวานและได้รับเครื่องหมาย "ทางเลือกสุขภาพ" (Healthier Choice) ถามว่า แท้จริงแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่?  ในเมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์นี้ คือ ต้องดีต่อสุขภาพ

ลองสืบค้นดูหลักฐาน ผลการศึกษา หรือผลการวิจัยในปัจจุบัน จะพบว่าการใช้สารให้ความแทนน้ำตาล  บ่งบอกอะไรหลายอย่าง และเราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพได้ไม่มากก็น้อย

เมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวจากองค์การอนามัยโลก ออกมาประเมินความเสี่ยงและอันตรายของแอสปาแตม ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน โดยจัดกลุ่มความเสี่ยงเฝ้าระวังว่า อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ได้ แต่ยังไม่หลักฐานที่แน่ชัดหรือยืนยันได้เต็มร้อย (Group 2b) ขณะที่ เมื่อปี 2023 องค์การอนามัยโลก ไม่แนะนำ ให้คนทั่วๆไป เด็ก สตรีมีครรภ์ ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เป็นวิธีการควบคุมน้ำหนักหรือเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรค NCDs (ไม่รวม Sugar Alcohols)  และยังมีรายงานวิจัยเรื่อง "Health effects of the use of non-sugar sweeteners: a systematic review and meta-analysis" เป็นรายงานที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก เมื่อปี 2022 พบว่าสารให้ความหวาน ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคเบาหวาน หัวใจ และหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีผลเสียต่อสตรีมีครรภ์ ทั้งยัง มีการศึกษาผลต่อสมอง พบว่าคนที่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นประจำมีความเสี่ยงการเกิดโรคสมองตีบ หรืออุดตัน โรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่ม และมีการศึกษาเมื่อปี 2025 พบว่าคนอายุน้อยกว่า 60 ปี บริโภค low calorie sweetener มีความสัมพันธ์ต่ออัตราการลดลงของสมรรถภาพทางสมอง หรือมีความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมมากกว่าคนไม่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวาน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประโยชน์เพียงข้อเดียวของสารให้ความหวานที่มีผลงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน คือ การช่วยลดความเสี่ยงโรคฟันผุ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ไซลิทอล และอิริทริทอล เนื่องจากจุลินทรีย์ในช่องปากไม่สามารถนำน้ำตาลเหล่านี้ไปเปลี่ยนเป็นกรดที่ทำลายผิวฟันได้

กระทบจุลินทรีย์ในลำไส้

นอกจากนี้ มีผลการศึกษาชี้ว่า การบริโภคสารให้ความหวานส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota) โดยเข้าไปเปลี่ยนแปลงกลุ่มจุลินทรีย์ดังกล่าว ทั้งนี้ ในขณะที่มนุษย์มีจำนวนยีนประมาณ 2 หมื่นยีน จุลินทรีย์ในลำไส้กลับมีจำนวนยีนรวมกันมากกว่า 3.3 ล้านยีน ส่งผลให้เมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไป ร่างกายจะสามารถย่อยได้เพียงบางส่วน ส่วนสารอาหารที่เหลือซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้ เช่น ไฟเบอร์และกากใย จุลินทรีย์ในลำไส้จะเป็นผู้ทำหน้าที่ย่อยสลายแทน

รศ.ทพญ.ดร.อรนาฎ ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ไว้ทิ้งท้ายด้วยว่า "นอกจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และอาหารการกินแล้ว หากเราอยากให้จุลินทรีย์ดีชนิดไหนเติบโตในลำไส้ เราก็ต้องเลือกรับประทานอาหารที่เอื้อต่อจุลินทรีย์ชนิดนั้น ดังนั้น เวลาที่รับประทานอาหาร จึงไม่ใช่แค่การกินเพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อสารอาหารไปเลี้ยงจุลินทรีย์ในลำไส้ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง

ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน  กล่าวว่า เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มีจุดยืนชัดเจนในการส่งเสริมให้ลดพฤติกรรมการติดรสหวาน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การลดน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้ 'สารให้ความหวานแทนน้ำตาล'ด้วย ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯไม่สนับสนุนการใช้สารทดแทนความหวาน เนื่องจากห่วงใยในผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และหญิงตั้งครรภ์

“ปัจจุบันเริ่มมีผลการศึกษาที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่ ซึ่งผลวิจัยในปัจจุบันยังมีทั้งที่พบและไม่พบความเชื่อมโยงดังกล่าว แต่ประเด็นที่น่าจับตามองและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ข้อบ่งชี้ที่ว่าสารเหล่านี้อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการทำงานของแบคทีเรียดีในลำไส้

ถึงแม้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะได้รับการรับรองว่าปลอดภัย บริโภคได้ในปริมาณที่กำหนด แต่ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ เลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รสหวานตามธรรมชาติและไม่ปรุงรสหวานเพิ่ม เลือกดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีรสหวาน เน้นการลดอาหารและเครื่องดื่มรสหวานดีกว่าการแทนน้ำตาลด้วยสารให้ความหวาน"ทพญ.ปิยะดา กล่าว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

30 หนุ่ม Mister International Thailand 2026 แท็กทีมโชว์สกิลลูกหนัง ฟาดแข้งสุดเดือด

ทำไมคนป่วย ‘โรควิตกกังวล’ มากกว่า ‘โรคซึมเศร้า’ จิตแพทย์ชี้วิวัฒนาการสมอง-โลกยุคใหม่คือตัวการ

กทม. สั่งปิดชั่วคราว 3 ร้านดัง ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ตรวจเข้มทั้ง 50 เขต

ยกระดับความร่วมมือ HADR ทัพบกไทย-มาเลเซีย หารือเพิ่มขีดความสามารถการบรรเทาสาธารณภัย

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved