วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
ชีวิตมนุษย์ดำรงอยู่ได้ในเบื้องต้นด้วย "ปัจจัย 4" อันได้แก่อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปย่อมยากที่จะอยู่อย่างปกติสุขได้ ดังนั้น “ภาครัฐ” ทั่วโลกจึงต้องออกมาตรการมาควบคุมสินค้ากลุ่มนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรืออาจหลายๆ ทางพร้อมกัน เช่น ควบคุมมิให้มีการกักตุน กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสินค้านั้นๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย
โดยเฉพาะโลกยุคใหม่ที่มนุษยชาติให้ความสำคัญกับ "สิทธิมนุษยชน" (Human Rights) สินค้าบางชนิดจึงต้องถูก "ควบคุมราคา" ไม่ให้แพงเกินไป เพื่อรับประกันว่า "ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงอย่างเท่าเทียม" ไม่ว่าคนรวยคนจน ซึ่งตัวอย่างหนึ่งคือเสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคม ขอให้ภาครัฐ "จัดระเบียบโรงพยาบาลเอกชน" เนื่องด้วยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง "ค่ารักษาที่แพงหูฉี่" โดยไม่ทราบว่ามาจากสาเหตุใด

หัวข้อรณรงค์ “ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล” ยอดคะแนนโหวต ณ เวลาประมาณ 14.30 น. ของวันที่ 16 ก.พ. 2561
ที่มา : change.org
หากเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์รณรงค์ทางสังคม change.org จะพบหัวข้อรณรงค์ "ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล" ที่ผู้เปิดหัวข้อดังกล่าวคือ ปรียนันท์ (หรือชื่อเดิมคือ "ดลพร") ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ อธิบายเหตุผลไว้ว่า แม้จะเข้าใจที่ "ธุรกิจต้องมีกำไร" แต่ประชาชนในฐานะ "ผู้บริโภค" ก็มีสิทธิที่จะได้รับทราบว่า "ค่ารักษาที่ตั้งมานั้นสมเหตุสมผลหรือไม่?" เพราะการเจ็บป่วยบางครั้งด้วยสถานการณ์เร่งด่วน "จำเป็นต้องเข้า รพ.เอกชน" แต่เมื่อเข้าไปแล้ว "กระเป๋าฉีก" เสียเงินจนบางทีแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
“ทุกรายการในบิลตรวจสอบไม่ได้ หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบค่ารักษา รพ.เอกชนโดยตรงไม่มี เมื่ออยากย้าย รพ. แต่เตียง ICU เต็มทุกที่ จำต้องอยู่ รพ. เดิม เรามีเงินเก็บและทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ ลูกหลานมีเงินพอไหม มีใครพร้อมเซ็นรับสภาพหนี้บ้าง พร้อมรับหมายศาลเมื่อถูกฟ้องเรียกค่ารักษาหรือยัง” ปรียนันท์ กล่าวไว้ตอนหนึ่งของคำอธิบายหัวข้อรณรงค์
อย่างที่ทราบกันดีว่าสวัสดิการด้านสุขภาพของคนไทยโดยภาครัฐ แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือสวัสดิการข้าราชการของข้าราชการ ประกันสังคมของมนุษย์เงินเดือนหรือแรงงานในระบบสถานประกอบการ และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง 30 บาท แต่นอกเหนือจากนี้ “สำหรับผู้ที่มีกำลังทรัพย์” อาจเลือกที่จะ "จ่ายเงินเอง" เข้ารับบริการใน รพ.เอกชน ซึ่ง "ข่าวร้าย" คือไม่รู้ว่าราคาบริการต่างๆ ที่ตั้งมานั้นเหมาะสมหรือไม่?
อัมมาร สยามวาลา
นักเศรษฐศาสตร์ระดับอาวุโสคนหนึ่งของไทย อัมมาร สยามวาลา อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานแถลงข่าว "อีก 15 ปีข้างหน้า อนาคตค่าใช้จ่ายสาธารณะด้านสุขภาพของไทยจะเป็นอย่างไร?" ณ อาคาร TDRI ซ.รามคำแหง 39 ย่านบางกะปิ กรุงเทพฯ ว่า แม้จะจ่ายแพงขึ้นกับ รพ.เอกชน แต่ก็ไม่ได้ความว่าคุณภาพการรักษาจะดีขึ้นแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังอาจแพงกว่าการรักษากับ รพ.รัฐ เสียด้วยซ้ำไป
“แพทย์เป็นผู้กำหนดว่าเมื่อคุณเดินเข้าไปใน รพ. แล้วเมื่อเดินออกกระเป๋าคุณจะแห้งไปเท่าไหร่ หรือแม้กระทั่ง รพ.ของรัฐถ้าคุณมีสตางค์จ่าย แต่แพทย์เขาก็จะดูว่าคุณมีสตางค์ในกระเป๋าเท่าไหร่ที่เขาจะดูดได้ เขาไม่ได้ดูดเพื่อตัวเขาเอง แต่อาจจะเพื่อเภสัชกร เพื่อค่ายา เพื่อโน่นเพื่อนี้ แต่เขาจะดูดให้มากที่สุด ภายใต้เงื่อนไขคนไข้จ่ายได้หรือเปล่า จะเห็นว่ามีการแบ่งตลาดออกไปเป็นตลาดคนรวย คุณลองเดินเข้าไปในบาง รพ. มันจะมีลักษณะอันหนึ่ง ที่ประกาศเลยว่าคนจนอย่ามาเข้า เพราะคุณจะจ่ายไม่ได้” อดีต ปธ. TDRI ระบุ
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส TDRI กล่าวต่อไปโดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ในขณะที่สินค้าและบริการทั่วไป "ผู้ขายกำหนดราคาที่จะขาย..ผู้ซื้อกำหนดจำนวนที่จะซื้อ" แม้บางอย่างราคาจะแพงผู้บริโภคก็ยัง "เลือกได้" ว่าจะซื้อในปริมาณมากหรือน้อย แต่สำหรับบริการทางการแพทย์ "ผู้ให้บริการกำหนดทั้งราคาและปริมาณ" ทำให้ผู้บริโภค "ถูกมัดมือชก" หากไม่ยอมจ่ายอย่างรับสภาพ ก็ต้องร้องเรียนให้เป็นข่าวใหญ่โตด้วยหวังจะได้รับความเป็นธรรม
อัมมาร ยังกล่าวอีกว่า "ความไร้ขอบเขตของ รพ.เอกชน ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ" กล่าวคือ "แพทย์ รพ.เอกชน สามารถตั้งราคาค่าตัวของตนเองได้" เรื่องนี้กลายเป็น "แรงกดดัน" ต่อ รพ. รัฐ ในการ "เพิ่มรายได้" ให้กับแพทย์ รพ.รัฐ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ "สมองไหล" หนีออกจาก รพ.รัฐ ไปอยู่กับ รพ.เอกชน แต่ถึงกระนั้นต้องย้ำว่า "ไม่ใช่ รพ. เอกชนไม่ดี" เพราะในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่แม้จะมีจำนวน รพ.เอกชน มากกว่า รพ.รัฐ แต่ก็มีมาตรการควบคุมราคาอย่างละเอียดและเคร่งครัดมาก
“ที่ญี่ปุ่นถ้าคุณไปทำแผล เขาวัดกันเป็นตารางเซนติเมตร มีตัวเลขราคาเป็นแคตตาล็อกเล่มหนา ญี่ปุ่นมีระบบนี้มาหลายสิบปีแล้วและพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้คือจะบอกว่า ระบบตลาดเสรีมันใช้ไม่ได้กับระบบสาธารณสุข รัฐบาลจะทำเองหรือรัฐบาลจะให้เอกชนทำ แต่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด ใช้กลไกตลาดเสรีไม่ได้เด็ดขาด” อดีต ปธ. TDRI กล่าวย้ำ
เช่นเดียวกับมุมมองของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้บริโภค สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่กล่าวในเวทีเสวนา "จากก้าวคนละก้าว สู่ข้อเสนอการปฏิรูประบบสาธารณสุขไทย" ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ ว่า บ่อยครั้งมักได้ยิน "คำขู่" จาก รพ.เอกชน ว่าจะขอไม่เข้าร่วมกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า "บัตรทอง 30 บาท" โดยให้เหตุผลว่าไม่อาจแบกรับภาระได้อีกต่อไป
สารี อ๋องสมหวัง
ที่มา : http://consumerthai.org/news-consumerthai/consumers-news/moneynews1/2049-atm.html
สารี ชี้ว่า หลักคิด "มุ่งกำไรสูงสุด" ทำให้ รพ.เอกชน ไม่ถูกควบคุมเพดานการตั้งราคา ทั้งนี้ระบบบัตรทอง 30 บาท "มีราคากลาง" ทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่าสินค้าและบริการทางการแพทย์อย่างไหนราคาเท่าใด ทำให้เกิดการเปรียบเทียบตามด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ราคาของ รพ.เอกชน เช่น เคยเจอคนไข้รายหนึ่งไปผ่าตัดคอจากอาการกระดูกทับเส้นประสาท ก่อนไปผ่าก็ศึกษารายละเอียดมาดี ทั้งแพทย์และสถานพยาบาล โดยเลือกที่ที่ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องพบปัญหาค่ารักษาแพงเกินจริง
“ตอนแรกตกลงราคาไว้ที่ 430,000 บาท เขามีประกันจ่ายส่วนหนึ่ง ส่วนตัวเขาจ่ายประมาณ 2 แสนกว่าบาท แต่พอผ่าแล้วก็แพ้ยา ก็ต้องเข้าห้อง ICU ค่ารักษาขึ้นไปอยู่ที่ 7 แสนกว่าบาท เรื่องแพ้ยานี่มันก็ลำบาก จะบอกว่าเป็นความผิดของ รพ. ก็ไม่ใช่ แต่คนไข้ก็ยิ่งไม่น่าเกี่ยว เราก็ขอให้ รพ. ลดให้คนไข้หน่อย รพ. ก็ฟ้องคนไข้ แต่พอไปตรวจสอบทั้งหมด ค่าเหล็กที่ใส่ 169,000 บาท ถูกกว่าค่าหมออีกนะ ค่าหมอนี่ 170,000 บาท แล้วไม่มีอะไรกำกับเลย เราจะกำกับอย่างไร ตรวจสอบอย่างไรกับค่ายาใน รพ.เอกชน” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุ
ขณะที่ รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยปล่อยให้ รพ.เอกชน หากำไรกันอย่างเต็มที่ และบางแห่ง “ดูดีแต่เพียงภายนอก” อาคารสิ่งก่อสร้างหรูหรา มีเครื่องมือทันสมัย แต่พอมีคนไข้มาจริงๆ กลับต้องส่งไปรักษาใน รพ.ชั้นนำของรัฐ ทั้งที่เก็บค่ารักษาแพงมาก ซึ่งต้องตั้งคำถามเช่นกันว่าเป็นธรรมหรือไม่?
“แพทย์ที่เรียนจบมาใช้เงินภาษีรัฐทั้งนั้น แต่เสร็จแล้วก็ไปทำงานให้ รพ.เอกชน ส่วนประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษี พอรัฐจะจัดสวัสดิการพวกนี้ให้ กลับมองว่ามันเป็นเรื่องของภาระ” อดีต ส.ว. กรุงเทพฯ กล่าว
อีกด้านหนึ่ง นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยจำนวนแพทย์นั้นเพียงพอกับประชากร แต่ปัญหาจริงๆ คือ “แพทย์จำนวนมากมากองอยู่ในส่วนกลาง” มีความพยายาม “วิ่งเต้น” เพื่อที่จะเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงพยายามผลักดันการ “แก้ไขกฎหมาย” ให้ตัวบุคคลสามารถอยู่คนละที่กับพื้นที่ที่งบประมาณลงไปได้ ซึ่งลักษณะนี้เอื้อต่อธุรกิจ รพ.เอกชนด้วยอีกทางหนึ่ง
“ข้างนอกไม่มีคน แต่ข้างในมีคนเกิน พอคนเกินแล้วไปไหน ก็ต้องไปเที่ยวรับจ้างตาม รพ.เอกชน แล้ว รพ.เอกชนเดี่ยวนี้เป็น รพ. ที่แพงที่สุด ระบบการเงินการคลังของเราไม่เคยมีการควบคุมกำกับการเงินการคลังของ รพ.เอกชนเลย ถ้าเทียบกับญี่ปุ่นหรือที่ไหนๆ เขาไม่ค่อยมี รพ.รัฐ มีแต่ รพ.เอกชน แต่กระทรวงสาธารณสุขของเขาทำหน้าที่ควบคุมกำกับ แล้วมีการตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ชนิดที่ไม่สามารถกระดิกตัวได้ คือให้อยู่ได้แต่ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ แต่ของเรานี่หน่วยงานต่างๆ เป็นมือไม้ของ รพ.เอกชน ทั้งนั้นเลย” นพ.มงคล ฝากประเด็นชวนคิด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี