วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569
Disruptive แปลตรงตัวตามศัพท์หมายถึง “ทำลาย, ทำให้กระจัดกระจาย, ทำให้ยุ่งเหยิง” แต่เมื่อนำมาใช้กับภาคธุรกิจจะหมายถึง “สินค้าและบริการที่ออกมาแล้วส่งผลกระทบต่อสินค้าและบริการแบบเดิมๆ อย่างรุนแรงทั้งระบบ” กล่าวคือ ในตลาดตลาดหนึ่ง มีสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกันออกมา “ภายใต้กรอบอย่างใดอย่างหนึ่ง” แล้วผู้ประกอบการแต่ละเจ้าก็แข่งขันกันไปภายใต้กรอบเหล่านี้ กระทั่งเมื่อมีสินค้าหรือบริการที่ออกมาในลักษณะ “ท้าทายกรอบเดิมที่มีอยู่” เพราะสามารถดึงดูความชอบความสนใจจากลูกค้าได้มากกว่า
“ระบบขนส่งมวลชน” คือตัวอย่างหนึ่ง การมาถึงของ “อูเบอร์” (Uber) ผู้ให้บริการเรียกรถรับ-ส่งผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ “สะเทือนคนขับแท็กซี่ทั่วโลก” เพราะอาชีพขับแท็กซี่ในระบบเดิม “รัฐคือผู้วางกรอบ” เช่น คุณลักษณะของรถ ผู้ขับขี่ที่ต้องสอบใบอนุญาตขับขี่เป็นการเฉพาะ แต่อูเบอร์นั้น “ใครจะขับก็ได้” ใช้รถส่วนตัว คนขับมีใบขับขี่ธรรมดาก็ได้ แต่ลูกค้ากลับบอกว่า “ดีกว่าแท็กซี่ที่รัฐรับรอง” เสียอีก จนมี “ความขัดแย้ง” อยู่เนืองๆ ระหว่างคนขับแท็กซี่กับคนขับอูเบอร์ในหลายประเทศทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา
ส่วนประเทศไทย ไม่เฉพาะคนขับแท็กซี่ที่เป็นรถยนต์ 4 ล้อเท่านั้น “พี่วิน” หรือผู้ประกอบอาชีพ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ดังที่เมื่อ 8 มี.ค. 2561 เครือข่ายผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ รวมตัวกันที่ กรมการขนส่งทางบก เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการอย่างจริงจังกับแอพพลิเคชั่นเรียกรถรับ-ส่ง อาทิ แกร็บไบค์ (Grabbike) อูเบอร์โมโต (Ubermoto) และโกไบค์ (Gobike) หลังพบผู้ให้บริการแอพฯ ดังกล่าวให้บริการรับ-ส่งคน ซึ่งเป็นบริการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
กาจพล กุลเดช ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างประจำวินย่านปทุมวัน ตัวแทนของ “ชาววิน” กล่าวกับคณะสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวว่า คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างตามกรอบกฎหมายของรัฐ ต้องผ่านการตรวจสอบหลายชั้น เช่น ตรวจประวัติอาชญากรรม อบรมการเป็นผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ รวมถึง “รถและคนขับต้องเป็นชื่อเดียวกัน” หลายคนแม้ไม่มีประวัติอาชญากรรมแต่ไม่สามารถมาขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างได้เพราะรถที่ขี่อยู่เป็นชื่อผู้อื่น ต่างจากผู้ที่รับทำงานกับแอพฯ เรียกรถรับ-ส่ง ที่ไม่ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ นำรถอะไรมาวิ่งก็ได้ ยืมรถใครมาก็ได้
เช่นเดียวกับ ไพริน สิทธิแสง ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างประจำวินย่านสุขุมวิท 21 กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายครั้งผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์สังกัดแอพฯเหล่านี้ มาแย่งรับผู้โดยสารถึงหน้าวิน เช่น มีวินตั้งอยู่หน้าคอนโดมิเนียม แต่กลับมีการเรียกให้เข้าไปรับในคอนโดฯ ตนมองว่าแบบนี้ทำไม่ถูกต้อง ถ้าจะให้บริการรับ-ส่งสินค้าหรือเอกสารต่างๆ ก็ทำไป แต่ไม่ควรมารับ-ส่งผู้โดยสารแบบนี้
เบื้องต้นดูแล้วปัญหาอาจคล้ายกับแท็กซี่ คือ “การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” เพราะคนขับแท็กซี่ตามกฎหมายต้องมีใบขับขี่สาธารณะ รถที่นำมาทำแท็กซี่ก็ถูกระบุตั้งแต่ขนาดของเครื่องยนต์ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องติดตั้ง เช่นเดียวกับมอเตอร์ไซค์ที่จะมารับ-ส่งผู้โดยสาร “เครื่องยนต์ต้องไม่เกิน 125 CC” ขณะที่แอพฯ เรียกรถรับ-ส่ง ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้น แต่สำหรับชาววินแล้ว “ปัญหาหนักกว่า” เพราะแท็กซี่นั้นสามารถวิ่งรับผู้โดยสารได้ทั่วไป แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง “ต้องวิ่งในเขตที่กำหนด” ไม่สามารถรับผู้โดยสารนอกพื้นที่หรือระหว่างทาง
ในวันเดียวกัน กมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าว “แนวหน้า” ชี้แจงว่าตามกฎหมายแล้วมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องวิ่งในพื้นที่ที่กำหนด ต้องมีเสื้อคลุมวิน ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ รถมอเตอร์ไซค์ที่นำมาวิ่งต้องจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ ดังนั้น การให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกมอเตอร์ไซค์ในลักษณะรับ-ส่งผู้โดยสารและวิ่งทั่วไปจึงไม่สามารถกระทำได้ นอกจากนี้ หากอัตราค่าโดยสารไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดก็จะมีความผิดด้วยเช่นกัน
ต้องยอมรับว่าแอพพลิเคชั่นเรียกรถรับ-ส่ง ได้รับความนิยมมากในสังคมไทย ดังผลสำรวจของ “บ้านสมเด็จโพลล์” ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่เผยแพร่เมื่อ 4 พ.ย. 2560 ระบุว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 2,053 คน “เกือบครึ่ง” หรือร้อยละ 44.8 ระบุว่าเคยใช้บริการแอพฯ ดังกล่าว ในจำนวนนี้เรียงลำดับแอพฯ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อันดับ 1 Grab Bike ร้อยละ 60.7 อันดับ 2 Go Bike ร้อยละ 20 อันดับ 3 Banana Bike ร้อยละ 17.1 และอันดับ 4 UberMoto ร้อยละ 13.6
โดยเมื่อดูสาเหตุ พบว่า “สะดวกเพราะไม่ต้องเดินหาวิน” เป็นเหตุผลอันดับ 1 ที่กลุ่มตัวอย่างเลือกใช้แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับ-ส่ง นอกจากนี้ “ไม่จอดรับผู้โดยสาร/ปฏิเสธผู้โดยสาร” ยังเป็นอันดับ 2 ในประเด็นที่อยากให้แก้ไข ซึ่งเรื่องนี้มาจากธรรมเนียม “จะไม่รับผู้โดยสารระหว่างทาง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทเพราะแย่งผู้โดยสารกัน” และผู้ขับขี่เองก็เห็นว่าธรรมเนียมนี้ทำให้ชาววินไม่ค่อยมีเรื่องบาดหมางกันเมื่อเทียบกับแท็กซี่หรือรถเมล์เอกชนร่วมบริการ แต่ผู้ใช้บริการก็อยากให้ยกเลิกเพราะไม่สะดวกสบาย
อย่างไรก็ตาม ในครั้งนั้น ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้อธิบายไว้ว่า แรกเริ่มนั้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างถือกำเนิดขึ้นเพื่อ “รับ-ส่งผู้โดยสารในเส้นทางสายรอง” เช่น ตามตรอกซอกซอยต่างๆ ไม่ใช่วิ่งบนนถนนใหญ่สายหลัก ทำให้การให้บริการเป็นแบบ “แบ่งเขต” โดยมี “วิน” เป็นศูนย์กลาง สมาชิกในวินจะวิ่งรถไป-กลับไม่ห่างจากวินมากนัก
ดังนั้นหากมองในแง่ความปลอดภัย “หากปล่อยให้เรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเสรีตรงไหนก็ได้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหรือไม่?” ผู้โดยสารคงจะ “เอาสะดวกเข้าว่า” หากเกิดอุบัติเหตุถึงชดเชยขนาดไหนก็คงไม่คุ้มกับความสูญเสีย เพราะต้องยอมรับว่าถนนประเทศไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับมอเตอร์ไซค์ (สกู๊ปแนวหน้า : สะดวกดีแต่ก็มีความเสี่ยง แอพฯเรียกมอ’ไซค์รับจ้าง : นสพ.แนวหน้า ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ย. 2560)
สำหรับการหารือเมื่อ 8 มี.ค. 2561 ระหว่างชาววินกับขนส่งฯ จะยังไม่ได้ข้อสรุป โดยคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 20 มี.ค. ส่วนผลจะเป็นอย่างไร? จะมีมาตรการอื่นๆ นอกเหนือจากการประกาศครั้งแล้วครั้งเล่าว่าการนำรถและคนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมาให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ก็ยังพบการให้บริการอยู่ทั่วไปหรือไม่? คงต้องติดตามกันต่อไป!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี